เกร็ดบู๊ลิ้ม มวยในกลุ่มฉางเฉวียน (ตอนที่ 6)

เกร็ดบู๊ลิ้ม มวยในกลุ่มฉางเฉวียน (ตอนที่ 6)

โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com)

ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิตปีที่ 2 ฉบับที่ 16-23

(ตอนก่อน)

มวยในกลุ่มฉางเฉวียน (เฉี่ยงคุ้ง) มีอยู่มากมาย เช่น

 

ทงปี้เฉวียน (ทงปี้คุ้ง) มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ทงเป้ยเฉวียน (ทงป้วยคุ้ง) เล่ากันว่ามวยชนิดนี้ ไป๋เหวียนเต้าหยิน (แปะอ๊วงเต่ายิ้ง นักพรตวานรขาว) เป็นผู้ถ่ายทอดเอาไว้ตั้งแต่โบราณ แต่ก็ยังมีความเชื่ออีกทางหนึ่งว่า วิชานี้ ไป๋เหวียนกง (แปะอ่วงกง ผู้เฒ่าวานรขาว) ซึ่งอยู่ในสมัยจ้านกว๋อเป็นผู้คิดค้นขึ้น วิชาทงปี้เฉวียนแบ่งออกเป็นสาย (หรือสำนัก) เช่น ไป๋เหวียนทงปี้ (แปะอ๊วงทงปี่ ทงปี่วานรขาว) ทงเป้ยเหวียนโหว (ทงปี่อ่วงเก๊า ทงปี่วานรใหญ่) อู่สิงทงปี้ (โหงวเฮ้งทงปี่ ทงปี่เบญจธาตุ) ลิ่วเหอทงปี้ (หลักฮะทงปี่ ทงปี่หกสัมพันธ์) พีกว้าทงปี้ (เพ้กขั่วทงปี่ ทงปี่ผ่า) เป็นต้น

มวยทงปี้

เหตุที่มวยนี้ได้ชื่อว่าทงปี้นั้น ด้วยหมายถึงเส้นเอ็นของทั้งสองแขน และมีความหมายถึงเส้นเอ็นของหลัง มีการเชื่อม สัมพันธ์กันหรือมีความโปร่งโล่งถึงข้อศอก (คำว่าทง แปลว่า โปร่ง, โล่ง, เชื่อมถึงกัน ส่วนปี้ แปลว่าแขน) เส้นเอ็น ศอกเชื่อมสัมพันธ์ถึงข้อมือ และเส้นเอ็นข้อมือเชื่อมสัมพันธ์ถึงฝ่ามือและนิ้วมือ

ในยุคหลังนี้ มวยนี้นิยมกันทางแถบภาคเหนือ โดยมีการถ่ายทอดมาจากทางด้านเจ๋อเจียง (จิกัง) ในตอนปลายของ ราชวงศ์ชิง หลักของมือในวิชาทงปี้เฉวียนมี ไซว (จุก เหวี่ยง, สลัด) ไพ (ผะ ตี) ชวน (ชวง ทะลวง) พี (เผ็ก ผ่า) จ้วน (จึ่ง เจาะ) เป็นต้น

หลักของการก้าวเท้า แบ่งเป็นการก้าวย่าง ก้าวแบบกระจาย ก้าวแบบห่วงโซ่ เป็นต้น มวยนี้มีความคล่องแคล่วว่องไว และรวบรัด การออกอาวุธมักมีลักษณะของการยืดแขนขาให้ยาวออกไป

ไป๋เหวียนทงปี้เฉวียน (แปะอ๊วงทงปี้คุ้ง) มวยนี้มีชื่อเต็มว่า ไป๋เหวียนทงเป้ยเอ้อสือซื่อชื่อ (แปะอ๊วงทงป่วยหยี่จับซี่เส็ก) มีชื่อเรียกอีกว่า สิงเฉวียน (เกี่ยคุ้ง) หรือสิงเจ่อเฉวียน (เกี๊ยเจี่ยคุ้ง) เป็นที่นิยมกันในปักกิ่ง มวยนี้มีชุดมวยอยู่ด้วยกัน สี่ชุด ท่าแต่ละท่าในชุดมวยสามารถนำเอามาฝึกเป็นท่าเดี่ยวๆ ได้ พลังพื้นฐานมีการฝึกพลังเอว ขา และแขน

อู่สิงทงปี้เฉวียน (โหงวเฮ้งทงปี๊คุ้ง) มวยทงปี้เบญจธาตุ มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ซินจีพ่าย (ซิมเจียะไผ่) การฝึกเริ่มต้นจาก การฝึกจั้นจวง (จั่มจวง การยืนเพื่อฝึกพลังขาและเอวให้แข็งแรงและมั่นคง) ภายหลังจึงไปฝึกท่าเดี่ยวแบบมีการก้าว ย่าง มีการแบ่งเป็นขั้นเป็นตอนในการฝึก มีการฝึกท่าเดี่ยวในแบบเข้าคู่ (แก้ไขท่าบุกและเข้ากระทำโต้ตอบ) โดยมีท่า มากกว่า 200 ท่าส่วนท่าเข้าคู่ที่เป็นชุดนั้นมีอยู่ด้วยกัน 36 ท่า หลักเกณฑ์ของมวยที่สำคัญอันจะต้องแบ่งแยกให้ชัด เจนคือ ความนิ่งและความเคลื่อนไหว ความว่างและความเต็ม ความแกร่งและความหยุ่น ความช้าและความเร็ว การฝึก ฝนให้ฝึกจากความหยุ่นไปสู่ความแกร่ง ภายหลังเมื่อฝึกได้แกร่งแล้วจึงเปลี่ยนเป็นการฝึกจากความแกร่งไปสู่ความหยุ่น ภายนอกเป็นการฝึกฝนสภาพร่างกาย ส่วนภายในเป็นการฝึกลมปราณ

ทงปี้ปาโหว (ทงปี่โป๊ยเก๊า) มวยทงปี้แปดวานร เป็นมวยทงปี้ที่ยามใช้ออกมีท่าทางดุจวานร เป็นการลอกเลียนแบบท่า ทางของวานรแปดอย่าง แบ่งออกเป็น ชื่อเป้ยหม่าโหว (เชียะป่วยแบ๋เก๊า วานรอาชาหลังแดง) ทงเป้ยเหวียนโหว (ทงป่วย อ่วงเก๊า วานรทงเป้ย) เทียนเจี้ยงสือโหว (เทียงหั่งเจียะเก๊า ฟ้าพิชิตวานรหิน) จงหวินมี่โหว (ตงฮุ้งหมิกเก๊า ซ่อนวานรใน เมฆา) ลู่เอ่อหมีโหว (เหล็กยือหมี่เก๊า วานรลู่เอ่อหมี) จินไคอี้โหว (กิมไคอี้เก๊า วานรจินไคอี้) เทียนซ๋างเฮ่อโหว (เทียง เจี่ยเหาะเก๊า วานรกระเรียนในนภา) และตี้อวี้เอ้อโหว (ตี่เง็กอั้กเก๊า วานรอเวจี)


 

ถังหลางเฉวียน (ถั่งหลั่งคุ้ง) หรือมวยตั๊กแตน มวยตั๊กแตนเป็นมวยจีนที่มีชื่อเสียง ที่มมีความรวดเร็วและร้ายกาจ หลัก มวยมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย และมีการบุกจู่โจมที่รุนแรง วิชานี้ถ่ายทอดมาจากหวังหลาง (เห่งนึ้ง) แห่งซานตง (ซัวตัง) ในสมัยราชวงศ์หมิง เป็นผู้คิดค้นขึ้น เล่ากันว่าหวังหลางเคยร่ำเรียนวิทยายุทธ์จากวัดเส้าหลิน เนื่องจากได้ต่อสู้กับยอด ฝีมือของมวยทงปี้ และพ่ายแพ้ให้แก่วิชามวยนี้ ภายหลังได้พบเห็นลักษณะการเคลื่อนไหวของตั๊กแตนตำข้าว เกิดปัญญาขึ้น มา จึงได้บัญญัติมวยตั๊กแตนนี้ขึ้น และได้กลับไปประลองกับยอดฝีมือของมวยทงปี้ใหม่ คราวนี้ได้รับชัยชนะ มวยตั๊กแตน กล่าวถึงลิ่วเหอ (หลักฮะ หกสัมพันธ์) เน้นให้ภายในก่อเกิดเบญจธาตุ ภายนอกเดินตามหลักแปดทิศ มวยตั๊กแตนที่เป็นที่ นิยมมีสำนักลิ่วเหอถังหลาง (หลักฮะถั่งลั้ง ตั๊กแตนหกสัมพันธ์) ชีซิงถังหลาง (ชิกแชถั่งลั้ง ตั๊กแตนเจ็ดดาว) เหมยฮวา ถั่งหลาง (บ่วยฮวยถั่งลั้ง ตั๊กแตนดอกเหมย) เป็นต้น

มวยถังหลาง หรือมวยตั๊กแตนมวยถังหลาง หรือมวยตั๊กแตน

มวยถังหลาง หรือมวยตั๊กแตน

ลิ่วเหอถังหลางเฉวียน (หลักฮะถั่งหลั่งคุ้ง มวยตั๊กแตนหกสัมพันธ์) มวยชนิดนี้เป็นสายที่สำคัญสายหนึ่งของมวยตั๊กแตน เน้นเรื่องของลิ่วเหอ (หลักฮะ หกสัมพันธ์) ซึ่งหมายถึง ว่ายซานเหอ (หงั่วซาฮะ สามสัมพันธ์ภายนอก) อันได้แก่ มือสัมพันธ์ กับขา ศอกสัมพันธ์กับเข่า ไหล่สัมพันธ์กับสะโพก ส่วนอีกสามสัมพันธ์คือ เน่ยซานเหอ (ไหล่ซาฮะ สามสัมพันธ์ภายใน) ได้แก่ ใจสัมพันธ์กับจิต จิตสัมพันธ์กับลมปราณ และลมปราณสัมพันธ์กับพลัง พลังของมวยสำนักนี้เป็นแบบที่ซ่อนเอาไว้ คือซ่อนแกร่งและหยุ่นเอาไว้ภายใน จึงมีชื่ออีกชื่อว่าหล่วนถังหลัง (นึงถั่งลั้ง ตั๊กแตนอ่อน)

ชีซิงถังหลางเฉวียน (ชิกแชถั่งลั้งคั้ง มวยตั๊กแตนเจ็ดดาว) มวยนี้มีอีกชื่อว่า หลัวฮั่นถังหลาง (หล่อฮั่นถั่งลั้ง ตั๊กแตนอรหันต์) คำว่าเจ็ดดาวมาจากหลักของมวยตรงหลักของการก้าวเท้า เรียกว่า ก้าวเท้าเจ็ดดาว ซึ่งเป็นพื้นฐานในการรับและรุกของ มวยตั๊กแตนเจ็ดดาว เมื่อร้อยกระบวนท่าเข้าด้วยกันแล้ว ตำแหน่งของการก้าวเท้าจะเป็นเฉกเช่นเดียวกับตำแหน่งการ เรียงตัวของกลุ่มดาวเหนือ หรือที่เรียกกันว่าเจ็ดดาว จึงได้ชื่อมวยตามหลักของการก้าวเท้านี้

เหมยฮวาถังหลางเฉวียน (บ่วยฮวยถั่งลั้งคุ้ง มวยตั๊กแตนดอกเหมย) วิชามวยนี้เน้นที่กระบวนท่า ส่วนใหญ่จะออกหมัดครั้ง ละ 3-5 หมัดติดต่อกันทุกๆ กระบวนท่าต่อเนื่องกัน ในหนึ่งกระบวนท่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ 3 ท่า ใช้ความคล่องแคล่ว เป็นหลัก เมื่อเพิ่มการก้าวเท้าที่ว่องไวรวดเร็ว ยิ่งทำให้มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น พลังที่ใช้ออกเป็นพลังตาม (ไม่ต้านกับ พลังของฝ่ายตรงข้าม) พลังคล่องและพลังหยุ่น เน้นการใช้พลังแกร่งและหยุ่นเสริมกัน มวยนี้จึงมีอีกชื่อว่าไท่จี๋ถังหลาง (ไท่เก๊กถั่งลั้ง ตั๊กแตนไท่เก๊ก)


 

พีกว้าเฉวียน (เพ้กขั้วคุ้ง) มวยชนิดนี้เริ่มมีฝึกกันในสมัยราชวงศ์หมิง (เม้ง) ในบันทึกของเช่อจี้กวาง (เช็กกี้กวง) กล่าว ไว้ว่า "มวยพีกว้ามีความรวดเร็วมาก" มวยพีกว้าประกอบด้วยวิชามวย อาวุธ การฝึกฝนพื้นฐานและการฝึกการซ้อมเข้าคู่ ในวิชามวยมีชุดมวยทั้งหมด 4 ชุด คือ 1. พีกว้า (เพ้กขั่ว) 2. ชิงหลง (แชเล้ง มังกรเขียว) 3. เฟยหู่ (ปวยโฮ่ว พยัคฆ์เหิร) 4. ไท่ซู (ไท้สก อ่อนโยน) การรุกและรับของมวยพีกว้า มีความรุนแรง เน้นการใช้ความรวดเร็วพิชิตความช้า ใช้ช่วงยาวพิชิตช่วงสั้น รุกและรับทาง ด้านขวาง เข้ากระทำด้วยการเบี่ยงและหาจุดจู่โจม ท่ามวยเหยียดกว้าง

มวยผิกั่ว

(ยังมีต่อ)