หลักในการร่ายรำมวยไท่เก๊ก
โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com)
ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิต ปีที่ 1 ฉบับที่ 11หลักสำหรับผู้เริ่มต้นฝึก
ผู้ที่เริ่มต้นในการฝึกฝนมวยไท่เก๊ก ไม่ว่าผู้นั้นจะผ่านการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้อื่นใดมาก่อนหรือไม่
ในหลักต่างๆ ของขั้นต้นนี้ จะเป็นการดีที่สุด ถ้าผู้ฝึกค่อยๆ จับเอาหลักแต่ละหัวข้อมาฝึกฝนจน
ชำนาญ แล้วจึงเริ่มเอาหลักข้อต่อไปมาฝึกฝนต่อ อย่าเพิ่งจับรวมเอาทุกหลักมาฝึกฝนพร้อมกัน
เพราะจะทำให้สับสนเหมือนจับปูใส่กระด้ง เดี๋ยวจับเอาหลักนี้ เดี๋ยวจับเอาหลักนั้น เกิดความพะวง
สุดท้ายเอาดีเอาชำนาญสักหลักก็ไม่ได้ในขั้นตอนของผู้เริ่มฝึกนี้ มีหลักอยู่ 4 หัวข้อ เพื่อใช้ในการร่ายรำมวยไท่เก๊ก
1.เบา
ในคัมภีร์มวยไท่เก๊ก มีตอนหนึ่งกล่าวว่า "ในแต่ละการเคลื่อนไหว ตลอดทั้งร่างต้องเบาและ
คล่อง" นี่เป็นมาตรฐานของผู้ที่ฝึกฝนมวยไท่เก๊กจนชำนาญแล้ว สำหรับผู้ที่เริ่มต้นฝึกนั้น
ต้องเริ่มที่คำว่า "เบา" ก่อน เพื่อเข้าสู่ประตูของมวยไท่เก๊ก อย่าเพิ่งใจร้อนกับคำว่า "คล่อง"
โดยทั่วไปผู้ที่ผ่านการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มาก่อนนั้น แม้ว่ามือเท้าและร่างกายอาจจะ
คล่องแคล่วอยู่บ้าง แต่ว่าจะติดนิสัยในการใช้กำลัง มักจะออกมาในรูปที่ว่าความคล่อง
แคล่วเกินระดับ แต่ความเบาไม่ถึงระดับ
แม้แต่ในบุคคลที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ หรือกีฬาอื่นใดมาก่อนก็ตาม
ส่วนมากก็ยังมีความลำบากในการฝึกฝนในเรื่องความเบามากกว่าความคล่อง
ควรทราบว่าวิธีการฝึกมวยไท่เก๊ก เน้นที่การใช้จิตสติไปสร้างให้ประสาทสัมผัส
และการรับรู้เกิดความว่องไวและปราดเปรียว ซึ่วงวิธีนี้ใช้กำลังน้อย ไม่ได้เน้นการ
ฝึกการเคลื่อนไหว เพื่อให้มือเท้าและร่างกายเกิดความคล่องแคล่วว่องไว ซึ่งต้องใช้
กำลังมากการใช้กำลังมากเกินจะกระทบต่อความว่องไวของประสาทสัมผัส เช่นการเกร็ง
กล้ามเนื้อ จะทำให้ความว่องไวของประสาทสัมผัสบริเวณนั้นลดลง สังเกตได้ว่า
เมื่อเกร็งกล้ามเนื้อ เวลาถูกกระทบกระแทก ความรู้สึกเจ็บปวดจะลดน้อยกว่าปกติดังนั้น เมื่อแรกเริ่มฝึกฝนมวยไท่เก๊ก จึงควรจะยิ่งใช้แรงยิ่งน้อยได้มากเท่าไร ก็ยิ่ง
ดีมากขึ้นเท่านั้น ส่วนความคล่องนั้น ค่อยมาฝึกฝนกันในภายหลัง ฝึกความเบาจน
เป็นพื้นฐานได้แล้ว จึงค่อยฝึกความคล่อง
มีคำกล่าวไว้ในคัมภีร์อีกตอนหนึ่งว่า "ขนนกอันหนึ่งก็ไม่สามารถเพิ่มได้ แมลงวัน
ไม่สามารถเกาะได้" อุปมาให้เห็นถึงประสาทสัมผัสอันว่องไว และปราดเปรียว
ของผู้ที่เป็นมวยไท่เก๊กในระดับสูง ถึงแม้ว่าความเบาจะไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมด
ของการฝึกประสาทสัมผัสอันว่องไวนั้น แต่ก็เป็นบันใดที่จะให้ผู้ฝึกฝนสามารถ
ไต่ระดับขึ้นไปจนถึงขั้นนั้นได้2. ช้า
โดยทั่วไปก็ทราบกันว่าการเคลื่อนไหวของมวยไท่เก๊กเป็นไปอย่างช้าๆ ในคัมภีร์
มีกล่าวว่า "ในแต่ละการเคลื่อนไหว ตลอดทั้งร่างต้องเบาและคล่อง"
"เคลื่อนไหวเร็วก็โต้ตอบเร็ว เคลื่อนไหวช้าติดตามการเคลื่อนที่ช้านั้น"จะเห็นได้ว่ามวยไท่เก๊กไม่ได้เน้นที่ต้องการความช้าอย่างเดียว โดยไม่คำนึง
ถึงความเร็ว ในคัมภีร์ยังกล่าวว่า "ต้องยกสติขึ้นมาให้ได้ จึงจะไม่มีข้อ
กังวลเรื่องความฝืดและหนัก ... จิตและลมปราณต้องเปลี่ยนได้คล่อง
แคล่ว จึงจะรับรู้ถึงรสชาติของความคล่องตัวที่เป็นทรงกลม"จะเห็นได้ว่า มวยไท่เก๊ก ต้องการความคล่อง ความมีชีวิตชีวา แต่ไม่ต้องการ
ความฝืด และ ความหนัก อย่างไรก็ตาม ในท่อนหลังของคัมภีร์มีตอนหนึ่ง
กล่าวว่า "การเคลื่อนไหวดุจดั่งการสาวเส้นไหม" อันย่อมหมายถึงการเคลื่อน
ไหวที่เป็นไปอย่างช้าๆ แต่จุดประสงค์หลักของข้อความนี้ต้องการสอนให้
ผู้ฝึกใช้พลังดุจดั่งสาวเส้นไหม ที่ต้องใช้พลังที่ต่อเนื่องไม่ขาดสาย ไม่ออก
แรงโดยกระชากหรือพลังที่มีขาดตอน ไม่ต่อเนื่องอันจะทำให้เส้นไหมขาดได้ดังนั้นสำหรับผู้ที่ฝึกฝนใหม่ การรำมวยจึงยิ่งช้ายิ่งดี แต่มีข้อที่ต้องสังวรณ์
อยู่ประการหนึ่งคือ ถ้าช้าจนท่วงท่าไม่ปะติดปะต่อ นั่นย่อมใช้ไม่ได้แล้ว
เพราะขัดกับ "การเคลื่อนไหวดุจดั่งการสาวเส้นไหม" นั่นเองความช้ามีผลดีต่อผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ อีกประการ เมื่อช้า ทำให้สามารถ
เก็บรายละเอียดต่างๆ ของหลักเกณฑ์ไว้ได้ ไม่ใช่รำมวยแบบผ่านๆ ไป
ด้วยความมักง่าย เพราะความเร็วจึงไม่สามารถควบคุมรายละเอียดต่างๆ
เอาไว้ได้นอกจากนี้ เมื่อเคลื่อนไหวด้วยความช้า นานวันเข้ารย่อมเกิดความชำนาญ
ความชำนาญย่อมทำให้การรำมวยเป็นไปอย่างธรรมชาติ ก่อให้เกิดภาวะ
ที่ยิ่งฝึกยิ่งคล่องแคล่วปราดเปรียวแต่อย่างไรก็ตาม เวลาฝึกฝนก็ยังต้องคงภาวะของความช้าเอาไว้ มิใช่
ยิ่งฝึกนับวันยิ่งเพิ่มความเร็วขึ้นซึ่งขัดกับหลักการเดิมการฝึกมวยไท่เก๊กถึงระดับหนึ่งแล้ว ต้องมี "ความสงบในความ
เคลื่อนไหว" ความช้าเป็นบันไดอันนำไปสู่ฝีมือในขั้นนั้น จึงมองข้าม
ความช้า ซึ่งเป็นพื้นฐานอันสำคัญไปมิได้3. กลม
ในมวยไท่เก๊ก ไม่ว่าการเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตาม ต้องมีเส้นทางของการเคลื่อนไหว
ที่เป็นเส้นโค้ง ไม่เคลื่อนไหวเป็นเส้นตรง แม้ว่าฝีมือจะเข้าสู่เขตที่ลึกล้ำแล้วก็ตาม
ก็ยังคงต้องใช้การเคลื่อนไหวเป็นเส้นโค้งเช่นกัน เพียงแต่ว่า ในระดับของผู้
เริ่มฝึกฝนนั้น ต้องการให้ท่วงท่าเหยียดกว้าง ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวก็ต้องเป็น
ไปอย่างช้าๆดังนั้นการเคลื่อนไหว จึงต้องเคลื่อนเป็นวงโค้งที่กว้างใหญ่ เพื่อให้เหมาะสมกับท่วง
ท่าที่เหยียดกว้าง ต่อเมื่อภายหลังฝืมือถึงขั้น ท่วงท่าค่อยๆ รัดกุมขึ้น การเคลื่อน
ไหวที่เป็นวงโค้งนั้นย่อมต้องเล็กลง เพื่อให้รับกันกับท่วงท่าที่แปรเปลี่ยนไป
จึงไม่มีความจำเป็นที่จะเคลื่อนไหวเป็นวงกว้างใหญ่เช่นตอนแรกเริ่ม
แต่ถึงแม้ว่าการเคลื่อนไหวนั้นจะเล็กและรัดกุมมากแค่ไหนก็ตาม ก็ยังคงต้องรักษา
วงโค้งของการเคลื่อนไหวซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ในปัจจุบันนี้ มีอาจารย์มวยไท่เก๊กบางท่านได้ดัดแปลงประยุกต์การสอนบางประการ
เพื่อให้ง่ายต่อการหัดท่วงท่าของศิษย์ใหม่ โดยการเอาแต่ละท่วงท่าเดิมหรือ
กระบวนท่าเดิมมาซอยออกเป็นการเคลื่อนไหวย่อยๆ ออกมาเป็นหลายขั้นตอน ทำให้
เมื่อร่ายรำกระบวนท่านั้นออกมาแล้ว มองไม่ออกว่าเคลื่อนไหวนั้นเป็นเส้นโค้ง
ควรทราบว่านี้เป้นวิธีการสอนแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ได้หมายความว่า การเคลื่อนไหวของ
มวยไท่เก๊กไม่ต้องเคลื่อนไหวเป็นเส้นโค้งดังนั้น เมื่อได้ร่ำเรียนกระบวนท่ามวยจนจบชุดแล้ว ยังต้องกระชับท่วงท่าหรือ
กระบวนท่าต่างๆ ให้เป็นการเคลื่อนไหวที่ร้อยเรียงกันจริงๆ ไม่ให้ท่วงท่ามีการ
ขาดตอน เนื่องจากการซอยกระบวนท่าออกไปให้เปลี่ยนการเคลื่อนไหวเป็นเส้นโค้งอันที่จริงการเคลื่อนไหวให้เป็นเส้นโค้ง และเป็นวงกลม ไม่ใช่เป็นเรื่องที่กระทำได้ยาก
ที่ยากคือการเคลื่อนไหวท่วงท่าต่างๆ ให้เป็นธรรมชาติไม่แลดูเคอะเขินเก้งก้าง
การเคลื่อนไหวที่ถูกต้องนั้นเป็นการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องรับกันของทั้งร่างกาย
ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับผู้ฝึกในขั้นต้นๆดังนี้น ผู้ฝึกฝนใหม่ จึงไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ เพียงฝึกให้การเคลื่อนไหวของแขน
ให้มีแนวทางเป็นเส้นโค้งก็เพียงพอแล้ว ต่อเมื่อถึงขั้นที่จะฝึกให้ทุกๆ ส่วนของร่างกาย
เคลื่อนไหวสอดรับกัน จึงค่อยๆ ผสมผสานแต่ละส่วนจนรับกันเป็นธรรมชาติ ซึ่ง
เมื่อเป็นธรรมชาติ ความโค้ง ความกลม จะเป็นความกลมที่สมบูรณ์แบบมวยไท่เก๊กให้ความสำคัญในเรื่อง "สงบนิ่งในความเคลื่อนไหว ในความเคลื่อนไหวมีความ
สงบนิ่ง" ซึ่งหลักนี้ต้องอาศัยหลักการเคลื่อนไหวที่เป็นวงโค้งวงกลมมาเป็นบันไดขึ้นไปสู่
4. สม่ำเสมอ
คือการเคลื่อนไหวที่มีระดับความเร็วหรือช้าที่มีความสม่ำเสมอคงตัว ไม่ว่าการเคลื่อนไหว
จะค่อนข้างเร็ว หรือค่อนข้างช้าก็ตาม ต้องรักษาระดับนั้นให้สม่ำเสมอเป็นเอกภาพ คือ
ไม่เคลื่อนไหวเดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้า เนื่องจากมวยไท่เก๊กมีการเคลื่อนไหวที่ช้า ผู้ฝึกที่ยังใหม่
อยู่ จึงมักจะไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวให้อยู่ในระดับที่สม่ำเสมอได้ จึงต้องให้
ความสนใจในจุดนี้ให้มากจุดบกพร่องนี้จะเกิดได้ในสองกรณี คือ กรณีแรก ในท่วงท่าหนึ่งๆ กระบวนท่าหนึ่งๆ มี
การเคลื่อนไหวทั้งช้าและเร็วปะปนกัน อีกกรณีหนึ่ง คือ การร่ายรำในช่าวงต้นของชุดมวย
มีระดับความเร็วช้าอยู่ในระดับหนึ่ง แต่พอเข้าสู่ช่วงกลาง หรือช่วงหลังของชุดมวย
กลับมีระดับความเร็วช้าในอีกระดับหนึ่ง ที่พบเห็นได้มากก็คือ ช่วงต้นของชุดมวยมัก
จะรำอย่างช้าๆ แต่พอร่ายรำไปได้สักครึ่งชุดจะเริ่มเร็วขึ้น ซึ่งแม้แต่ผู้ร่ายรำเองก็ยังไม่
รู้สึกตัว จึงต้องใส่ใจให้มาก คอยสังเกตให้ดี ระดับของความช้านั้นต้องเป็นเอกภาพ
ตั้งแต่ท่าแรกถึงท่าสุดท้ายของชุดมวยต้องมีระดับความช้าที่เท่ากันโดยตลอด จึงจะ
สอดคล้องกับหลัก "เคลื่อนพลังดุจดั่งสาวเส้นไหม"