ประวัติมวยไท้เก๊กตระกูลเอี๊ย (หยาง)

 

รูปปรมาจารย์เอี่ยโหล่วเซี๊ยง (หยางลู่ฉาน)

 

ปรมาจารย์คือ เอี่ยโหล่วเซี๊ยง (หยางลู่ฉาน) เป็นคนตำบลหยงนี้(หย่งเหนียน)อำเภอกวงเพ้ง(กว่างผิง) มณฑลห่อปัก (เหอเป่ย) บรรพบุรุษเป็นชาวนา เอี่ยโหล่วเซี๊ยงเป็นคนรูปร่างเล็ก คล่องแคล่วว่องไว ชอบวิทยายุทธ์ตั้งแต่เยาว์วัย ชีวประวัติมีอยู่ 2 นัย


นัยแรก : บิดาของเอี่ยโหล่วเซี๊ยงได้นำไปฝากไว้เป็นศิษย์กับอาจารย์ แซ่เล้า(หลิว) ซึ่งเป็นครูมวยท่านหนึ่งในตำบล เอี่ยโหล่ว เซี๊ยง สามารถเรียนรู้ได้อย่างดี เมื่อ อาจารย์เล้า จะจากตำบลนี้ไปได้บอกกล่าวกับเอี่ยโหล่วเซี๊ยงว่า "โหล่วเซี๊ยง เจ้าเป็น คนที่มี พรสวรรค์ ถ้าหากได้พบอาจารย์ดีแล้วสามารถที่จะสำเร็จวิทยายุทธได้ หากว่า สามารถไปยังตั่งแกเกา (เฉินเจียโกว-ชื่อสถานที่) และได้เรียนรู้มวย ไท่เก๊กตระกูลตั๊ง แล้วในอนาคตเจ้าจะเป็นผู้ไร้เทียมทาน" ในสมัยนั้น ตระกูลตั๊ง หวงแหน วิชามวยไท่เก๊ก ดุจดั่งของวิเศษ ไม่ยินยอมถ่ายทอดให้บุคคลภายนอกบรรพบุรุษตระกูลตั๊งได้ตรากฎอันเข้มงวดของตระกูลคือ

1. ห้ามรับเป็นเปาเปียว(ทำการรับประกันภัย)
2. ห้ามออกไปท่องยุทธจักรเป็นชาวยุทธ์
3. ห้ามเป็นโจร

เอี่ยโหล่วเซี๊ยง เมื่อรู้ว่าตระกูลตั๊ง ไม่ยินยอมถ่ายทอดมวยไท่เก๊กแก่คนนอกและคนต่างแซ่ จึงปลอมตัวเป็นคนใช้ เข้าไปอยู่ ในตระกูลตั๊ง แอบเรียนมวยไท่เก๊ก ในขณะที่ ตั่งเฉี่ยงเฮง (เฉินฉางซิง) สอนลูกศิษย์ จนตั่งเฉี่ยงเฮง จับได้และพบว่า เอี่ยโหล่วเซี๊ยง มีพรสวรรค์ จึงได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้

นัยที่สอง : เอี่ยโหล่วเซี้ยงเมื่อครั้งยังเด็กทำงานอยู่ในตั่งแกเกา เนื่องจากต่างแซ่ จึงไม่ได้เรียนวิชา ถึงแม้ว่า จะอยู่ที่นั่นหลายปีก็ตาม อยู่มาคืนหนึ่ง เอียโหล่วเซี้ยงตื่นขึ้นมากลางดึงได้ยินเฮิงฮ่า ในบ้านของตั่งเฉียงเฮง ซึ่งอยู่ติดกัน จึงหาที่มาของเสียงและได้ช่องแตกของกำแพงเมื่อมองผ่านเข้าก็ได้พบว่า ตั่งเฉี่ยงเฮง กำลังสอนการฝึกลมปราณให้แก่ศิษย์ เอี่ยโหล่วเซี๊ยง จึงได้พิจารณาและจดจำไว้ นำกลับไปฝึกยังห้องของตนเอง เป็นเช่นนี้ทุกคืน จนวันหนึ่งถูก ตั่งเฉี่ยงเฮง พบเห็นเข้าจึงสั่งให้ เอี่ยโหล่วเซี้ยง ประลองกับศิษย์ของตนเอง แต่ไม่มีศิษย์คนใดของตั่งเฉี่ยงเฮงสามารถสู้ เอี่ยโหล่วเซี๊ยง ได้เลย เมื่อได้เห็นความสามารถเช่นนั้น ตั่งเฉี่ยงเฮง จึงยอมรับ เอี่ยโหล่วเซี๊ยงเข้าเป็นศิษย์ของตน

หลังจากฝึกฝนอยู่ 20-30 ปี เอี่ยโหล่วเซี๊ยงเดินทางกลับบ้านเดิม และถ่ายทอดวิชามวยให้กับคนทั่วไป เนื่องจาก วิชามวยนี้มีลักษณะอ่อนหยุ่น ผู้คนจึงขนานนามวิชามวยนี้ว่า เหมี่ยงคุ้ง (เมี่ยนฉวน-มวยสำลี) หรือ ฮ่วยคุ้ง (ฮว่าฉวน-มวยสลายพลัง)

เอี่ยโหล่วเซี๊ยงได้ออกท่องยุทธจักรไปเสาะหาเยี่ยมเยือนครูมวยที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ ในการประลองแต่ละครั้งไม่แพ้ให้กับใคร ทั้งยังไม่เคยทำให้คู่ประลองบาดเจ็บอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงขนานนาม เอี่ยโหล่วเซี๊ยงว่า เอี่ยบ่อเต๊ก (หยางอู๋ตี๊-คนแซ่หยางผู้ไร้เทียมทาน)
เอี่ยโหล่วเซี๊ยง มีบุตร 3 คน ในบุตร 3 คน มีคนหนึ่งเสียชีวิตตั้งแต่เยาว์วัย เหลือบุตรอยู่ 2 คน เอี่ยปังโฮ้ว (หยางปันโหว) และเอี่ยเกี่ยงโฮ้ว (หยางเจี้ยนโหว) ซึ่งได้สืบทอดวิชา

เอี่ยปังโฮ้วมีนิสัยแข็งกร้าวชอบการประลองยุทธ์ ผู้ที่ประลองกับเอี่ยปังโฮ้วมักได้รับบาดเจ็บ เมื่อครั้งวัยฉกรรณ์ปังโฮ้วได้เคยประลองกับนักมวยคนหนึ่งซึ่งเป็นมวยภายนอก ปังโฮ้วได้ถูกนักมวยคนนั้นคว้าแขนไว้ โดยปกติแล้วในสถานการณ์เช่นนี้ ปังโฮ้วสามารถผลักเพียงเบา ๆ ก็คลี่คลายได้แล้ว แต่ครั้งนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ปังโฮ้วใช้ กำลังแขนเพื่อสบัดออกจนคู่ต่อสู้ได้รับบาดเจ็บ เมื่อปังโฮ้วกลับถึงบ้านได้เล่าให้บิดาฟังถึงผลการประลองด้วยความปลื้มใจ โหล่วเซี๊ยงจึงกล่าวกับปังโฮ้วผู้เป็นบุตรว่า "ชัยชนะเป็นสิ่งที่น่ายินดี แต่เสียดายแขนเสื้อของเจ้าได้ขาดไป ขอให้รู้ว่าเจ้าได้ใช้พลังไท่เก๊กมากเกินไป" ปังโฮ้วได้สำรวจแขนเสื้อของตนเองจึงได้รู้ว่าขาดไปจริง ๆ
หลังจากถูกตำหนิจากบิดา ทำให้มุมานะในการฝึกฝนมวยยิ่งขึ้น เป็นที่น่าเสียดายว่าปังโฮ้วไม่สนใจที่จะรับศิษย์เพื่อถ่ายทอดวิชาสู่คนรุ่นหลัง น้องของปังโฮ้ว คือ เกี่ยงโฮ้วซึ่งเป็นบิดาของ เอี่ยเถ่งโพ่ว เป็นบุตรคนที่ 3 ของโหล่วเซี๊ยง ดังนั้นคนทั่วไปจึงเรียกว่า ซาเสี้ยวเอี๊ย (นายเล็กคนที่ 3 ) นิสัยของเขากับพี่ชายไม่เหมือนกัน คือมีนิสัยอ่อนโยน ผู้ที่มาเป็นศิษย์มีมากมาย พลังภายในของเขาเต็มเปี่ยมสามารถออกพลังโจมตีผู้อื่นได้ในฉับพลัน คู่ต่อสู้ส่วนมากมักถูกตีล้มโดยที่ตัวเองนึกไม่ถึง ท่ามวยของเกี่ยงโฮ้วนั้นมีด้วยกัน 3 แบบ มีทั้งอ่อนหยุ่นและแกร่งกร้าวเกี่ยงโฮ้วมีบุตร 3 คน คนที่ 2 เสียชีวิตตั้งแต่ยังเยาว์ เหลือบุตรคนโต คือ เสี้ยวโฮ้ว และ บุตรคนที่ 3 คือ เถ่งโพ่ว ซึ่งสืบทอดวิชาของตระกูล เสี้ยวโฮ้วนั้นชอบใช้ท่าแบบเล็กแต่แกร่งกร้าวท่วงท่าคล้ายปังโฮ้วผู้เป็นลุงและชอบการประลองยุทธ์ เนื่องจากมีนิสัยกร้าวร้าวคู่ต่อสู้จึงมักได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ ดังนั้นผู้ที่มาเป็นศิษย์มักจะทนอยู่ได้ไม่นาน แม้ว่าฝีมือของเขาจะถึงขั้นสูงสุด แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครได้รับการถ่ายทอดจริง ๆ (เพราะทนถูกตีอย่างรุนแรงไม่ไหวต้องเลิกเสียกลางคัน) น้องของเสี้ยวโฮ้วคือ เถ่งโพ่ว เป็นผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากตระกูลได้มาก ในปัจจุบัน ถ้ากล่าวถึงมวยไท่เก๊กตระกูลเอี๊ย ส่วนใหญ่ก็หมายถึง รูปแบบมวยของเถ่งโพ่วนั่นเอง นิสัยของเถ่งโพ่วกับเสี้ยวโฮ้วผู้เป็นพี่ไม่เหมือนกัน เถ่งโพ่วมีนิสัยสุภาพอ่อนโยน ในสมัยเด็กเบื่อหน่ายกับการฝึกมวย พี่ชายฝึกมวยตั้งแต่อายุ 7 ขวบ แต่เถ่งโพ่วมาฝึกเอาช้ากว่าถึง 10 ปี คือ เริ่มฝึกเมื่ออายุ 17 เถ่งโพ่วเคยเล่าว่า เมื่อสมัยยังเด็กเห็นปู่สอนมวยให้พ่อและลุงจึงเกิดคำถามในใจขึ้นว่า การต่อสู้เอาชนะคน ๆ หนึ่ง (ด้วยวิชามวย) ดูไม่มีความหมาย การศึกษาจึงสามารถเอาชนะศัตรูเป็นหมื่นได้
ช่วงวัยรุ่นปังโฮ้วผู้เป็นลุงเคยขอร้องให้ฝึกมวย ในตอนนั้นเถ่งโพ่วได้พูดถึง ความเห็นของตนเองว่าการฝึกมวยไม่เห็นมีความหมายอะไร ทั้งปังโฮ้วและเกี่ยงโฮ้วได้ยินแช่นนั้นก็โกรธมาก แต่โหล่วเซี๊ยงได้ปรามว่าขอให้ใจเย็นไว้ ลูบศรีษะของเถ่งโพ่วแล้วกล่าวว่า "วิชาที่ปู่ฝึกและสอนอยู่นี้ จุดมุ่งหมายไม่ได้อยู่ที่การเห็นผู้อื่นเป็นศัตรู จุดประสงค์ในการฝึกมวยคือการป้องกันตัว และใช้ป้องกันประเทศชาติ ถ้าหากผู้มีการศึกษามองเห็นเพียงแต่ว่า ประเทศของเรากำลังอยู่ในภาวะยากจน ยังไม่รู้ว่ายังมีปัญหาของ(ประชาชน)อ่อนแอ หากว่าประชาชนในประเทศอ่อนแอแล้วนานเข้าก็เกิดภาวะยากจนแล้ว แล้วประชาชนที่อ่อนแอหากประเทศถูกรุกรานจะสามารถลุกขึ้นมาช่วยชาติได้หรือ?
ถึงแม้ว่าคนผู้หนึ่งสามารถสอนผู้อื่นได้ไม่มากนัก แต่ว่าถ้าหากเป็นอย่างในนิทาน "ลุงโง่ย้ายภูเขา" แล้วขอเพียงผู้คนในชาติร่วมมือร่วมใจกันความสามัคคีคือพลัง

เมื่อได้ฟังคำสอนของปู่ เถ่งโพ่วได้นำไปคิดจึงเข้าใจและตัดสินใจที่จะฝึกมวย แต่ว่าเมื่อเถ่งโพ่วเริ่มฝึกมวยนั้น เกี่ยงโฮ้วซึ่งเป็นบิดาได้ถึงแก่กรรมแล้ว เถ่งโพ่วมีรูปร่างใหญ่โตแต่วิชาที่ใช้อ่อนหยุ่นมาก เขาชอบการผลักมือการสลายพลัง,การออกพลังสามารถใช้ได้ดังใจ เถ่งโพ่วมักกล่าวว่า "มวยไท่เก๊กอ่อนหยุ่นแฝงแกร่งไว้ภายใน เป็นวิชายุทธ์ที่เปรียบดัง ซ่อนเข็มในปุยฝ้าย" ยามที่เถ่งโพ่วผลักมือ ร่างกายและการเคลื่อนไหวของเขาอ่อนหยุ่นอย่างยิ่งแต่คู่ต่อสู้เมื่อถูกเขาตีจะกระเด็นออกไปไกล ค.ศ. 1928 เถ่งโพ่วเดินทางไปทางใต้ของประเทศ ไปสอนมวยที่หนานจิง, เซี่ยงไฮ้ , หังโจว , กว่างโจว , ฮั่นโข่ว ภายหลังรูปแบบมวยของเถ่งโพ่วได้แพร่หลายไปทั่วประเทศ