ฟาจิ้ง
บทความเรื่องฟาจิ้ง โดย อ.เหลียง แห่งเว็บมวยภายใน
บทความดั้งเดิมปรากฏอยู่ในเว็บบอร์ดมวยภายใน ซึ่งทางทีมงาน www.thaitaiji.com
ได้ขออนุญาตอ. เหลียงเพื่อนำมาเผยแพร่ในเว็บ Thaitaiji แล้ว ทั้งนี้ทีมงาน Thaitaiji
ขออนุญาตตัดความคิดเห็นหรือคำถามที่ไม่เกี่ยวข้อง รวมทั้งคำตอบของท่านอื่นซึ่งไม่
สามารถหาที่มาได้ออกจากบทความ แต่จะคงข้อความดั้งเดิมของอ.เหลียงไว้ทั้งหมด
<ถาม>
Fa-jing?
Hello.. I am just curious. What exactly is fa-jing. I mean how is it done,
exactly. I have heard and read a lot about its theory, but no one actually
tell you how to do it. And everytime I ask there are always someone say
"it is a diferent kind issuing power" or something like that. Then someone
talk about the need to be relaxed.Well I am happy with all of that, but it still does not answer the question.
So I will try asking in a different way.I had practiced karate for about 3 years (I know it is not the same). With
every strike (punch, palm.etc.) we begin with muscel relax, then at the point
of impact we tense our muscel. The energy start from the feet through the
hip then out through the fist. The power come from the sudden explosive
movement ( I think). IS THAT THE SAME AS FA-JING. IF NOT WHAT IS
THE DIFFERENT???do u relax your muscel throughout the strike or at some point you tense
your muscel. Do u tense your muscel at all?Please please please.. somebody tell me please. Not that I thin I can do it,
but I am really curious. PLEASEEEE......PS. no disrespect to anyone..please
Thank you very much
โดย : someone [ 2005-08-24 08:20:40 ]หมายเหตุ. คำถามเดิมถามเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งพอจะแปลเป็นไทยได้ดังนี้
สวัสดีครับ
ผมสงสัยว่า "ฟาจิ้ง" นี้คืออะไร ผมหมายถึง จะทำมันอย่างไร ผมได้ฟังและอ่านทฤษฎีเกี่ยว
กับเรื่องนี้ แต่ไม่มีใครพูดอย่างชัดเจนว่าจะทำมันอย่างไร และทุกครั้งที่ผมตั้งคำถาม ก็มัก
จะมีคนบอกว่า "มันเป็นพลังอีกแบบ" หรืออะไรบางอย่างทำนองนี้ นอกจากนี้ก็จะพูดเกี่ยว
กับเรื่องการผ่อนคลายครับ ผมยินดีที่ได้ฟัง แต่มันก็ยังไม่ได้ตอบคำถาม ดังนั้นผมจึงพยายามเปลี่ยนวิธีถาม
ผมฝึกคาราเต้มาประมาณ 3 ปี (ผมทราบว่ามันแตกต่าง) การตีทุกครั้ง (หมัด, ฝ่ามือ ฯลฯ)
เราจะเริ่มด้วยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แล้วเกร็ง ณ จุดปะทะ กำลังจะเริ่มจากเท้าผ่าน
สะโพกและออกไปยังหมัด พลังจะเกิดจากการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงฉับพลัน (ผมคิดว่าเป็น
เช่นนั้น) มันเป็นสิ่งเดียวกับฟาจิ้งหรือไม่ หรือถ้าไม่ มันต่างอย่างไร ??คุณผ่อนคลายกล้ามเนื้อตลอดการตี หรือมีการเกร็ง ณ จุดใดจุดหนึ่ง หรือคุณมีการเกร็ง
กล้ามเนื้อหรือไม่ใครก็ได้กรุณาตอบ ผมไม่ได้คิดว่าผมจะทำมันได้ หากแต่ผมก็ยังอยากทราบ
ป.ล. ด้วยความนับถือครับขอบคุณครับ
โดย : someone
<ตอบ>
คิดว่าคุณอ่านไทยออก ก็ขอตอบเป็นไทยนะครับ ท่านอื่นๆจะได้อ่านด้วย ถ้าอ่านไม่ได้ก็โพสต์
มาอีกทีครับ จะแปลให้เรื่องของจิ้งเป็นเรื่องที่สร้างความสงสัยอย่างมากแก่ผู้ที่ฝึก ว่ามันคืออะไร
ผมลองถามกลับนิดนึง คุณคิดว่ามีมวยจีนกี่ชนิด นิยามเรื่องแรงพลังจากการฝึกด้วยคำว่าจิ้ง
แล้วมวยต่างๆ นั้นมีลักษณะจิ้งต่างหรือเหมือนกันอย่างไร แล้วทำไมเรียกว่าจิ้งเหมือนกันเอาล่ะ ผมขอตอบว่า มีมวยจีนนับไม่ถ้วนใช้คำว่าจิ้ง ในสมัยนึง เราได้อ่านจากหนังสือต่างๆ
ว่ามวยภายในไท่จี๋ สิ่งอี้ ปากว้า ใช้จิ้ง แต่เมื่อบ้านเราเริ่มรู้จักปาจี๋ นั่นก็ใช้จิ้ง ผมเชื่อว่าเมื่อ
มีมวยหลากชนิดเข้ามาอีก(ไม่ใช่ในรูปแบบรำแข่งขัน) เราจะพบคำว่าจิ้งอีกมากในมวยชนิด
ต่างๆกัน แล้วเราควรใช้เกณฑ์ไหน นิยามคำว่าจิ้งทีนี้มวยชนิดต่างๆนั้นมีจิ้งเหมือนกันหรือไม่ ก็ขอตอบว่า ไม่ทั้งหมด มีเหมือนมีต่าง สมมติ
หนาจิ้ง หรือแรงพลังคว้าจับ บางมวยใช้การยึดจับแบบแข็งเป็นเหล็ก นั่นเค้าก็เรียกจิ้ง(ของ
เค้า) บ้างใช้แรงยืดหยุ่นเหนียวแน่นคว้าจับ นั่นเค้าก็เรียกว่าจิ้ง บ้างใช้การฟังเกาะติดยึด
กุมแบบหลวมๆ แต่ดิ้นไม่หลุด นั่นเค้าก็เรียกจิ้ง แล้วที่แท้นั้น หนาจิ้งคืออะไร แบบไหนถูก
สำหรับผมทุกแบบถูก มันคือจิ้งที่ออกแบบมาสำหรับมวยนั้นๆ มันขึ้นกับโครงสร้างมวยนั้นๆ
ไม่ใช่เทคนิคดังนั้น ถ้าคุณฝึกคาราเต้ แล้วถ้ามันจะเกิดผลการฝึกขึ้นโดยอิงจากนิยามของคำว่า "จิ้ง"
ในมวยจีน ผมว่ามันก็จะเกิดจิ้งแบบของคาราเต้ของคุณมากกว่าที่จะไปอ้างอิงจากพวก
มวยไท่จี๋หรือว่าสิ่งอี้นะครับคุณถามว่า IS THAT THE SAME AS FA-JING. IF NOT WHAT IS
THE DIFFERENT???ผมขออิงจากไท่จี๋เป็นหลักละกันครับ เพราะผมรู้อยู่แค่นี้ โดยขั้นตอนการตีก็คงไม่มีอะไร
แตกต่าง(มีหลายท่านหลายสำนักหลายมวยสอนการต่อยแบบนี้) นอกจากเรื่องระบบฝึก
เอาง่ายๆคำว่าผ่อนคลาย มีคนถามผมบ่อยๆว่า “ผ่อนคลายแล้วจะมีแรงได้อย่างไร”,
“ผ่อนคลายแล้วแต่รู้สึกไม่มีแรงออกมาเท่าตอนเกร็ง” , ”ผมลองผ่อนคลายแล้วแต่รู้สึก
เหมือนพอออกแรงยังต้องเกร็งอยู่” , “ผมคลายแล้วแต่รู้สึกอึดอัด” , ”ผมคลายแล้ว แต่
เหมือนมันไม่ได้ผ่อนคลายอยู่ดี” ฯลฯผมก็มักตอบว่า คุณยังไม่ได้คลาย
อย่างที่มันควรจะเป็น ตรงนี้ผมขอตอบจากประสบการณ์ตรงว่า การผ่อนคลายก็เป็นกังฟูที่
ต้องสะสมเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเราจะผ่อนคลายนั่นก็คือผ่อนคลายที่ถูกต้องได้(ในไท่จี๋ครับ)
ผ่อนคลายวันนี้กับอีกหนึ่งปีข้างหน้าก็ไม่เหมือนกัน บางอย่างตอนนี้เราทำแล้วคลายไม่ได้
เพราะโครงสร้างยังไม่อำนวยให้ผ่อนคลายในการทำอย่างนั้นก็เลยเกร็งแต่พอโครงสร้างร่างกายเปลี่ยนไปตามการฝึก มันก็คลายได้ สิ่งที่เคยทำไม่ได้ก็ทำได้
ดังนั้นถ้าถามว่า"เราต้องผ่อนคลายขนาดไหน" หรือ “ผมทำแล้วมันต้องเกร็ง ไม่เกร็ง
ไม่ได้” พวกนี้ ต้องตอบว่าตามกังฟูที่สะสม คุณจะผ่อนคลายได้ลึกขนาดไหน ก็ขึ้นกับ
การฝึก ถึงตอนนั้นคุณก็จะรู้ว่าการไม่ต้องเกร็งตอนชกเป็นอย่างไร แล้วถ้าถามว่าชก
ตามขั้นตอนแบบผ่อนคลายเป็นฟาจิ้งมั้ย ผมตอบว่าเป็นครับ เป็นแบบที่มันเป็น แต่อีก
หนึ่งปีต่อไป มันก็จะเปลี่ยนแบบที่มันเป็นเหมือนกันครับ นั้นคือร่างกายคุณได้ คุณก็มี
พลังในร่างกายแบบนั้น จะจับ จะสะเทิน จะตี ก็มีจิ้งอยู่ในโครงสร้าง พอคุณเรียนวิธีใช้
คุณใช้ออก ก็เป็นการใช้จิ้งออกมา ดังนั้นผ่อนคลายในมวยแต่ละชนิดก็ไม่เหมือนกัน
โครงสร้างของไท่จี๋เป็นแบบหนึ่ง การฝึกมีการรำในแบบหนึ่งของตัวเอง สิ่งอี้มีโครงสร้าง
แบบหนึ่ง(ถึงจะแทบไม่ต่างจากไท่จี๋ก็เถอะนะ เพราะมวยที่ถูกแบ่งเป็นฝ่ายภายในนั้น
ดูเหมือนว่าจะมีโครงสร้างร่างกายเหมือนกัน มีบ้างบางจุดที่ต่าง เช่นไท่จี๋เปิดรักแร้
สิ่งอี้ปิดศอกหาชายโครงและรวมรักแร้ด้วย) มีการรำการฝึกแบบหนึ่ง (ก็นำมาซึ่งการ
สร้างโครงสร้างที่ต่างไปอีกแบบ) ดังนั้น จิ้งออกมาก็จะต่างกันอยู่ อ่อนหยุ่นแบบไท่จี๋
หรือแกร่งหยุ่นแบบสิ่งอี้(แต่อย่างไรก็ตามผมว่าสองสิ่งคือสิ่งเดียว แกร่งหรืออ่อน ทั้งสอง
ล้วนมี เหมือนเหรียญมีสองด้าน ไท่จี๋พลิกด้านอ่อนขึ้น สิ่งอี้พลิกด้านแกร่งขึ้น นั่นคือด้าน
ที่เราเห็นจากการรำ แต่ทั้งสองก็มีอยู่ครบครัน) คาราเต้ของคุณก็ต้องมีระบบของตัวเอง
จิ้งก็ต่างไปด้วย ผมว่าไม่ต้องยึดเกณฑ์ของไท่จี๋ก็ได้ครับเอาล่ะ สำหรับจิ้งนั้นถามว่าเวลาฟาจิ้งต้องคลายหรือไม่(ตอบจากไท่จี๋นะ) ตอบว่าไม่ คือมัน
ไม่ใช่เทคนิคที่ถึงเวลาชกก็คลาย มันไม่ได้คิดเรื่องนั้นแล้ว ชกก็คือชก แต่คลายนั้นมันอยู่ตั้ง
แต่กระบวนการฝึกแล้ว แรงมันก็เกิดขึ้นเอง การฝึกคลายนั่นแหละทำให้เกิดจิ้งขึ้น แต่ไม่ใช่
ตอนชกแล้วคลายจะมีจิ้งออกมา แต่ฝึกแล้วมันจะคลายโดยธรรมชาติเองครับ ส่วนการชก
ในคาราเต้ที่คุณฝึกอยู่ ลองค้นหาแนวทางจากระบบฝึกของคุณ มันก็จะพัฒนาจิ้งแบบของ
คุณเช่นกันนะ ทั้งในมวยจีน คาราเต้ มวยไทย ต่างก็มีเรื่องเล่าถึงความรุนแรงของหมัดที่
พิชิตได้ในหมัดเดียวทั้งนั้น แค่ฝึกให้ถึงครับ ก็ทำได้เช่นกันครับ ดังนั้นที่คุณทำ ถามว่าเป็น
จิ้งมั้ย ก็เป็นครับ มันไม่มีเกณฑ์ตัดสิน มวยจีนมีมากมายก็ใช้คำว่าจิ้งครับ มีมากมายก็ให้
เกร็งตอนปะทะเหมือนกับวิธีที่คุณฝึกอยู่ ก็จะเป็นจิ้งในแบบนั้นครับผมดังนั้นจิ้งก็คือจิ้ง แต่เมื่อมวยนำจิ้งมาใช้ ก็ออกไปตามแนวทางที่คนคิดได้ บ้างอิงจากฉัน
ซือจิ้ง บ้างอิงจากเผิงจิ้ง บ้างอิงจากเฉินจิ้ง ส่วนผสมต่างกัน ก็เลยส่งผลถึงการนำไปใช้
ต่างกัน ฝึกต่างกัน แต่จิ้งก็คือจิ้งครับ ฝึกแล้วก็สำเร็จได้เหมือนกัน (ตามแนวทางมวยนั้นๆ
นะครับ)อ้อ.....จะมีพวกใช้หลักภายใน ใช้อี้ ชี่ ตันเถียน ใช้เสียง ใช้การหายใจ ก็มีไปอีกในเชิงลึก
ของแต่ละมวยเหมือนกัน อันนี้ไม่พูดถึงเพราะจะงง ดักพูดก่อนเดี๋ยวคนด่าว่าทำไม่พูดแต่
เรื่องภายนอก ไม่พูดภายใน เอาเป็นว่าตอบกว้างมาก จับทางตัวเองยังไม่ได้เลย แต่ที่ตอบ
ก็อยากให้เห็นแนวครับขอบคุณครับ
โดย : เหลียง [ 2005-08-28 15:28:54 ]
<ถาม>
เป็นบทความที่ดีครับ แล้วก็ขอถามอาจารย์เหลียงต่อนะครับ ว่าแบบนี้ในไทจี๋
ถ้าฝึกรำฝึกคลายแล้วจิ้งจะมาเองรึปล่าวครับ? เวลาฝึกอาจารย์ต้องจัดท่าให้รึปล่าว?
แล้ว ถ้าไม่เป็นการละลาบละล้วงเกินไป ขอถามว่า ซงกงที่ฝึกเนี่ยเป็นแบบเคล็ดสี่
ประโยคของอาจารย์หวู่ถูหนันรึปล่าวครับ (ที่ว่าไม่มีที่ใดไม่จมไม่มีที่ใดไม่ตาม
อีกสองประโยคผมจำไม่ได้)
โดย : ขอถามต่อ [ 2005-09-01 05:59:16 ]
<ตอบ>
อืม.........จริงๆกำลังคิดอยู่ว่าที่เขียนไปมันอ่านงงๆ จะมีคนอ่านรู้เรื่องมั้ย
แต่เมื่อมีคนถามต่อก็ขอตอบต่อละกันครับ
ที่ถามว่า ”ถ้าฝึกรำฝึกคลายแล้วจิ้งจะมาเองรึปล่าวครับ? เวลาฝึกอาจารย์ต้องจัดท่า
ให้รึปล่าว?”ขอตอบว่าการฝึกรำฝึกคลายนั้นเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้อยู่แล้วในไท่จี๋
ดังนั้นการจะเกิดไท่จี๋จิ้งก็ต้องไม่ขาดการฝึกรำฝึกคลายด้วย ต้องบอกว่ามันเป็นองค์
ประกอบหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้ครับ แต่นอกจากนี้ ทั้งหลักท่าร่างและการเคลื่อนไหว
(แต่ท่าร่างไม่ได้ ก็คลายแบบไท่จี๋ไม่ได้เช่นกัน) การฝึกยืนจั้นจวงการผลักมือ รวมถึง
การฝึกจิ้งชนิดต่างๆเอง ก็เป็นองค์ประกอบในไท่จี๋จิ้งที่จะเกิดขึ้นเช่นกันครับ คือทั้ง
ระบบโดยองค์รวมนั้นมีผลต่อเนื่องกัน ส่วนการจัดท่านั้นจำเป็นครับ เพราะ อ.จะได้
จับความถูกต้องของท่าร่างที่จะให้ซงหรือคลายได้ รวมทั้งการเชื่อมโยงของร่างกาย
และการแก้ในเรื่องการค้ำต่างๆ (เช่นเมื่อค้ำแรงก็ไม่ผ่านการจมก็ไม่ลงพื้น อาจติด
ที่ต้นขา คว่า หรือเข่า ดังนั้นต้องแก้จุดค้ำให้สลายไป ให้แรงเคลื่อนได้ จมได้ และการ
ค้ำทำให้การส่งแรงจากเท้าก็ออกที่มือไม่ได้ เกิดการติดขัดฝืดเคืองตามจุดต่างๆ)
ดังนั้นการจัดท่าโดย อ. นั้นสำคัญครับ ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำมาซึ่งโครงสร้างร่างกายที่เกิด
จิ้งขึ้น เมื่อเราเรียนวิธีฟาจิ้งแล้ว ก็จะปล่อยจิ้งออกมาได้ (จริงๆวิธีปล่อยจิ้งมันก็อยู่ใน
การฝึกแล้วหละอย่างพวกการชกหมัดตรง พวกนี้ก็ใช่) แต่ไม่ใช่ว่าเรียนวิธีฟาจิ้ง
อย่างเช่นการชก แล้วชกออกไปตามขั้นตอนโดยผ่อนคลายจะมีจิ้งออกมาครับ คือ
มันก็เป็นฟาจิ้งครับ เป็นขั้นตอนแบบเดียวกันเป๊ะ แต่มันไม่เหมือนกันตรงผลที่ออก
มาครับ เช่นผมชกหมัดกับลูกศิษย์ผมชกหมัดไม่มีอะไรแตกต่างครับ วิธีชกสอนไป
หมดแล้ว ผมก็ทำเหมือนกันนั่นแหละ ขั้นตอนเดียวกัน แต่ต่างที่การฝึกกังฟูที่สะสม
มาครับ(ประมาณว่าต้องสร้างร่างกายที่มีจิ้งหรือเกิดจิ้งได้ออกมาก่อนครับ)........เริ่มนอกคำถามแล้ว สรุปคือ การจัดท่าแล้วฝึกรำฝึกคลายนั่นแหละครับ
เป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการฝึกจิ้งที่สำคัญครับทีนี้เรื่องซงกง สี่ประโยคที่ว่านี่คงจะเป็น
“อู๋อี้ชู่ปู้ชิงหลิง อู๋อี้ชู่ปู้เจียนเหริ่น
อู๋อี้ชู่ปู้เฉินกู่ อู๋อี้ชู่ปู้ซวุนสุ่ย”.........ใช่มั้ยครับแปลว่า
“ไม่มีที่ใดไม่เบาคล่อง ไม่มีที่ใดไม่แข็งแกร่งเหนียวแน่น
ไม่มีที่ใดไม่จมแน่น ไม่มีที่ใดไม่คล้อยตาม(น่าจะแปลว่าทะลวงผ่านทั่วโดยไม่มี
ส่วนติดมากกว่า)” คือประโยคนี้ผมได้ยินมาจากคลิปมวยวงแคบที่ลงไว้ในไท่จี๋ลิ้งค์
ครับ(อันนี้http://www.taijizlin.cz/wudang/ysxiaojia.wmv) แต่ไม่เคยอ่านเจอ
จากงาน อ.อู๋ เนื่องจากผมไม่มีหนังสือของท่านซักเล่ม มีแต่หนังสือ อ.หลี่เหลียน
ลูกศิษย์ท่านที่ลูกศิษย์ผมซื้อมาจากจีน ผมเลยได้อ่านด้วย แล้วก็มีกระบี่ตระกูลอู๋
เขียนโดยลูกศิษย์ อ.อู๋ถู่หนานเช่นกัน ได้มาจากเน็ตแบบเจ้าของไม่ยินยอมเท่าไหร่
(จะบอกทำไม.........) แต่หลักการของซงกงก็เป็นหลักการที่สอดคล้องกันครับ
ไม่แน่ใจว่าซงกงแบบที่ผมฝึกจะเป็นแบบชุดเดียวกันกับของท่านอู๋หรือไม่ เรื่อง
ซงกงหาอ่านยากครับ เรียกว่าหาอ่านไม่ได้เลย(เคยอ่านว่าท่านอู๋ถูหนานเขียนซงกง
ไว้หนึ่งเล่ม แต่ไม่ทันพิมพ์ก็ถูกเพื่อนโขมยไปเสียก่อน.........น่าเสียดาย) ท่านใด
มีบทความเอามาแบ่งหน่อยก็ดีครับ ซงกงที่ผมฝึกอยู่ก็มีสองส่วนหนึ่งคือหลักการ
ที่คลอบคลุมการซงในไท่จี๋ทั้งหมด ซึ่งต้องศึกษาให้ลึกซึ้ง สองคือชุดท่าฝึกซง ก็
เป็นชุดฝึกคล้ายๆพวกชี่กง มีสิบสองท่าง่ายๆ เน้นฝึกซงตามส่วนต่างๆทั่วร่าง
แต่จะยึดตามหลัก แล้วฝึกให้เกิดความรู้สึกสัมผัสถึงการซง แล้วให้หลักนี้ไปยัง
การซงในการรำครับ ชุดฝึกซงกงจึงเป็นตัวเสริมมากกว่า ที่สำคัญคือหลักการซง
ที่ต้องยึดกุมให้ได้ครับ แต่หลักการคงเป็นแนวทางเดียวกับของ อ.อู๋ถู่หนานครับ
เพราะเป็นสายท่าน อ.หยังเส้าโหวเช่นเดียวกันครับ
โดย : เหลียง [ 2005-09-02 10:26:34 ]
<ถาม>
ไปอยู่ข้างล่างอีกแล้ว ผมขุดอีกรอบนะครับ ก็ขออนุญาตถามอาจารย์เหลียงด้วยเลย
ครับ จะได้ดูมีสาระ1. จากคำตอบของอาจารย์เหลียงว่า
"เอาล่ะ สำหรับจิ้งนั้นถามว่าเวลาฟาจิ้งต้องคลายหรือไม่(ตอบจากไท่จี๋นะ) ตอบว่าไม่"
ตรงนี้ผมขอสรุปความเข้าใจหน่อยนะครับ คำว่า "ไม่" ในที่นี้คือไม่ได้ไปนึกคลายเอา
ตอนชก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไปเกร็งที่ปลายทางเหมือนคาราเต้ แต่ไท่จี๋มีวิธีส่ง
แรงแบบไท่จี๋เอง ถูกไหมครับ2. ถ้านักคาราเต้มาหัดฟาจิ้งแบบไท่จี๋ ผลคือไม่สำเร็จใช่ไหมครับ เพราะไม่เคยฝึก
ไท่จี๋กังฟู (ที่นึกว่าคลายแล้วนั่นไม่จริง) แปลว่าในทางกลับกันนักมวยไท่จี๋ก็จะชกแข็งๆ
หนักๆ แบบคาราเต้ไม่ได้ด้วย เพราะไม่มีคาราเต้กังฟู ถูกไหมครับสองข้อแรกผมถามว่าถูกไหมครับ ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นคำถามปลายปิดให้ตอบแค่
yes/no นะครับ แต่อยากให้อาจารย์เหลียงอธิบายเพิ่มเติมนะครับ3. หลายคนชอบพูดกันเรื่องในไท่จี๋มีอิน-หยาง โดยเข้าใจกัน (เอาเอง) ว่า ภาคอิน
หมายถึงการอ่อนรับตามแรง แล้วภาคหยางหมายถึงการแข็งเกร็ง อยากให้อาจารย์
เหลียงอธิบายเรื่องนี้ให้กระจ่างหน่อยครับ
โดย : แมวสามขา [ 2005-09-04 01:11:17 ]
<ตอบ>
ขุดขึ้นมาอีกแล้ว...........
ผมรู้ว่าคุณแมวสามขาทราบคำตอบดีครับ แต่ก็ขอตอบต่อ เผื่อมีคนอยากอ่าน
ครับ1. ถูกต้องนะครับ คนมักเข้าใจผิดว่าเมื่อชกตามขั้นตอน ผ่อนคลาย ก็จะมีจิ้ง
ออกมา แต่แท้ที่จริงแล้วระบบมวยนั้นๆต่างหากที่สร้างระบบจิ้งออกมา ขั้นตอน
การตีหรือฟาออกมาเป็นเพียงขั้นตอนแนวทางในการฝึก ที่จะให้ดึงจิ้งนั้นที่เกิด
จากการฝึกออกมาครับ ไม่ใช่ว่าชก คลายบิดตรงนั้นตรงนี้ ก็มีจิ้งได้แล้ว มัน
ขาดขั้นตอนไปเยอะครับ ซึ่งเรื่องผ่อนคลายมันมาตั้งแต่ระบบฝึกแล้วครับ ตั้งแต่
นั่งม้ากันเลย ไม่ใช่เวลาชกก็คลายมันไม่เกี่ยวแล้วครับ การฝึกคลายสร้างระบบ
ร่างกายที่จะปล่อยจิ้งออกมา ไม่ใช่ตอนชกแล้วคลายจะมีจิ้งออกมา ดังนั้นตอน
ชกก็คือชก ไม่ได้ไปคิดว่า “เอ้า........จะชกแล้ว.......ผ่อนคลาย” คือเรื่องเกร็ง
เรื่องคลายไม่มีแล้วครับ เพราะไท่จี๋ฝึกคลายอยู่แล้ว ในการชกนั้นก็คลายอยู่
แล้วตั้งแต่เริ่มฝึกครับ ไม่ใช่ถึงเวลาจะเอาไปชกใครก็ค่อยคลาย2. ปลูกถั่วได้ถั่วปลูกงาได้งาครับ ทุกอยากมีเหตุเป็นต้นทาง ผลที่ออกมาย่อม
แตกต่าง ในเมื่อเราฝึกร่างกายและพลังแบบไท่จี๋ แล้วทำไม่ต้องไปเอาขั้นตอน
การตีการชกจากมวยอื่น ส่วนนักคาราเต้ก็มีวิธีคลายของตัวเอง โครงสร้างที่ฝึก
มาก่อเกิดการคลายแบบนั้น ไม่ใช่ในแบบไท่จี๋ ผลที่ออกมาแม้จะใช้วิธีตีแบบ
ไท่จี๋ มันก็ไม่มีไท่จี๋จิ้งออกมาอยู่ดีครับ ที่ว่าคลายนั้นถ้ามองจากทางไท่จี๋ก็ต้อง
บอกว่าไม่ใช่...ยังไม่คลาย...หรือคลายยังไม่จริง แต่โอเค ถ้ามองจากทางคาราเต้
เองนั่นคือการคลาย(ในแบบคาราเต้) ผมไม่ได้บอกว่าแบบไหนดี แบบไหนลึกซึ้ง
หรือจะเปรียบเทียบอะไรหรอกนะครับ คือมันเป็นยังงั้น มีเหตุต้องมีผลเกิดมา
ตามกัน คลายแบบมวยไหนก็เป็นแบบมวยนั้น คงเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้
ก็เอาเป็นว่าฝึกแบบไหนมาผลก็เป็นแบบนั้น การตีก็มีขั้นตอนต่างกันออกไปครับ3. เออะ........................ “ภาคอินหมายถึงการอ่อนรับตามแรง
แล้วภาคหยางหมายถึงการแข็งเกร็ง”....................- -‘
แล้วทำไมต้องอ่อนรับตามแรง ในเมื่อไท่จี๋ ก็ไม่ปะทะแรงอยู่แล้ว หรือว่าถึงเวลา
รับก็อ่อนรับ แล้วการแข็งเกร็งนี่ยิ่งไปกันใหญ่ ไท่จี๋มีด้วยเหรอ จริงว่าไท่จี๋มีแรง
ชนิดหนึ่งเรียกว่าแรงฝืนหรือติ่งค่างจิ้ง แต่มันก็ไม่ได้แข็งเกร็งครับ สองอย่างนี่
ล้วนเป็นข้อผิดพลาดในไท่จี๋ มากกว่าจะบอกว่าเป็น อิน-หยาง ในไท่จี๋ครับ แล้ว
ไท่จี๋มีแบ่ง อิน-หยาง มั้ย แน่นอนครับอย่าง เปิดปิด ขึ้นลง หน้าหลัง หดขยาย
ปล่อยเก็บ(กลืนคลาย) แข็งอ่อนฯลฯ แต่โดยประสบการณ์ของผม ไท่จี๋ไม่ใช่
อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสอง แต่เป็นความถึงพร้อมสมบูรณ์ แข็งอ่อนในไท่จี๋
ก็ไม่ใช่แข็งอ่อน ถ้ามันเป็นแข็ง-อ่อนเราจะเรียกมวยนี้ว่าไท่จี๋ หรือมหาปรมัตถ์
ได้รึ ในตำราจึงกล่าวไว้ว่า “กังโหรวเซียงจี้” คือ แข็งอ่อนประสานเสริมกัน หรือ
เปิดปิดยังมีว่า ”ไคจงโหย่วเหอ เหอจงโหย่วไค” คือในเปิดมีปิด ในปิดมีเปิด
แสดงถึง อิน-หยาง ต่างร่วมประสานความสมบูรณ์ ถ้าคนเข้าใจว่า แข็งที่ว่านั้น
คือแข็งเกร็ง อ่อนที่ว่านั้นคืออ่อนรับ ยิ่งไปกันใหญ่เลยครับ แล้วจะแข็งไปทำไม
จะอ่อนไปทำไม จะรับแล้วต้องพยายามอ่อนหรือ จะรุกแล้วต้องเกร็งให้แข็งหรือ
หรือควรเป็นว่าพลังไท่จี๋ล้วนสมบูรณ์ แข็งอ่อนประสานเสริมล้วนมีอยู่ จะรับจะรุก
นั้นด้านอิน-หยางต่างล้วนทำหน้าที่ของมันดังนั้นจะอ่อนจะแข็ง ในไท่จี๋มีสภาวะที่เกิดขึ้นมาอย่างสอดคล้อง เป็นพลังชนิด
หนึ่งเราจึงเรียกว่าไท่จี๋จิ้ง แต่ไม่ใช่จะรับก็พยายามอ่อน จะรุกก็ไปเกร็งเอาซะ
หน่อย ขืนเป็นงั้นฝึกไปให้ตายก็ไม่เข้าใจคำว่าแข็ง-อ่อนในไท่จี๋ที่จะพัฒนาขึ้น
มาได้เลยครับขอบคุณครับ
โดย : เหลียง [ 2005-09-05 08:59:31 ]
<ถาม>
สี่ประโยคที่ผมถามนั้นคือสี่ประโยคที่ อ เหลียงพิมพ์ตอบแหละครับ ตอนดูคลิป
ไม่ได้ดูให้ดี พอไปดูอีกทีจึงได้เห็น คือผมเองที่อ่านเจอก็อ่านเจอจากหนังสือ
ของลูกศิษย์ของ อ วู่ถูหนันครับ แต่ในหนังสือเค้าอ้างอิงว่า อ วู่ถูหนันสอนอย่างนี้
ผมเลยสรุปเอาของผมเองว่า เป็นของ อ วู่เค้า ในหนังสือของลูกศิษย์ของ อ วู่
ก็ไม่ได้อธิบายอะไรมากหรอกครับว่าฝึกยังไง แค่บอกว่าเวลารำแต่ละท่าจะหยุด
แล้วก็ฝึก ซง ตามเคล็ดสี่ประโยคนั้น ดังนั้นรำชุดนึงที่ธรรมดาจะใช้เวลาประมาณ
ยี่สิบนาทีจะยาวจนเกือบเป็น ชมสรุปถ้าไม่มี อ ก็ไม่มีทางฝึกไท้จี๋ให้ได้ดีใช่มั้ยครับ เพราะจะไม่มีคนจัดท่าให้?
ถึงจะอย่างนั้น ไม่ทราบ อ เหลียงพอจะอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง ซงกงที่ อ เหลียงสอน
กับการที่จะรู้สึกสัมฝัสถึงการ ซงนั้นได้มั้ยครับ?
โดย : ขอถามต่อแล้วต่ออีก [ 2005-09-04 12:33:13 ]
<ตอบ>
ถ้าไม่มี อ ก็ไม่มีทางฝึกไท้จี๋ให้ได้ดีใช่มั้ยครับ เพราะจะไม่มีคนจัดท่าให้?
................ก็มีคนจัดท่าให้ดีกว่าแน่นอนครับ เพราะเรานั่งเดาเองก็ไม่รู้จะถูก
หรือเปล่าไม่ทราบ อ เหลียงพอจะอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง ซงกงที่ อ เหลียงสอนกับการที่
จะรู้สึกสัมฝัสถึงการ ซงนั้นได้มั้ยครับ?.........ก็ได้ครับ
คือการฝึกซงกงนั้นจริงๆแล้ว ทุกสายก็มี แต่จะดึงการฝึกแยกออกมาหรือเปล่า
เท่านั้นเองครับทีนี้ที่แยกชุดฝึกออกมาก็จะเป็นท่าเดี่ยวๆ ฝึกซงตรงพวกข้อต่อเป็นหลักครับก็
ฝึกทั่วร่าง แล้วก็ไปฝึกติ้งซื่อด้วย หลักการซงก็ตามมาอีก ก็เป็นแนวทางเดียว
กับสี่ประโยคนั่นแหละครับ อย่างท่าซงกงท่านึง เรียกว่าติ้งปู้หวินโส่ว ก็เป็นซงกง
ฝึกเอวโดยใช้ท่ามือเมฆ ฝึกกันเป็นร้อยรอบจนซงได้ คือมันก็ต้องเริ่มตั้งแต่
ความคิดซง จิตซง ท่าร่างซง การเคลื่อนซงฯลฯ พอฝึกไปทั่วร่าง ก็ไปฝึกกับการรำ
การติ้งซื่อ ครับ โดยความรู้สึกจากการซงที่เกิดก็จะไปพัฒนาการซงขึ้นอีกครับ
คือมันเป็นความรู้สึกที่เกิดสดๆ อธิบายยากครับคลิป อ.ต่งก็มีนี่ครับ
http://www.chipellis.com/videos/videos.htm
http://www.chipellis.com/videos/videos.htmขอบคุณครับ
โดย : เหลียง [ 2005-09-05 10:37:29 ]