ปรมาจารย์มวยตระกูลนี้ คืออู๋เจี้ยนเฉวียน (โหง่วก้ำจั๊ว) (1870-1942) เป็นชาวแมนจู บิดาคืออู๋ฉวนโหย่ว (โหง่วฉ่วงอิ๋ว) เป็นชาวมณฑลเหอเป่ย (ห่อปัก) เมื่อครั้ง หยางลู่ฉาน (เอี่ยโหล่วเซี้ยง) รับศิษย์ อยู่ที่ปักกิ่งนั้น อู๋ฉวนโหย่วได้ เรียนมวยไท่เก๊กจากหยางลู่ฉาน ภายหลังยังได้เป็นศิษย์ของ หยางปันโหว (เอี่ยปังโฮ้ว) (1837-1892) ซึ่งเป็นบุตรชายคนที่ 2 ของหยางลู่ฉาน หยางปันโหวนั้นเมื่อเยาว์วัยได้เรียนหนังสือจาก อู่หวี่เซียง (บูอูเซียง) ซึ่งเป็นปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลอู่ (บู้) เขาได้ถ่ายทอดมวยไท่เก๊กตระกูลหยางแบบท่าเล็ก (เซียวแก่) แก่อู่ฉวนโหย่ว ภายหลัง อู๋เจี้ยนเฉวียน ได้ศึกษามวยไท่เก๊กตระกูลหยางแบบท่าเล็กจากบิดและได้เปลี่ยนแซ่เป็นแบบชาวฮั่นเป็นแซ่อู๋ (โง้ว)
ในยุคต้นสมัยหมิงก๊ก โควอูแซ ได้เปิดสมาคมบริหารร่างกายขึ้นที่ปักกิ่ง ได้เชิญหยางเส้าโหว (เอี่ยเซี่ยวโฮ้ว) ไปสอนมวยไท่เก๊กตระกูลหยางแบบท่าใหญ่ (ไต่แก่) ส่วนอู๋เจี้ยนเฉวียนได้รับเชิญให้ไปสอนมวยไท่เก๊กตระกูลหยางแบบท่าเล็ก (เซียวแก่) หลังจากนั้น อู๋เจี้ยนเฉวียนจึงได้ฝึกมวยแบบท่าเล็กและท่าใหญ่ ท่ามวยค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นแบบต่อเนื่องไม่ขาดสาย ไม่มีการกระโดด ในภายหลังตระกูลหยางเลิกสอนมวยแบบท่าเล็ก แต่ตระกูลอู๋ยังคงสอนอย่างต่อเนื่องและแพร่หลายไปอย่างมาก คนทั่วไปขนานนามว่า มวยท่าเล็กตระกูลอู๋ ซึ่งมีความแตกต่างจากมวยท่าเล็กของตระกูหยาง ปีค.ศ. 1928 อู๋เจี้ยนเฉวียนได้รับเชิญไปเป็นครูฝึกที่สมาคมจิงอู่ (จิงบู้) และสมาคมวิทยายุทธ์จีนในเซี่ยงไฮ้ ปี1935 ได้ก่อตั้งสมาคมมวยไท่เก๊กเจี้ยนเฉวียนขึ้น นับแต่นั้นมามวยไท่เก๊กตระกูลอู๋ก็แพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง