แนวทางเพื่อนำเข้าสู่ประตูแห่งมวยไท่เก๊ก ตอน5

แนวทางเพื่อนำเข้าสู่ประตูแห่งมวยไท่เก๊ก ตอน5

คำสอนของอาจารย์หยางอวี๋ถิงสำหรับหลักสำคัญบางประการ

(ตอนก่อน)

3. จะรักษาศูนย์ถ่วงของร่างกายได้อย่างไร และอะไรที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษในการย้ายศูนย์ถ่วง

การรักษาศูนย์ถ่วงร่างกายให้มั่นคงในท่วงท่าใดๆ ก็ตาม รวมถึงกระบวนการในการย้าย ศูนย์ถ่วงจากท่วงท่าหนึ่งไปยังอีกท่วงท่าหนึ่งเป็นหนึ่งในกังฟูพื้นฐานที่สำคัญ (กังฟู คือการมุมานะ ฝึกฝนกระบวนการหนึ่งใดด้วยระยะเวลายาวนาน) ซึ่งผู้ฝึกมวยไท่เก๊กจะต้องรู้จักแสวงหาและเพาะ สร้างขึ้นมาภายใต้การฝึกฝนปกติประจำวัน เพื่อจะสามารถคงสมดุลของตนเองไว้ได้ตลอดเวลา และสามารถอ่านศูนย์ถ่วงร่างกายของคู่ต่อสู้ได้ในทันทีที่มีการสัมผัสกับอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อสัมผัสรู้ และสามารถใช้ประโยชน์จากการสูญเสียสมดุลของคู่ต่อสู้แม้เพียงเล็กน้อยที่สุด ประหนึ่งทั้งร่างกายเป็นหนึ่งองค์ใหญ่ การที่ศูนย์ถ่วงร่างกายจะมั่นคงหรือไม่นั้นจะขึ้นอยู่ กับว่าลำตัวตั้งตรงและได้ศูนย์หรือไม่ เมื่อยืนตรง ศูนย์ถ่วงร่างกายจะอยู่ที่ประมาณเจ็ดเซนติเมตร ด้านหน้าของกระดูกสันหลังท่อนที่สามจากกระดูกก้นกบ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคนซึ่งมี ส่วนสูง รูปร่าง หรืออายุที่แตกต่างกัน ในคนคนเดียวกัน ศูนย์ถ่วงร่างกายก็สามารถเปลี่ยนแปลงไป ตามการไหลเวียนโลหิต, การหายใจ และท่วงท่าในขณะนั้น ในการฝึกมวยไท่เก๊ก ผู้ฝึกจะไม่ค่อยได้อยู่ในท่ายืนตรงธรรมดา แต่จะเคลื่อนไปอยู่ใน ท่วงท่าต่างๆ มากมาย ซึ่งโดยมากจะอยู่ภายใต้การยืนแบบขาธนู และขานั่ง การรักษาศูนย์ถ่วง ร่างกายของสองท่วงท่านี้สามารถทำได้ โดยอาศัยหลักดังต่อไปนี้

1. มองจากด้านหน้าหรือด้านข้าง ปลายจมูก ขอบด้านในของหัวเข่า และหัวแม่เท้าของขาหน้า (ในท่าขาธนู) หรือขาหลัง (ในท่าขานั่ง) เรียงตัวอยู่บนเส้นตรงเดียวกัน

2. มองจากด้านข้าง ยอดกระหม่อมและบริเวณแอ่งในฝ่าเท้าเรียงตัวอยู่ในเส้นตรงเดียวกัน ทั้งนี้ยึดเอาขา หน้าสำหรับท่าขาธนู และขาหลังสำหรับท่าขานั่ง

3. มองจากด้านหลัง กระดูกกระเบนเหน็บ เรียงอยู่ในเส้นตรงเดียวกับส้นเท้าของขาหน้าในท่าขาธนู หรือของ ขาหลังในท่าขานั่ง

ในการเปลี่ยนท่าจากท่าหนึ่งไปยังอีกท่าหนึ่ง ผู้ฝึกจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการ ย้ายศูนย์ถ่วงให้มาก มีคำกล่าวในคัมภีร์มวยโบราณว่า "ผู้ฝึกต้องใส่ใจระมัดระวังในการเปลี่ยน แปลงจากความว่างสู่ความเต็ม" การย้ายศูนย์ถ่วงมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งยวดกับการรักษาความ สมดุลย์ของทั้งร่างกาย หากกระทำได้ไม่ถูกต้อง ร่างกายก็จะอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้ ยังมีคำกล่าวที่ว่า "ขึ้นมาจากราก และลงไปจากราก" และที่ว่า "ร้อยหมื่นความเปลี่ยนแปลง ไม่มี ใดไม่เกี่ยวข้องกับราก" ในที่นี้คำว่า "ราก" หมายถึง "เท้า" รวมถึงศูนย์ถ่วง ในอีกแง่หนึ่ง อาจ กล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงท่วงท่าทุกท่า ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง ก้าวหน้า ถอยหลัง หรือหมุนตัว ต้องสอดคล้องกับความเรียบรื่นและมั่นคงของการย้ายศูนย์ถ่วงของร่างกายด้วย การเปลี่ยนแปลงในท่วงท่าแต่ละท่าจะต้องเกิดขึ้นพร้อมกับการย้ายศูนย์ถ่วง โดยไม่ มีอาการย้ายอย่างทันทีทันใดแต่จะต้องค่อยเป็นค่อยไปอย่างนิ่มนวล ต่อไปนี้เป็นการอธิบายการย้ายศูนย์ถ่วงอย่างไร สำหรับการก้าวหน้า ถอยหลัง และก้าวออกข้าง (กระบวนการทั้งหมดที่จะอธิบายนี้เกิดขึ้นจากการทำท่ามวยของมวยไท่จี๋ตระกูลอู๋ – ผู้แปล)

1. เมื่อย้ายศูนย์ถ่วงไปด้านหน้า (เปลี่ยนจากท่าขานั่งมาเป็นท่าขาธนู) ปล่อยให้ศูนย์ถ่วงของขาที่เต็ม (คือขาหลังในท่าขานั่ง) ถ่ายลงไปข้างล่างให้โล่งเสีย ก่อน ขณะนั้นให้ค่อยๆปล่อยหัวแม่เท้าของเท้าหน้าที่ยังยกไว้ลง และเมื่อฝ่าเท้าหน้าวางลงเต็ม เท้าแล้ว ให้เคลื่อนเข่าหน้าออกไปอย่างนิ่มนวล ณ.ขณะนั้นศูนย์ถ่วงจากขาหลังจะค่อยๆถูกย้าย ไปด้านหน้าอย่างนุ่มนวล เมื่อเข่าหน้าอยู่ในตำแหน่งที่เรียงตัวเป็นเส้นตรงกับหัวแม่เท้าหน้าแล้ว จึงค่อยๆ เคลื่อนข้อสะโพกไปข้างหน้าอย่างแผ่วเบา ท้ายสุดจึงผ่อนคลายเอว ขณะนี้ศูนย์ถ่วง จะย้ายมาอยู่ข้างหน้าแล้ว และท่าขานั่งก็ถูกเปลี่ยนมาเป็นท่าขาธนูอย่างสมบูรณ์

2. เมื่อย้ายน้ำหนักไปด้านหลัง (เปลี่ยนจากท่าขาธนูมาเป็นขานั่ง) ปล่อยศูนย์ถ่วงของขาที่เต็ม (ขาหน้าของท่าขาธนู) ถ่ายลงไปข้างล่างให้โล่งเสียก่อน ขณะเดียวกันนั้นให้เข่าหลังที่มีสภาพโล่งงอลงเล็กน้อย จนรู้สึกว่าศูนย์ถ่วงไหลลงไปบนหัวแม่เท้า ของเท้าหลัง และลงไปสุดเต็มฝ่าเท้าหลังขณะที่เข่าหลังยังหย่อนงอลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะนั้น เองศูนย์ถ่วงจากขาหน้าจะค่อยๆเคลื่อนไปสู่ขาหลังและถ่ายลงสู่ข้างล่าง เมื่อลูกสะบ้าของเข่าหลัง เรียงตัวเป็นเส้นตรงกับหัวแม่เท้าหลัง จึงต่อเนื่องด้วยการ ดึงกระดูกสะโพกกลับมาด้านหลังอย่าง นิ่มนวล และสุดท้ายจึงคลายเอว ตอนนี้ศูนย์ถ่วงจะถูกย้ายมาด้านหลัง และท่าขาธนูจะเปลี่ยนมา เป็นท่านขานั่งอย่างสมบูรณ์ 3. เมื่อย้ายศูนย์ถ่วงไปด้านข้าง (เช่นเปลี่ยนจากท่าคว้าหางนก มาเป็นขานั่งม้าในท่า แส้เดี่ยว) ย้ายขาซ้ายไปด้านข้างทางซ้าย โดยการวางนิ้วเท้าลงพื้นด้วยความเบาก่อน เมื่อเริ่มเข้า สู่ท่าแส้เดี่ยว จากนั้นมือซ้ายเคลื่อนหมุนเป็นรูปโค้งจากทางขวา ตีวงไปยังด้านซ้ายด้านหน้า จาก นั้นลดระดับลงและเคลื่อนขวางไปทางด้านซ้าย ค่อยๆ ปล่อยน้ำหนักให้ย้ายไปยังขาซ้ายโดยเริ่ม จากปลายนิ้วเท้าซ้ายค่อยๆวางลงจนเต็มฝ่าเท้า จากนั้นปล่อยคลายเข่าซ้ายลง เมื่อข้อต่อสะโพก ขวารับรู้ถึงการเคลื่อนตีวงของแขนซ้าย ปล่อยคลายข้อสะโพกซ้ายลง ขณะนั้นศูนย์ถ่วงย้ายไปอยู่ ระหว่างขาทั้งสองข้างตามการหมุนของเอว จากนั้นผ่อนเอวอีกครั้ง ค่อยๆ คลายเข่าทั้งคู่และปล่อย ให้ฝ่าเท้าทั้งสองข้างรับน้ำหนักเท่าๆ กัน

จากตัวอย่างทั้งสามข้างต้นในการย้ายศูนย์ถ่วง ผู้ฝึกควรใส่ใจใน 4 หัวข้อต่อไปนี้

1. ขณะที่ย้ายศูนย์ถ่วง องค์ประกอบของร่างกายส่วนที่ต่ำกว่าเอว จะต้องทำการเปลี่ยน แปลงทีละส่วนทีละข้ออย่างต่อเนื่อง เริ่มจากเท้า จากนั้นเป็นข้อเข่า มาที่ข้อสะโพก และสุดท้าย มาจบลงที่เอว ซึ่งลำดับเหล่านี้จะต้องปฏิบ้ติอย่างเคร่งครัด ทั้งการก้าวหน้า ถอยหลัง หรือก้าวข้าง

2. เมื่อทำการย้ายศูนย์ถ่วง จะต้องไม่ดันเอวไปด้านหน้า ด้านหลังหรือด้านข้างตรงๆ แต่ จะต้องเคลื่อนเป็นวงโค้งเล็กๆ โค้งลงเล็กน้อยเมื่อก้าวหน้าหรือถอยหลัง และยกเอวขึ้นเล็กน้อยจน กระทั่งองค์ประกอบต่างๆ ของขาข้างที่ว่างถูกปรับจนเข้าที่แล้ว จึงค่อยๆ ถ่ายน้ำหนักขณะที่ขาข้าง ที่ว่างค่อยๆ ก้าวออกไป โดยอาศัยการเคลื่อนเป็นวงโค้งของขา และยกเอวขึ้นลงเล็กน้อยเป็นเหมือน เบาะหรือกันชนซึ่งง่ายในการช่วยรักษาศูนย์ถ่วงไว้ตลอดการเคลื่อนไหว

3. ต้องให้ความสนใจในการเปลี่ยนแปลงจากความเต็มไปสู่ความว่าง โดยต้องเป็นไปโดย นุ่มนวลและสม่ำเสมอ หากเปรียบความเต็มคือ 10 และความว่างคือ 0 ในการถ่ายน้ำหนักของขาที่ ว่างจะต้องค่อยๆ เพิ่มจาก 0,1,2,...,8,9 จนถึง 10 ในขณะที่ขาที่เต็มก็ต้องค่อยๆ ลดลงจาก 10 เป็น 9,8,7,...,2, 1 จนกลายเป็น 0 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างทันที แต่เป็นการค่อยๆ เปลี่ยนแปลง และรับรู้ถึงการเคลื่อนของแต่ละส่วนตลอดเวลา 4. การปฏิบัติทุกอย่างในขณะฝึกฝน ต้องเป็นไปตามหลักการ "ควบคุมร่างกายด้วยอี้" ดังนั้น ในกระบวนการย้ายศูนย์ถ่วงนี้ จะต้องมีการใช้ "อี้" นำการเคลื่อนไหวโดยตลอด การเคลื่อน ไหวจึงจะราบเรียบสม่ำเสมอ เป็นธรรมชาติและมีชีวิตชีวา

(ยังมีต่อ)