ฝึกมวยไท่เก๊กอย่างไรให้อายุยืน
ฝึกมวยไท่เก๊กอย่างไรให้อายุยืน
โดยอาจารย์อู๋ถูหนาน เมื่ออายุ 98 ปี ถ่ายทอดโดยอาจารย์เจิงเว่ยฉี
แปลโดย ทีมงาน www.thaitaiji.com
จากหนังสือ Wu style Taijiquan โดยอาจารย์หวังเฟ่ยเซิง และอาจารย์เจิงเว่ยฉี
ข่าวหนังสือพิมพ์ไชน่าเดลี่ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 1981 ลงบทความเรื่อง "นักมวยไท่เก๊กอายุยืน" ในบทความระบุว่า
"ในวัย 96 ปี ท่านอู๋ถูหนานยังคงมีสายตาและประสาทหูดีเยี่ยม เสียงพูดชัดเจนและมีชีวิต ชีวา ท่านท่านอู๋ถูหนานมีรูปร่างสูงโปร่ง แผ่นหลังตั้งตรง สามารถก้าวเดินได้อย่างมั่นคงเหมือนกับ คนหนุ่มๆ"

ท่านอู๋ถูหนานและภรรยา (อายุ 100 และ 90 ปี)
"แพทย์ระบุว่า ระบบหัวใจของท่านอู๋แข็งแรงเหมือนนักกีฬา ความดันเลือดอยู่ในเกณฑ์ ปกติ ท่านสามารถเดินต่อเนื่องได้นับสิบๆ ไมล์ และอาทิตย์ละครั้งท่านมักจะไปปีนเขาปาต๋าชู ซึ่งเป็น จุดชมทัศนียภาพที่มีชื่อเสียงของเมืองปักกิ่ง นอกจากนี้ภรรยาของท่านอู๋ถูหนาน คือท่านหลิวกุ้ยเจิน ซึ่งมีอายุน้อยกว่าท่านอู๋ถึง 10 ปีก็มีสุขภาพดีเยี่ยมเช่นกัน"
"ท่านอู๋และภรรยา อุทิศชีวิตให้กับการฝึกฝนวิชามวยไท่เก๊ก ซึ่งเป็นวิทยายุทธโบราณแขนงหนึ่ง ของจีน สำหรับท่านอู๋ถูหนานซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานสมาคมวูซูแห่งปักกิ่งได้ฝึกฝนวิชา มวยไท่เก๊กนี้มาอย่างต่อเนื่องกว่า 90 ปี"
![]() ทัศนียภาพจากยอดเขาปาต๋าชู ที่ท่านอู๋ถูหนานชอบไปชม | ![]() วัดหนึ่งในแปดวัดบนเขาปาต๋าชู |
นอกจากบทความข้างต้นในหน้าหนังสือพิมพ์แล้ว ผู้เขียนยังเคยมีโอกาสได้สนทนากับท่านอู๋อยู่ บ่อยครั้ง ทั้งทางด้านอักษรศาสตร์, แพทย์ศาสตร์, ประว้ติศาสตร์ และปรัชญา ซึ่งผู้เขียนเองก็ มักจะประหลาดใจกับความรอบรู้และความทรงจำอันดีเยี่ยมของท่าน บ่อยครั้งที่ท่านสามารถยก เอาข้อความที่มีชื่อเสียงมาอ้างถึงได้โดยนึกเอาจากความทรงจำเท่านั้น มากไปกว่านั้นผู้เขียน ยังมีโอกาสได้ชมการฝึกซ้อมมวยไท่เก๊กระหว่างท่านอู๋กับลูกศิษย์ ซึ่งในการฝึกผลักมือ ท่าน สามารถผลักลูกศิษย์ที่อายุน้อยกว่าถึง 50, 60 หรือ 70 ปี ให้กระเด็นออกไปหลายๆ ฟุตได้อย่าง ง่ายดาย
![]() ท่านอู๋ถูหนานรำมวย | ![]() ท่านอู๋ถูหนานตีลูกศิษย์ที่อายุน้อยกว่มากได้อย่างง่ายดาย |
แน่นอนว่าอายุวัฒนะ หรือการมีอายุยืนยาวด้วยสุขภาพที่ดีและสมองแจ่มใส เป็นยอดปรารถนา ของมวลมนุษย์ ผู้คนส่วนมากคิดว่าการไปให้ถึงจุดนั้นเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การฟันฝ่าแสวงหา หาก คำตอบช่างฟังดูเหมือนเรื่องง่ายๆ นั่นคือ "วิชามวยไท่เก๊ก" แต่เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น และจะฝึก ฝนวิชานี้อย่างไรจึงจะไปถึงจุดนั้นได้ ในเวลานั้น มีสถานฝึกสอนวิชามวยไท่เก๊กในตัวเมืองปักกิ่งอยู่ถึง 161 แห่ง มีอาจารย์ประจำ กว่า 750 คน ในปี ค.ศ. 1981 มีผู้เรียนอยู่กว่า 50,000 คน หรือหากนับตั้งแต่ปี 1974 ก็จะมี จำนวนถึง 250,000 คน จากสถิติยังแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่มาฝึกมวยนั้น กว่า ร้อยละ 90 มีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีจำนวนมากที่เดิมต้องออกจากงานด้วยปัญหา ด้านสุขภาพยังสามารถกลับไปทำงานได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม คนที่อายุยืนและมีสุขภาพดี มากๆ เช่นท่านอาจารย์อู๋ถูหนานกลับหาได้ยากแม้ในหมู่ผู้ฝึกมวยไท่เก๊กด้วยกัน นั่นเป็นเพราะ ท่านอู๋เป็นบุคคลพิเศษ เป็นกรณียกเว้นโดยธรรมชาติหรือ หรือเพราะผู้ฝึกมวยไท่เก๊กส่วนใหญ่ ไม่ได้ฝึกฝน และไม่ได้รับประโยชน์ในแบบที่ท่านอู๋ได้รับ หากเป็นเช่นนั้น การฝึกฝนอย่างไร จึงจะนำพาไปสู่การมีอายุวัฒนะเช่นนั้นได้
ในเช้าวันหนึ่ง ผู้เขียนและท่านอู๋ได้มีโอกาสสนทนากันเกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อค้นหาคำตอบ ซึ่ง จากครั้งนั้น ท่านอาจารย์อู๋ถูหนานก็ได้กรุณาตอบคำถามของผู้เขียนมากมาย ซึ่งปรากฏดัง ต่อไปนี้
ผู้เขียน (เจิงเว่ยฉี): ปัจจัยสำหรับการมีอายุวัฒนะอาจจะมีอยู่มากมาย เหตุใดอาจารย์ถึงได้ระบุว่าการที่อาจารย์ มีอายุยืนยาวและสุขภาพดีเยี่ยมเช่นนี้เกิดจากการฝึกวิชามวยไท่เก๊กไม่ใช่ด้วยเหตุอื่นครับ ในปักกิ่งมีผู้คนนับหมื่นๆ คนที่ฝึกมวยไท่เก๊กทุกวันในตอนเช้า และได้รับผลรับที่ดีมากมาย จนยิ่งวันจำนวนผู้ฝึกก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ หากแต่ว่าเมื่อเทียบกับผลที่อาจารย์ได้รับจากการ ฝึก ยังเหมือนกับว่าคนเหล่านั้นไม่ได้รับประโยชน์จากการฝึกฝนอย่างเต็มที่ เป็นไปได้ไหม ครับ ว่ายังมีปัจจัยอื่นๆ ด้านสุขภาพที่แตกต่างออกไป หรือเป็นเพราะว่าผู้ฝึกมวยเหล่านั้น ไม่ได้ฝึกฝนในแบบที่อาจารย์ได้ฝึกมาหรือที่อาจารย์คิดว่าน่าจะเป็น
อาจารย์อู๋ถูหนาน: จริงๆ แล้ว ปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพและการมีชีวิตยืนยาว ทั้งทางที่ดีและไม่ดีมีนับไม่ถ้วน บาง อย่างที่สำคัญหรือที่ส่งผลมากๆ ก็เช่น พันธุกรรม, สภาพทางภูมิศาสตร์, สิ่งแวดล้อม, ความ เป็นอยู่ รวมไปถึงการงานอาชีพ สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อเราอย่างมากมาย มากกว่าผลของ การฝึกมวยไท่เก๊กเสียด้วยซ้ำ หลายๆ อย่างเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา หรือ ยากต่อการควบคุมเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนวิชามวยไท่เก๊กสามารถลดผล กระทบในทางร้ายๆ จากปัจจัยต่างๆ เหล่านั้น และเพิ่มประสิทธิภาพ หรือเพิ่มกำลังของผล กระทบในทางที่ดีให้ดียิ่งขึ้น ในกรณีของฉัน ฉันไม่ได้เกิดมาเป็นเด็กที่แข็งแรง หากแต่ว่า อ่อนแอเอามากๆ ฉันทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่เกิดกับปอด, ตับ, ม้าม ตั้งแต่ ยังเด็ก จนกระทั่งได้เริ่มฝึกวิชามวยไท่เก๊กตอนอายุได้ 9 ปี และกว่าจะสามารถเอาชนะ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดก็ต้องใช้เวลาถึง 8 ปี ภายใต้การฝึกฝนอย่างเข้ม ข้นกับท่านอาจารย์อู๋เจี้ยนเฉวียน รวมกับอีก 4 ปีภายใต้การดูแลของท่านอาจารย์หยางเส้า โหว
ก็ต้องถือว่าสุขภาพของฉันนั้นอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานคนทั่วไปตั้งแต่ต้น หรือหากจะดู จากการใช้ชีวิต ก็จะเห็นว่าชีวิตของฉันก็ได้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมากมาย แต่ฉันก็ ยังเฝ้าฝืนทน ฝึกฝนวิชามวยไท่เก๊กที่ถูกต้องภายใต้สภาวะเหล่านั้น
ผู้เขียน: ในอีกทางหนึ่ง อาจพูดได้ว่า ไม่ใช่เพียงแต่ฝึกฝนมวยไท่เก๊ก หากแต่ต้องเป็นการฝึกฝน อย่างถูกต้องเท่านั้น จึงจะนำพาไปสู่การมีอายุวัฒนะด้วย ใช่ไหมครับ
อาจารย์อู๋ถูหนาน แน่นอนที่สุด และฉันยังอยากเพิ่มเติม เน้นด้วยว่า ที่ว่า "การฝึกฝน" ฉันหมายถึงการฝึกฝน ชั่วชีวิต ที่ว่า "ที่ถูกต้อง" ฉันหมายถึงความสอดคล้องถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์กับ "หลักวิชา มวยไท่เก๊กดั้งเดิม"
ผู้เขียน: หมายถึงมาตรฐาการฝึกฝนที่สูงมาก แทบจะเกินรับได้เลยนะครับ
อาจารย์อู๋ถูหนาน: ก็ทั้งใช่และไม่ใช่นั้นแหละ มันย่อมดูเหมือนยากสำหรับพวกคิดมาก ขี้ระแวงสงสัย และพวกทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ คน พวกนี้มักจะเลิกเมื่อพลาดหรือไม่เข้าใจบทเรียน หรือหลักบางอย่างที่กำลังฝึกฝนอยู่ หรือ หลังจากที่ผ่านการฝึกฝนมาหลายเดือนแล้วพบว่ายังมีท่าทางที่ทื่อด้าน เก้ๆ กังๆ แต่สำหรับ ผู้ที่มีความตั้งใจมั่นที่จะแสวงหาความแข็งแรงที่แท้จริง คือการมีสุขภาพที่ดีและอายุที่ยืนยาว และสำนึกได้ ว่าการไปให้ถึงยังจุดนั้นได้ต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายามพากเพียรอย่าง ยิ่งยวด เขาจะต้องใส่ใจและเชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์ และเฝ้าสังเกตรับรู้ถึงความเปลี่ยน แปลงที่ละเอียดอ่อนซึ่งเกิดขึ้นในท่วงท่าและความรู้สึกของผู้ฝึกเอง ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับว่าผู้ฝึก ได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของอาจารย์อย่างเคร่งครัดหรือไม่อีกด้วย โดยปกติแล้วแมื่อผ่านการ ฝึกฝนอย่างจริงจังประมาณ 1 ปี การเคลื่อนไหวของผู้ฝึกจะเริ่มเป็นระเบียบและไหลลื่นมาก ขึ้น รวมทั้งสุขภาพร่างกายก็น่าจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เวลาหนึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้นที่ ต้องใช้ในการฝึกฝนในแต่ละวันจะกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข การผ่อนคลาย และการ ได้มาซึ่งผลสัมฤทธิ์ในตนเอง ดังนั้น "การฝึกฝน" จึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เหลือเพียงแต่ จะทำอย่างไรจึงจะก้าวหน้าได้มากที่สุดด้วยข้อจำกัดทางอายุ, ความแข็งแรงของร่างกาย, เวลาที่ต้องใช้ในการศึกษาค้นคว้าและการฝึกฝน รวมถึงการแสวงหาอาจารย์ที่ดีและสำนัก หรือหมู่คณะที่เราได้ร่วมฝึกฝนด้วย
ผู้เขียน: เรื่องนั้นผมก็รู้สึกได้จากประสบการณ์ของตัวเองเช่นกันครับอาจารย์ ผมเริ่มเรียนมวยไท่เก๊ก ตอนอายุได้ 46 ปีแล้ว เมื่อผมเริ่มจะพบว่ากีฬายกน้ำหนักซึ่งเป็นกีฬาโปรดของผมออกจะ เกินกำลังสำหรับอายุของผมในตอนนั้น เมื่อได้ฝึกฝนมวยไท่เก๊ก ผมรู้สึกว่ามันมีความแตก ต่างจากการยกน้ำหนักอยู่มาก ตั้งแต่ท่วงท่าของชุดมวยที่ค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งผมทำได้แย่ มากๆ ในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตามจากที่ผมเคยได้ยินได้ฟังมาเกี่ยวกับผลดีต่อสุขภาพของ ผู้ฝึกมวยไท่เก๊ก ผมจึงตัดสินใจที่จะศึกษาศิลปยุทธ์โบราณนี้อย่างจริงจัง มันเป็นสิ่งที่ใหม่ สำหรับผมมาก ผมพบว่ามวยไท่เก๊กไม่เพียงแต่จะเหมาะกับอายุของผม แต่มันยังเป็นสิ่งที่ เราจะสามารถฝึกฝนอยู่กับมันไปได้เรื่อยๆ จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต หลังจากผ่านการฝึก ฝนเล่าเรียนที่เข้มข้นประมาณหนึ่งปี ผมก็สามารถรำมวยได้ง่ายขึ้น รู้สึกผ่อนคลายได้มากขึ้น และรู้สึกดีขึ้นสบายขึ้นในทุกๆ ครั้งที่ได้ฝึก
แม้บางครั้งผมอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถฝึกรำมวยได้ ผมก็ยังอาศัยการฝึกฝนในใจควบคู่ไป กับการฝึกการหายใจด้วยกระบังลม ด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผมไม่ลืมชุดมวยที่ได้ร่ำเรียน มา แต่ยังช่วยให้สามารถผ่อนคลายได้ในเวลาที่ตึงเครียดมากๆ ช่วงปลายปี 1974 ตอนนั้น ผมอายุได้ 59 ปีแล้ว ได้เริ่มเรียนมวยไท่เก๊กชุดใหม่ ผมยังพบว่าตัวเองยังสามารถก้าวหน้า ขึ้นได้ทั้งๆ ที่ขณะนั้นก็ยังทุกข์ทรมานจากโรคข้อเข่าเสื่อม จริงๆ แล้วหลังจากนั้นผมยังได้ ตำแหน่งรองชนะเลิศในการแข่งขันมวยไท่เก๊กสำหรับผู้สูงอายุแห่งปักกิ่งในปี 1978 ด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมภูมิใจมาก
ทุกวันนี้ มวยไท่เก๊กสำหรับผมแล้วเปรียบเหมือนสิ่งจำเป็นที่ต้องทำในชีวิตประจำวัน เหมือนกับ การกินข้าว เหมือนกับการเข้านอน สิ่งที่ทำให้ผมกระตือรือร้นที่จะค้นหามากที่สุดในตอนนี้คือ ความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นอีกในศาสตร์แขนงนี้ สำหรับอาจารย์ซึ่งเป็นหนึ่งในอาจารย์ที่อาวุโสสูง สุดในยุคนี้ ทั้งอาจารย์ยังได้มีโอกาสศึกษาวิชาแพทย์ทั้งแผนโบราณของจีนและแผนปัจจุบัน ของทางตะวันตก และยังเป็นผู้ที่นำหลักวิทยาศาสตร์แผนใหม่มาใช้ในการศึกษาวิชามวยไท่เก๊ก จึงเป็นผู้ที่ผมรู้สึกชื่นชมอย่างจริงใจ
สำหรับตอนนี้ อาจารย์ได้ค้นพบ พิจารณาและมีความเห็นต่อวิชามวยไท่เก๊กในมุมมองทาง วิทยาศาสตร์อย่างไรบ้างครับ อะไรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการฝึกฝนวิชามวยไท่เก๊กเพื่อ ให้ได้ผลรับหรือประโยชน์สูงสุดครับ
อาจารย์อู๋ถูหนาน: ฉันรู้สึกยินดีด้วยกับประสบการณ์ที่ดีของเธอ และสำหรับความกระตือรือร้นของเธอที่จะศึกษา เรื่องนี้กับฉัน สิ่งที่ฉันอยากพูดเป็นอย่างแรกก็คือ หลักและกระบวนการพื้นฐานของวิชามวย ไท่เก๊กและประโยชน์ต่อสุขภาพของวิชาที่สืบทอดกันมายาวนานนี้สอดคล้องกับการค้นพบใหม่ๆ ทั้งทางสรีระวิทยา วิชาการแพทย์ วิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา และสาขาที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
ผู้เขียน: ฟังดูน่าสนใจมาก อาจารย์กรุณาอธิบายด้วยครับ
อาจารย์อู๋ถูหนาน: แน่นอน จริงๆ แล้วในวันนี้ฉันไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการบรรยายอย่างละเอียด แต่จะพยายาม ให้ครอบคลุมประเด็นเด่นๆ ก็แล้วกัน
เรื่องแรกที่ต้องพูดถึงคือหลักวิชาสรีรศาสตร์ ซึ่งอธิบายถึงว่าการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายมนุษย์นั้นทำงานโดยอาศัยการควบคุมของระบบประสาทซึ่งอยู่ในโครงสร้าง สมองส่วนซีรีบรัล ซึ่งหากพิจารณาหลักวิชามวยไท่เก๊กจะกล่าวไว้ว่า มวยไท่เก๊กอาศัย จิตเป็นหลัก ไม่ใช่กล้ามเนื้อ และผู้ฝึกฝนจะต้องบ่มเพาะความสามารถในการควบคุมจิต ใจอย่างละเอียดอ่อน และสามารถรักษาสภาวะจิตที่สงบนิ่งไว้ตลอดเวลา ให้ปราศจาก การรบกวนหรือสิ่งระคายใจจากภายนอก ซึ่งผลของการฝึกฝนนี้จะปรากฏออกมาเป็น รูปธรรม โดยการยกระดับความสามารถในการควบคุมหรือประสานงานระหว่างองค์ประ กอบต่างๆ ของร่างกาย เช่น มือ ตา เท้า และโครงสร้างร่างกาย อีกทั้งยังปรากฏออกมา ให้เห็นในรูปลักษณ์ของการเคลื่อนไหวของร่างกายภายนอกที่สอดคล้องกลมกลืนกับ ความตั้งใจในการเคลื่อนไหว หรือจิตสำนึกภายใน รวมถึงกระบวนการหายใจและการ เคลื่อนตัวของ "ชี่" ซึ่งสภาวะเหล่านี้ก็มีบัญญัติไว้ในหลักวิชามวยไท่เก๊กที่ว่า "บนล่าง ร่วมประสาน ภายในภายนอกสัมพันธ์" การฝึกฝนภายใต้การชี้นำในระดับสูงเพียงวันละ 30-60 นาทีทุกๆ วัน จะก่อประโยชน์ อย่างมากกับระบบประสาทในร่างกาย ซึ่งก็หมายถึงประโยชน์ต่ออวัยวะทุกส่วนในร่าง กายนั้นเอง ประการแรกการฝึกมวยไท่เก๊กจะเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมจิตใจ โดยกระตุ้นโครงสร้างของสมองบางส่วนอย่างเข้มข้น ประการที่สอง โดยปรากฏการณ์ เหนี่ยวนำย้อนกลับในวิชาสรีรศาสตร์ การกระตุ้นส่วนหนึ่งของสมองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อ เมื่อมีการลดการกระตุ้นในส่วนอื่นๆ ดังนั้นจึงเท่ากับการระงับหรือลดการกระตุ้นอันเกิด จากอาการของโรคเรื้อรังหรือความเครียดสะสม หรือสิ่งระคายใจต่างๆ
ผู้เขียน: นี่เป็นหลักสำคัญที่ต้องจดจำใส่ใจเอาไว้เลยครับ มีการค้นพบอื่นๆ เกี่ยวกับการควบคุม จิตใจซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกไหมครับ
อาจารย์อู๋ถูหนาน: การค้นพบใหม่ๆ ในสาขาวิชาสรีรศาสตร์ วิทยาศาสตร์สมอง และสาขาที่ใกล้เคียงกัน ทำให้เรารู้เรื่องเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์มากขึ้น เรารู้ว่าไม่เพียงระบบกล้ามเนื้อธรรมดา เท่านั้นที่อยู่ภายใต้การควบคุมของจิตใจ หากแต่เป็นทุกๆ ส่วน เราสามารถตั้งสมาธิ หรือส่งจิตไปยังบางส่วนของร่างกาย และใช้วิธีคิดหรือตั้งสมาธิในกระบวนการที่ถูกต้อง เราก็จะสามารถควบคุมการทำงานของร่างกายในส่วนนั้นๆ ได้ หรืออาจกล่าวได้ว่าเรา สามารถกระตุ้นอวัยวะภายในร่างกายได้ด้วยจิตใจของเรานั้นเอง ซึ่งเรื่องนี้สามารถ พิสูจน์ได้ด้วยการทดลอง โดยฝึกฝนการส่งจิตให้ถูกต้องเพียงช่วงสั้นๆ และสามารถ ตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือ bio-feedback ซึ่งก็เป็นปรากฏการณ์เดียวกันกับที่ปรมาจารย์ มวยไท่เก๊กได้ค้นพบ และนำมาใช้ตั้งนานหลายร้อยปีมาแล้ว ไม่กี่ปีมานี้ในประเทศทาง ตะวันตก มีการทดลองการเพิ่มหรือลดอุณหภูมิที่ปลายนิ้วของกลุ่มทดลองให้เพิ่มหรือ ลดภายภายใต้การควบคุมของจิตใจ ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมการเปิดหรือปิดเส้น เลือดฝอยที่ส่งมายังปลายนิ้วโดยใช้จิตใจควบคุมนั่นเอง ซึ่งกระบวนการนี้สามารถใช้ อธิบายการที่ผู้ฝึกมวยรู้สึกถึงการขยายและการเคลื่อนตัวภายในปลายนิ้วหรือใจกลาง ฝ่ามือ รวมทั้งการมีสีสันแดงเรื่อสดใสขึ้นเมื่อตั้งสมาธิไปยังส่วนนั้นๆ หรือบางครั้งก็รู้ สึกถึงความร้อนไหลผ่านบางส่วนของร่างกายในขณะร่ายรำชุดมวย ซึ่งเกิดจากการ ขยายตัวของเส้นเลือดใหญ่บางเส้น และทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นนั้นเอง
จากหลักวิชามวยไท่เก๊กบ่งว่าสิ่งที่เคลื่อนอยู่ภายในร่างกายคือ "ชี่" และจากทฤษฎี แพทย์จีน "ชี่" เป็นสิ่งที่มีอยู่ในร่างกายมนุษย์ตั้งแต่เกิด จับต้องไม่ได้ แต่ก็มีความ สำคัญต่อชีวิต การเคลื่อนหรือโคจรโดยอิสระของชี่จะช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ ดีเป็นปกติ และแม้ว่าชี่จะโคจรผ่านเครือข่ายของมันเองที่เรียกว่าเส้นลมปราณ ซึ่ง ประกอบด้วยเส้นลมปราณหลักและเส้นลมปราณย่อย ซึ่งวิ่งผ่านจุดชีพจร ซึ่งเป็น บริเวณจุดในร่างกายที่กระจายอยู่ทั่วร่าง และสามารถฝังเข็มลงบนจุดเหล่านี้เพื่อ รักษาโรคได้ อย่างไรก็ตามการคงอยู่ของ "ชี่" ก็ยังไม่เคยถูกพิสูจน์ได้ในทาง วิทยาศาสตร์จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง เมื่อนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนกลุ่มหนึ่งได้ทำการ ทดลองตรวจวัดการกระจายของชี่ผ่านเครื่องมือที่ทันสมัยในปี 1978 ซึ่งสามารถ พิสูจน์ได้ว่า "ชี่" ที่แผ่กระจายออกมาจากใจกลางฝ่ามือของอาจารย์ชี่กง มีลักษณะ เป็นรังสีฟาร์อินฟราเรด (Far-Infrared) ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากการเพิ่ม หรือลดความถี่คลื่นไฟฟ้าความถี่ต่ำในร่างกาย จากนั้นในปี 1979 ได้มีการสาธิต อีกครั้งว่าการแผ่ชี่ออกมาจากปลายนิ้วของอาจารย์ชี่กงอีกท่านหนึ่งมีลักษณะเป็น คลื่นอนุภาคซึ่งมีประจุไฟฟ้า แต่ทั้งนี้ความเข้าใจที่แท้จริงในเรื่องชี่ก็ยังคงเป็นเรื่อง ที่ต้องมีการค้นคว้าต่อไป และไม่ว่าความรู้สึกอุ่นหรือรู้สึกว่ามีอะไรเคลื่อนตัวอยู่ ภายในร่างกายอาจเป็นผลมาจากการไหลเวียนโลหิต หรือจากชี่ หรืออาจจะทั้งคู่ ก็เป็นสิ่งที่รอคอยการพิสูจน์ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี การฝึกฝนมวยไท่เก๊กภายใต้ หลักการ "ใช้จิตชักนำชี่" และ "โคจรชี่ทั่วร่างกาย" นี้ก็ยังเป็นผลดีต่อสุขภาพและ นำไปสู่การมีร่างกายแข็งแรงอายุยืนยาวอย่างแน่นอน หรือแม้แต่การฝึกฝนที่ไม่ ถูกหลักเกณฑ์ ผู้ฝึกก็ยังคงได้รับผลดีแม้ว่าจะไม่แตกต่างจากการเดินเล่นหรือการ ออกกำลังกายชนิดอื่นๆ ก็ตาม
ผู้เขียน: เรื่องที่อาจารย์ได้เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะเฉพาะของมวยไท่เก๊กกับ การส่งเสริมสุขภาพนั้น น่าสนใจมากครับ เรื่องอะไรอีกที่อาจารย์คิดว่ามีความ สำคัญและเป็นหัวใจของเรื่องนี้ครับ
อาจารย์อู๋ถูหนาน: มีบางเรื่องเหมือนกันที่ฉันอยากจะเน้นให้มาก ถึงแม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องที่อาจจะไม่จำเป็น แล้ว คือมีลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของมวยไท่เก๊กที่เราจะพบเห็นได้เสมอเมือได้เห็นผู้ ฝึกมวยไท่เก๊กร่ายรำชุดมวย คือความช้า อ่อนโยน ราบเรียบ กลมและสม่ำเสมอ ทุกท่วง ท่าจะเรียงร้อยอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 5-8 นาทีสำหรับมวยชุดสั้น หรือ 20-40 นาที สำหรับมวยชุดยาว และเมื่อร่ายรำจบชุด จะพบว่ผู้รำจะยังมีการหายใจที่เป็นปกติ ไม่ได้เหนื่อยหอบแต่อย่างใด แต่มักจะหลั่งเหงื่อออกมาเสมอแม้จะอยู่ท่ามกลางอากาศ ที่หนาวเย็นก็ตาม
ผู้เขียน: นั่นดูจะเป็นลักษณะเฉพาะทีเดียวครับ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และก่อให้เกิดผลดีเป็น พิเศษอย่างไรบ้างครับ
อาจารย์อู๋ถูหนาน: นอกเหนือจากสิ่งที่สามารถสังเกตได้ทั่วๆ ไปแล้ว ยังมีหรือเรียกว่าควรมีการเปลี่ยนแปลง อย่างต่อเนื่องระหว่าง "ความไม่มี" ไปสู่ "ความมี" หรือจาก "เปิด" สู่ "ปิด" ซึ่งเป็นศัพท์ที่ ใช้ในคัมภีร์มวย หรืออาจพูดหรือที่เห็นได้ง่ายๆ คือ การเปลี่ยนถ่ายน้ำหนัก ให้ส่วนใหญ่ วางอยู่บนขาเพียงข้างใดข้างหนึ่งเสมอ ซึ่งขาทั้งสองข้างก็ต้องมีลักษณะโค้งงอในมุมที่ ถูกต้อง มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำหนักระหว่างขาทั้งสองข้างอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกันยังต้อง มีการเปลี่ยนแปลงระหว่างการยืดออกและรั้งเข้า ให้ทั้งร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงระหว่าง การยืดและคลายตัวทั้งภายในและภายนอก ซึ่งจากการฝึกฝนเช่นนี้อย่างต่อเนื่องตลอด ระยะเวลา 20-40 นาทีระหว่างการรำชุดมวย จะกินพลังทั้งร่างกายและจิตใจอย่างมาก จึงส่งผลให้ร่างกายขับเหงื่อออกมาได้ การรักษาร่างกายให้อยู่ในสภาวะเปลี่ยนแปลง ระหว่ายืดและคลายตัวอยู่ตลอดเวลามีผลต่อการรักษาพลังงาน และเป็นวิธีกระจายภาระ ออกไปสู่ทั่วทุกส่วนของร่างกาย ประกอบกับกระบวนการหายใจลึกยาวอย่างเป็นธรรมชาติ ในขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหวในจังหวะที่สอดคล้องกันยังสามารถนำพาออกซิเจนให้กับ ร่างกายได้เต็มที่ตลอดระยะเวลาการฝึก จึงไม่มีภาวะขาดออกซิเจน หรืออาการขาดอากาศ ซึ่งส่งผลให้มีอาการเหนื่อยหอบแต่อย่างใด
คุณประโยชน์จากลักษณะเฉพาะเหล่านี้ก็มีอยู่มากมาย เช่น เพิ่มประสิทธิภาพของหลอด เลือดหัวใจ เพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อปอด ช่วยในการย่อยและดูดซึมสารอาหาร อีกทั้งการบริหารที่ช้าและนิ่มนวลนี้ยังไม่เป็นภาระหนักเกินไปสำหรับผู้สูงอายุหรือคนที่ ร่างกายอ่อนแอ และการที่ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอตลอดเวลาที่ฝึกซ้อม ก็เป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง ความดันโลหิตสูง หรือเป็นพวกโรคปอด หรือวัณโรคอีกด้วย
ผู้เขียน: นี่เป็นเรื่องที่อธิบายได้ว่าเหตุใดมวยไท่เก๊กจึงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายสำหรับบุคคลทุก เพศทุกวัย รวมถึงผู้มีปัญหาด้านสุขภาพ อาจารย์ครับ นอกจากที่กล่าวมาแล้วนี้ยังมีการค้น พบใหม่ๆ เกี่ยวกับผลต่อสุขภาพอีกไหมครับ
อาจารย์อู๋ถูหนาน: แน่นอนว่ามีอีกมากทีเดียว เช่นเรื่องที่ฉันจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ จากรายงานในหน้าหนังสือพิมพ์ ถี่อวี้เป้า (หนังสือพิมพ์กีฬา) มีนักวิจัยจากหาวิทยาลัยแพทย์เหอหนานได้ทำการเก็บข้อมูล เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิคุ้มกันโรคภายหลังการออกกำลังกาย โดยทำการทดลองในผู้สูง อายุซึ่งมีอายุระหว่าง 50-68 ปี จำนวน 19 คนซึ่งฝึกมวยไท่เก๊กเป็นประจำโดย ให้ผู้ถูกทดลอง ทั้งสองกลุ่มไปพบกันยังจุดนัดหมายหลังจากตื่นมาตอนเช้า โดยให้เดินไปช้าๆ จากนั้นจึงให้ กลุ่มผู้สูงอายุรำมวยไท่เก๊ก และให้กลุ่มนักวิ่ง วิ่งเต็มกำลังเป็นระยะทาง 1600 เมตร
โดยก่อนและหลังจากการออกกำลังกายนี้ มีการเก็บตัวอย่างน้ำลายจากทั้งสองกลุ่ม เพื่อทด สอบหาสารภูมิคุ้มกัน โดยทดสอบโปรตีน SlgA ซึ่งอยู่ในน้ำลาย ผลคือ หลังการออกกำลัง พบว่าในกลุ่มผู้รำมวย ปริมาณโปรตีน SlgA มีปริมาณเพิ่มขึ้นถึงสองในสาม ในขณะที่กลุ่ม นักวิ่งมีการลดลงถึงสองในสาม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง เช่น การวิ่งนี้มีทั้งผลดีและผลเสีย อย่างน้อยก็ต่อระบบภูมิคุ้มกันซึ่งพบได้ทันทีหลังจากเสร็จสิ้น การออกกำลังครั้งนั้นๆ เมื่อเทียบกับการออกกำลังที่ก่อภาระให้กับร่างกายเพียงพอประมาณ เช่นการรำมวยไท่เก๊ก กลับให้ผลที่ดีกว่า นี่ก็เป็นอีกข้อพิสูจน์หนึ่งจากนักวิทยาศาสตร์สมัย ใหม่ถึงผลดีของวิชาการโบราณซึ่งฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตใจแขนงนี้
ผู้เขียน: สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากอาจารย์ในวันนี้ให้ประโยชน์มากเทีเดียวครับ สำหรับตอนนี้ไม่ทราบ ว่าอาจารย์มีอะไรจะเพิ่มเติมอีกไหมครับ
อาจารย์อู๋ถูหนาน: อืม..มีสิ แม้ว่าเมื่อเปรียบเทียบกับฉันแล้ว ก็นับว่าเธอยังมีอายุน้อยอยู่มาก แต่ตอนนี้เธอก็ มีอายุถึง 66 ปีแล้ว และด้วยความกระตือรือร้นอย่างแรงกล้าเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่จะต้องระมัดระวังการฝึกฝนที่หนักหรือมากเกินไป ทุกสิ่งทุกอย่างควรดำเนินตามครรลอง ของธรรมชาติจึงจะก่อให้เกิดผลดี ซึ่งทั้งนี้ อายุ ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ อย่าทำประหนึ่ง ว่าเธอยังอยู่ในวัยหนุ่มเมื่อร่างกายเริ่มเข้าสู่วัยชรา หรือเมื่อชราไปกว่านี้ สำหรับกรณีของฉัน นี้ ฉันฝึกไม่น้อยกว่าวันละสามชั่วโมงเมื่ออายุยังน้อย ฝึกหนักมาก ทั้งการฝึกยืนเสา (การยืน นิ่งๆ ในท่าใดท่าหนึ่ง นานหลายๆ นาที เพื่อฝึกความสมดุล) ในหลายๆ ท่วงท่า การฝึกเตะสูง ทางด้านหน้าจนปลายนิ้วเท้าแตะหน้าผาก และเตะไปทางด้านหลังจนส้นเท้าสัมผัสท้ายทอย การฝึกรำมวยทั้งชุดใต้โต๊ะที่สูงกว่าโต๊ะอาหารนิดเดียว เพื่อให้แน่ใจว่าฉันจะต้องเหน็ดเหนื่อย และหมดแรงอย่างสุดๆ กับการย่อต่ำขนาดนั้น ฯลฯ จากนั้นพอย่างเข้าวัยกลางคนก็ลดชั่วโมง ฝึกลงเหลือประมาณสองชั่วโมงต่อวัน หลังอายุหกสิบลดเหลือประมาณวันละชั่วโมงครึ่ง หลัง อายุเจ็ดสิบเหลือประมาณหนึ่งชั่วโมง หลังอายุแปดสิบก็เริ่มฝึกน้อยกว่าวันละชั่วโมง และหลัง อายุเก้าสิบเหลือเพียงวันละครึ่งชั่วโมง และขณะนี้ (อายุ 98) ฉันฝึกเพียงวันละประมาณสิบห้า นาทีในตอนเช้า และบางครั้งก็อีกสักสิบห้านาทีก่อนเข้านอน และด้วยวิธีนี้ฉันยังสามารถรักษา สภาพร่างกายและสุขภาพให้สมบูรณ์ดีอยู่ได้
อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันอยากให้เธอระลึกไว้เสมอก็คือ สุขภาพที่ดีและร่างกายที่แข็งแรงอันอาจเกิดจาก การฝึกฝนมวยไท่เก๊กก็ดี หรือจากกีฬาอื่นๆ ก็ดี เป็นเวลาหลายๆ ปีนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถทน ทานต่อการดำรงชีวิตแบบผิดๆ ได้ สมมติเช่นการทานอาหารมากไป สูบบุหรี่มากไป ดื่มสุรามาก ไป หรือหมกมุ่นในกิจกรรมทางเพศมากไป หรือแม้แต่การทำงานมากเกินไปย่อมไม่เป็นผลดี และจะทำลายทั้งร่างกายและจิตใจอยู่ดี
สุดท้ายนี้ ฉันหวังว่าเธอจะไม่ได้จำกัดการใช้หลักมวยไท่เก๊กอยู่เฉพาะเวลารำมวยเท่านั้น ตัว อย่างเชน เมื่อเธอเดิน เธอควรระลึกถึงหลักการตั้งศรีษะให้ตรง ให้เบา คลายข้อสะโพกและยืด เข่าขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เธอรู้สึกคล่องแคล่วและมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ ในเวลาที่เธอมีเรื่องราวรบกวน จิตใจ เธอควรจะสามารถโยนมันทิ้งไปได้ทันดี โดยการหายใจลึกๆ ช้าๆ และสม่ำเสมอ และตัด สิ่งรบกวนออกไปเหมือนกับตอนที่กำลังทำท่าเตรียมพร้อมในขณะฝึกมวย จากนั้นหากมีเวลาก็ ร่ายรำมวยสักรอบ หรืออย่างน้อยก็นึกรำเอาในใจ และเมื่อเธอได้อยู่ในสถานที่ที่ดี ท้องฟ้า แจ่มใส อากาศบริสุทธิ์ รวมทั้งเมื่อมีอาหารดีๆ จงอย่าได้รอช้าที่จะตักตวงเอาสิ่งดีๆ เหล่านี้ไว้ กับตัว และประทับมันไว้ในจิตใจ ทั้งสมควรอย่างยิ่งที่จะรำมวยสักรอบในสถานที่เช่นนั้น สิ่ง เหล่านี้ก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการมีสุขภาพยืนยาวและร่างกายที่แข็งแรง
ผู้เขียน: ขอบคุณอาจารย์มากครับสำหรับคำแนะนำที่มีค่ายิ่งในวันนี้ เช่นคำโบราณกล่าวไว้ "สนทนากับ ผู้รู้เพียงหนึ่งวันมีค่ากว่าการอ่านคัมภีร์ถึงสิบปี" ผมหวังว่าอาจารย์จะมีอายุที่ยืนยาวตลอดไป และ หวังให้ผู้ฝึกมวยไท่เก๊กทุกๆ คนสามารถเรียนรู้และได้รับประโยชน์จากการฝึกฝนเช่นเดียวกันกับ อาจารย์ ขอบคุณมากครับ




