ข้อควรรู้ของผู้ฝึกใหม่
ฝึกวิทยายุทธ์ ต้องเน้นที่คุณภาพโดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com)
ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิตปีที่ 2 ฉบับที่ 20
คนที่ฝึกวิทยายุทธ์ โดยทั่วไปแล้วส่วนใหญ่มักชอบที่จะศึกษาวิชาหมัดมวย
ในรูปแบบอื่นๆ นอกจากที่ตนเองร่ำเรียนฝึกฝนอยู่ ถ้าหากว่าเป็นวิชาที่เขารู้
สึกชอบอกชอบใจแล้ว ก็ต้องหาทางที่จะไปร่ำเรียนเอาไว้ ที่พิเศษคืออาจารย์
สอนวิทยายุทธ์คนหนึ่งมีความรู้ความสามารถทางด้านมวยภายอกแล้ว ยัง
เป็นมวยไท่เก๊ก ปากั้ว รวมทั้งวิชามวยอื่นๆ อีก นับได้ว่ามีสินค้าไว้ครบครัน
จริงๆ ราวกับว่าเป็นห้างสรรพสินค้าปานนั้นซึ่งอาจารย์แบบนี้จะเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่สนใจในวิชาหมัดมวย เนื่องจาก
ว่าเพียงเดินทางไปเรียนกับอาจารย์เพียงท่านเดียวก็สามารถร่ำเรียนวิชาต่างๆ
ได้หลายวิชา สำหรับผู้ที่ไม่ได้เจาะจงเฉพาะมวยไท่เก๊กแล้ว ดูเท่ไม่หยอก
มวยนี้ผมเป็นนะ อ้อ..มวยนั้นเหรอ ผมก็เป็นเหมือนกัน คนที่ฝึกมวยไท่เก๊ก
แล้วยังฝึกฝนวิชามวยอื่นอีก ถ้าหากว่าเขาพึงพอใจในด้านปริมาณ ไม่เน้น
ทางด้านคุณภาพแล้ว ย่อมไม่มีคนรอบข้างเขาตำหนิติติง หรือคัดค้านแต่
อย่างใดแต่ถ้าหากคนที่ฝึกมวยไท่เก๊ก ใช้ความคิดเห็นแบบนี้เพื่อใช้เป็นการส่งเสริม
หรือใช้เพื่อพัฒนามวยไท่เก๊กของตนเองให้ดีขึ้นแล้ว น่าจะเป็นการคิดที่ผิด
พลาด เพราะการทำเช่นนั้น จะเป็นการทำให้มวยไท่เก๊กที่ฝึกฝนอยู่นั้นเข้า
สู่ทางตันเข้าทุกที เมื่อยิ่งฝึกมากเข้า นับเป็นการทำลายสิ่งที่ตนเองเพียร
พยายามบากบั่นฝึกมาจากมวยไท่เก๊กไปอย่างน่าเสียดายในทางอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าเพื่อออกมาสู่ท้องตลาดนั้น ผู้ผลิตย่อม
ต้องคำนึงถึงคุณภาพมาเป็นอันดับหนึ่ง หากผลิตสินค้าไร้คุณภาพออกมา
สู่ตลาด ผลเสียอันดับแรกคือ ทำให้ประเทศชาติเสียหาย อันดับที่สอง
เสียหายกับตัวผู้ผลิตเอง และอันดับที่สามความเสียหายย่อมตกอยู่กับ
ประชาชนผู้บริโภคสินค้านั้น วิชาศิลปะการต่อสู้ก็เช่นเดียวกัน ย่อมต้อง
คิดคำนึงถึงคุณภาพมากกว่าการคำนึงถึงด้านปริมาณถ้าหากมาพูดถึงการฝึกฝนทางด้านร่างกายแล้ว วิชามวยแต่ละชนิดจะมี
วิธีการฝึกฝนที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งถ้าวิชามวยชนิดใดที่มีหลักเกณฑ์
ของการฝึกฝนร่างกาย มีหลักวิธีการต่อสู้ มีหลักการใช้พลังไปในแนว
ทางเดียวกันแล้ว ก็ย่อมสามารถนำมาฝึกฝนร่วมกันได้แต่ถ้าหากว่าแนวทางการใช้พลัง วิธีการฝึกฝนร่างกาย มีความแตกต่าง
ไม่ใช่แนวทางเดียวกันแล้ว ก็ย่อมนำมาฝึกฝนร่วมกันไม่ได้ ซ้ำร้ายบาง
วิชายังมีแนวทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ชนิดที่เรียกว่าตรงกัน
ข้ามเลยทีเดียวถ้าเป็นอย่างนี้ ย่อมไม่ต้องพูดถึง การเอาสองวิชามาฝึกร่วมกัน เช่น
วิชามวยไท่เก๊กกับวิชามวยที่เป็นแนวมวยภายนอก มีแนวทางการฝึก
ที่ตรงกันข้ามกันอย่างชนิดที่เดินสวนทางกันทีเดียว ฝ่ายหนึ่งใช้ความ
อ่อนหยุ่น แต่อีกฝ่ายหนึ่งกลับใช้ความแกร่งกร้าวอย่าว่าแต่เปรียบกับมวยภายนอกเลย แม้แต่ตระกูลมวยภายในด้วยกันเอง
คือมวยสิ่งอี้ มวยปากั้ว และมวยไท่เก๊ก ยังมีแนวทางของพลังที่แตกต่าง
กันอยู่ มวยไท่เก๊กต้องการฝึกให้ถึงความอ่อนหยุ่น ทิ้งความแข็งกระด้าง
ประดามีในร่างกายออกไปให้หมด ใช้วิธีการสละตนเองเข้าร่วมกับผู้อื่น
(คู่ต่อสู้) การฝึกความอ่อนหยุ่นของมวยไท่เก๊ก เพื่อเข้าสู่ขั้นของความ
ไม่มีสู่ขอบเขตของความว่างเปล่าในระดับสูงสุดการคร่ำเคร่งฝึกมวยไท่เก๊กของคนคนหนึ่ง ด้วยการทุ่มเทเวลาทั้งชีวิต
ก็ยังยากที่จะเข้าถึงระดับความอ่อนหยุ่น ที่นับได้ว่าเข้าขั้นเป็นยอดฝีมือ
ทางมวยไท่เก๊กได้ ดังนั้นการที่คนเราร่ำเรียนฝึกฝนหลายวิชาเอาไว้ใน
ตัวคนคนเดียว ลองคิดดูว่า เขาจะมีโอกาสเข้าสู่ประตูของมวยไท่เก๊กได้
สักเท่าไรด้วยเหตุผลที่ยกมา ใครก็ตามที่รักในมวยไท่เก๊กอย่างจริงจัง อยากจะส่ง
เสริมและจรรโลงมวยไท่เก๊กของแท้ให้คงอยู่และให้เป็นที่นิยมกว้างไกล
ออกไปเรื่อยๆ เขาผู้นั้นจะต้องรักษาแนวทางของมวยไท่เก๊กที่ฝึกให้เป็น
มวยไท่เก๊กในแนวทางบริสุทธิ์ ไม่เอามวยภายนอกมาเจือปน ต้องหมั่น
วิเคราะห์เจาะลึกในหลักและทฤษฎี มุ่งมั่นและทุ่มเทให้กับการฝึกฝนอย่าง
ไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย เพื่อยกระดับมวยไท่เก๊กของตนเองให้สูงขึ้น นี่จึง
จะเป็นผู้ที่รักและส่งเสริมมวยไท่เก๊กอย่างจริงจังมวยไท่เก๊กเป็นวิชาฝีมือแขนงหนึ่งที่มีความลึกซึ้ง และยากต่อการร่ำเรียน
ฝึกฝนอย่างมาก (หมายถึงผู้ที่ต้องการฝึกเพื่อให้เข้าถึงแก่นของมวย
ไท่เก๊ก และต้องการฝึกเพื่อเป็นวิทยายุทธ์ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการฝึกเพื่อ
เหตุผลอื่น เช่นฝึกเพื่อสุขภาพแล้ว ยกเว้นไว้) ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน
อย่างยาวนาน จึงจะสำเร็จได้ บ่อยครั้งที่คนมาถามผมว่า ถ้าต้องการฝึก
มวยไท่เก๊กเพื่อเป็นวิชาป้องกันตัว ต้องใช้เวลาในการเรียนนานแค่ไหน
ซึ่งผมก็ได้ตอบไปให้กับทุกรายว่า อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมี 6 ปีขึ้นไป โดย
มีเงื่อนไขว่า ภายใน 6 ปีนี้จะต้องติดตามอาจารย์ผู้สอน (คือต้องไปเรียน
ทุกครั้งที่มีการสอน) และจะต้องมีความขยันหมั่นเพียรฝึกฝนทุกๆ วัน
วันละ 3-4 ชั่วโมง ทั้งความขยันอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องใช้สติปัญญา
มาวิเคราะห์หลักมวยที่ตนเองฝึกฝนอยู่ ปรับท่วงท่ามวยให้ถูกต้องตาม
ที่อาจารย์ผู้สอนได้ชี้แนะให้ตามตำรามวยไท่เก๊กของตระกูลเฉิน (ตั๊ง) เขียนเอาไว้ว่า ผู้ฝึกจะต้องรำ
มวยให้ได้ 10,000 รอบ ฝีมือจึงจะเข้าขั้น สมมติว่าคุณไปเรียนมวย
ไท่เก๊กกับอาจารย์ท่านหนึ่ง โดยเป็นนักเรียนใหม่ เมื่อเริ่มเรียนอาจารย์
ก็ต้องสอนพื้นฐานให้ และสอนท่ามวยให้ ซึ่งคุณต้องเรียนตรงนี้ไม่ต่ำ
กว่าครึ่งปี (อันนี้อย่างเร็วที่สุดแล้ว) หลังจากนั้นจะต้องได้รับการปรับ
ท่าและสอนหลักและทฤษฎีจากอาจารย์อีกอย่างน้อยหนึ่งปี คุณจึงจะรำ
มวยได้อย่างไม่เคอะเขิน (หนึ่งปีครึ่งไปแล้ว)นับจากนี้คุณก็ตั้งหน้าตั้งตารำมวยเข้าไป ถ้าคุณเวลาว่างเยอะ ความ
ขยันเยอะอีก ก็รำสักวันละ 6 รอบ มวยรอบหนึ่งใช้เวลาในการรำประมาณ
20 นาที 6 รอบก็สองชั่วโมง ฝึกพื้นฐานอย่างอื่นอีก เช่น จั้นจวง (เป็น
การยืนนิ่งๆ ท่าใดท่าหนึ่ง ส่วนมากใช้ท่าขี่ม้า เรียกว่า ท่าหม่าปู้ เพื่อเป็น
การฝึกให้ฐานล่างเกิดความมั่นคง) อีกสักครึ่งชั่วโมง ฝึกทุยโส่ว (ผลักมือ)
อีก ก็ประมาณ 3 ชั่วโมงแล้ว (ถ้านับมีพักยกบ้างก็เกินแล้ว)ทีนี้ตรงรำมวยให้ได้ 10,000 รอบ เรายังไม่ได้คำนวณกัน ก็ตั้งสมมติฐาน
ตรงรำวันละ 6 รอบอย่างข้างบน ปีหนึ่ง 365 วัน ก็ได้ 2,190 รอบ คุณ
ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 5 ปี จึงจะได้ตามที่กำหนด รวมกับการฝึกพื้น
ฐานอีกปีครึ่ง (เป็นอย่างน้อย) เบ็ดเสร็จก็เป็นเวลา 6 ปีครึ่ง ถ้าคุณไม่
มีเวลามากมายขนาดนั้น ก็ลดลงเหลือวันละ 3 รอบ ก็ตกประมาณ 10 ปี
แต่ต่ำกว่า 3 รอบไม่ได้แล้ว เพราะจำเป็นอย่างยิ่งว่าอย่างน้อยต้องมี 3
รอบ ต่ำกว่านี้ถือว่าคุณได้แค่การบริหารเพื่อสุขภาพเท่านั้นยังมีเงื่อนไขที่สำคัญอีกข้อ คือผู้ฝึกจะต้องละทิ้งความแข็งกระด้างในตัว
และสร้างความอ่อนหยุ่น ความเบาคล่องให้เกิดขึ้นกับตัวเองให้ได้ มิ
ฉะนั้นแล้วถึงแม้จะใช้เวลาฝึกฝนทั้งชีวิต ก็ได้แต่ชะเง้อมองอยู่ด้านนอก
ประตูแห่งมวยไท่เก๊กแล้ว