ข้อควรรู้ของผู้ฝึกใหม่
ข้อควรรู้ของผู้ฝึกใหม่
ทำอย่างไรถึงจะฝึกมวยไท่เก๊กให้ดีได้
โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com)
ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิตปีที่ 2 ฉบับที่ 15
น่าจะเป็นคำถามที่อยู่ในใจของผู้ฝึกฝนมวยไท่เก๊กแทบทุกคน โดยเฉพาะคนที่ยังจับจุดสำคัญยังไม่ได้ โดยมากมักจะคิดว่ามีวิธีลัดในการฝึก ซึ่งที่แท้จริงแล้ว ไม่มีวิธีการลัดใดๆ เลย จำเป็นต้องฝึกตามขั้น ตอนที่อาจารย์สอนให้
การฝึกฝนมวยไท่เก๊กก็เหมือนกับการฝึกฝนเรียนรู้วิชาต่างๆ คือจะต้องทำความรู้จักกับวิชานั้นๆ ก่อน ดังนั้นการเรียนมวยไท่เก๊กจึงจำเป็นที่จะต้องทำความรู้จักกับเงื่อนไขและปัจจัยของมวยไท่เก๊กเสียก่อน เป็นข้อคิดว่า ถ้าคนที่เรียนมวยไท่เก๊ก แต่ไม่รู้ว่ามวยไท่เก๊กมีเงื่อนไขอะไรบ้าง คนๆ นั้นจะฝึกให้ดีได้ อย่างไร
มวยไท่เก๊ก เป็นการรวบรวมเอาวิชาโบราณเก่าแก่คือ วิชาเต้าอิ่น(เป็นวิชาที่ฝึกการชักนำพลังชี่ให้แล่น ไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย) วิชาถูน่า (เป็นวิชาฝึกการหายใจ โดยมีหลักว่าหายใจเข้าเอาพลัง บริสุทธิ์ที่มีอยู่ในธรรมชาติรอบตัวเราเข้าบำรุงหล่อเลี้ยงร่างกาย แล้วหายใจออกคายเอาของเสียใน ร่างกายทิ้งออกไป) ประกอบกับ วิชาอี้จิง (คัมภีร์แห่งการเปลี่ยนแปลง) โดยนำเอาทฤษฎีของ อิน-หยาง รวมกับหลักวิชาของจิงลั่ว (ว่าด้วยเส้นลมปราณในร่างกาย) ของทฤษฎีแพทย์จีน ทั้งหมดนี้เอามารวม กับวิชาหมัดมวย ทำให้ผู้ฝึกฝนต้องฝึกทั้งภายในและภายนอกร่างกาย
กระบวนท่ามวยที่บัญญัติขึ้นก็มีความสอดคล้องกับหลักสรีระของมนุษย์ อีกทั้งยังสอดคล้องกับกฎ เกณฑ์การดำเนินของธรรมชาติ หลักสำคัญของมวยไท่เก๊กอยู่ที่มีความต่อเนื่องไม่ขาดตอน แกร่ง และหยุ่น เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ผ่อนคลาย มีชีวิตชีวา และมีสปริง มวยไท่เก๊กมีคุณค่าทั้งทางด้าน เป็นวิชาต่อสู้ป้องกันตัว สามารถบำรุงสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง อีกทั้งยังให้ความเพลิดเพลิน ซึ่ง มวยไท่เก๊กยิ่งมายิ่งได้รบความนิยมชมชอบจากทั้งประชาชนชาวจีน และประชาชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก มวยไท่เก๊กมีระบบการฝึกฝนมากมาย จึงมิใช่เรื่องง่ายที่จะฝึกฝนให้ดีได้
อาศัยหลักการฝึกฝนมวยของเหล่าอาจารย์มวยไท่เก๊กที่มีชื่อเสียง สามารถประมวลการฝึกออกได้เป็น"3 ฝีก และ 3 ไม่ฝึก" คือมี 3 ประการที่ต้องฝึก และ 3 ประการที่ต้องไม่ฝึก ดังนี้
1. ฝึกหลักเกณฑ์ไม่ฝึกพละกำลัง
หลักเกณฑ์ในที่นี้หมายถึง หลักเกณฑ์หรือกฎเกณฑ์ของมวยไท่เก๊ก ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ดั้งเดิม หลักการฝึก ของมวยไท่เก๊กเป็นหลักอันเที่ยงตรง เป็นหลักแห่งการเปลี่ยนแปลงของไท้จี๋ อิน-หยาง คือ เมื่อเข้าสู่ ภาวะของหยางที่สุด ก็จะเข้าสู่ภาวะของอิน และเมื่ออินเข้าสู่ภาวะที่สุด ก็จะเข้าสู่ภาวะของหยาง มวยไท่เก๊กในความแข็งแกร่งแฝงความหยุ่น ในความหยุ่นแฝงความแกร่ง แกร่งและหยุ่นเกื้อหนุนกัน และกัน เมื่อภาวะว่างสุดก็จะเข้าสู่ภาวะความเต็ม ภาวะความเต็มสุดก็จะเข้าสู่ภาวะความว่าง เป็นการ เปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างความว่างและความเต็ม (ซวีสือ) เมื่อสมาธิรวมตัวแล้ว จิตก็สามารถชักนำ พลังให้เคลื่อนไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เข้าถึงจุดของการฝึก จิตถึง พลังถึง (ถึงส่วนของร่างกาย ที่จิตกำหนด) ท่าทางของร่างกายก็คล้อยตาม (ท่วงท่าถึง) ทำให้สามารถฝึกถึงขั้นในหนึ่งความเคลื่อน ไหว จะเคลื่อนไหวทั้งร่างกาย ทั่วทั้งร่างกายสอดคล้องรับกัน ภายในและภายนอกผสานกัน (ภายใน หมายถึงสติ จิต ชี่ และพลัง ส่วนภายนอกหมายถึงท่วงท่าและสภาวะทางร่างกาย) ในการฝึกพลังฝีมือ ต้องเป็นไปอย่างธรรมชาติ ดำเนินตามกฎเกณฑ์ต่างๆ อย่าใจเร็วด่วนได้ ต้องการความสำเร็จไวๆ
ส่วนการฝึกพละกำลังก็คือการฝึกความแข็งแแกร่งของกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ซึ่งพละกำลังแบบนี้ เป็น กำลังที่มีความกระด้าง เป็นแรงปะทะ ขาดความคล่องตัว ผู้ฝึกฝนมวยไท่เก๊กต้องไม่ฝึกพละกำลังแบบนี้

2. ฝึกต้นไม่ฝีกปลาย
"ต้น" ในที่นี้หมายถึงต้นกำเนิด (ของพลัง) แหล่งกำเนิด (ของพลัง) อันหมายถึงพลังของไต ที่เรียกว่า "หยวนชี่" รวมการฝึกปรือของรากฐานอันเป็นส่วนล่างของร่างกาย ไตเป็นอวัยวะภายในที่เก็บพลัง อิน-หยางดั้งเดิม ซึ่งเป็นรากฐานที่มาจากก่อนฟ้า หรือก่อนกำเนิด เป็นแหล่งกำเนิดพลังชี่ในร่างกาย หากพลังของไตสมบูรณ์ เมื่อนั้นอู่จั้ง อันได้แก่ หัวใจ ปอด ตับ ม้าม และไตก็จะได้รับการบำรุง สามารถ ทำงานได้ตามหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์ (ตามทฤษฎีแพทย์จีน อวัยวะภายในแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ อู่จั้ง ได้แก่ หัวใจ ปอด ตับ ม้าม และไต ซึ่งเป็นอวัยวะภายในตัน อีกประเภทหนึ่งคือ ลิ่วฝู่ ซึ่งได้แก่ กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ ถุงน้ำดี และซานเจียว อันเป็นอวัยวะภายในกลวง ซานเจียวไม่ใช่ตัวอวัยวะภายในโดยตรง โดยปกติจะหมายถึงช่องอก และช่องท้องทั้งหมด แบ่งออก เป็นสามส่วนด้วยกัน) เมื่อพลังของชี่ เลือด สารจำเป็น (จิง) สมบูรณ์ กำลังย่อมถึงพร้อม ปฏิกริยาโต้ ตอบว่องไว และละเอียดอ่อน สรีระทำงานสัมพันธ์กันดี นี่เป็นแง่มุมของชี่ ส่วนในแง่มุมของฐานราก เมื่อร่างกายสมบูรณ์สามารถผ่อนคลาย (ซง) ตามหลักพื้นฐานได้แล้ว ชี่ก็จะถูกเก็บกักไว้ที่ตันเถียนและ จมลงสู่หย่งเฉวียน (จุดหย่งเฉวียนอยู่ที่ประมาณกลางฝ่าเท้า ซึ่งอยู่ในเส้นลมปราณของไต) ส่งผลให้ ร่างกายส่วนบนมีความว่องไว ร่างกายส่วนกลางมีความคล่องตัว ร่างกายส่วนล่างมีความมั่นคง หยั่ง รากลงสู่พื้น
สิ่งที่ต้องไม่ฝึกในข้อนี้คือ ไม่ฝึก "ปลาย" คำว่าปลายในที่นี้หมายถึงการมุ่งฝึกพละกำลังในแต่ละส่วน ของร่างกาย อันเป็นกำลังภายนอก ซึ่งมีความกระด้าง มวยไท่เก๊กเป็นมวยพลังภายใน ฝึกฝนให้ภายใน และภายนอกผสมผสานกัน ใช้การฝึกฝนพัฒนาต้นกำเนิดเดิมเป็นหลัก

3. ฝึกร่างกายไม่ฝึกการใช้
ฝึกร่างกายหมายถึง การฝึกฝนพลังฝีมือให้ทั่วร่างมีกำลังภายใน ฝึกการใช้หมายถึง การฝึกฝนวิธี การใช้แต่ละกระบวนท่า แต่ละท่วงท่านำเอามาใช้เพื่อการต่อสู้ป้องกันตัว ผู้ที่เริ่มเรียนมวยไท่เก๊ก ใหม่ๆ มักจะอยากรู้อยากเห็นวิธีการใช้เพื่อการต่อสู้ของแต่ละกระบวนท่า ถ้าหากพยายามทำความ เข้าใจกับหลักการใช้ต่างๆ แล้ว ย่อมไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของมวยไท่เก๊กได้ การฝึกมวยไท่เก๊ก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกการรำมวยทั้งชุดให้ช่ำชอง การเคลื่อนไหวต้องแม่นยำถูกต้อง ต้องผ่าน กระบวนการกำจัดความกระด้าง สร้างความอ่อนหยุ่น ให้ร่างกายทำงานเคลื่อนไหวสอดคล้อง รับกัน ภายในและภายนอกสัมพันธ์กัน พลังภายในสมบูรณ์เต็มเปี่ยม เหล่านี้เป็นพลังฝีมือที่ต้องฝึก ให้มีขึ้นกับตนเอง จุดสำคัญของมวยไท่เก๊กคือ การฝึกฝนให้เกิดพลังขึ้นตลอดร่างกาย (พลังนี้เป็น พลังภายใน ไม่ใช่พลังดั้งเดิมที่คนเรามีอยู่และใช้ในชีวิตประจำวัน) เมื่อยามเผชิญกับคู่ต่อสู้ก็อาศัย ท่าทางของปรปักษ์ ใช้หลักสละตนเองเข้าร่วมกับปรปักษ์ เปลี่ยนแปลงตามโอกาส ไม่ใช่การที่ต้อง ใช้กระบวนท่านี้เข้ารับกระบวนท่านั้นอย่างทื่อๆ โดยไม่มีการพลิกแพลงตามโอกาส เมื่อฝึกจนพลัง ภายในสมบูรณ์แล้ว ตลอดทั้งร่างกายเสมือนลูกบอลที่อัดลมไว้จนเต็ม เมื่อถูกสัมผัสก็เกิดปฏิกริยา แตะถูกส่วนไหนก็ใช้ส่วนนั้นโต้กลับ ดังวิพากษ์มวยไท่เก๊กกล่าวไว้ว่า "เมื่อยามสำเร็จแล้ว ปรปักษ์ มาอย่างไรก็โต้ตอบกลับไปได้ ไม่ต้องคิดก็โต้ตอบไปได้โดยธรรมชาติ"
มีการปลูกฝังจิตใจ 5 ประการ
1. มีใจเคารพ
ปลูกฝังให้ใจมีคุณธรรม ให้เคารพต่อหน้าที่การงาน (วิชาที่ร่ำเรียน) และความเคารพต่อครูบา อาจารย์ เฉินชิน อาจารย์มวยไท่เก๊กที่โด่งดังได้เขียนไว้ในหนังสือ"มวยไท่เก๊กตระกูลเฉิน" ได้กล่าวถึงการมีใจเคารพว่า "การเรียนมวยต้องมีความเคารพนับถือ ถ้าหากขาดความเคารพ ภายนอกย่อมเกิดความเย่อหยิ่งต่ออาจารย์และเพื่อนร่วมสำนัก ภายในย่อมทำใหเกียจคร้าน หากไม่ปรับจิตใจได้ ไหนเลยจะสามารถร่ำเรียนวิชาได้
2. มีใจเชื่อมั่น
ความเชื่อมั่น กล่าวแยกได้สองประการ ประการแรก มีใจเชื่อมั่นในตนเอง เชื่อมั่นตัวเองอย่างเต็ม เปี่ยมว่าสามารถฝึกมวยไท่เก๊กให้ดีได้ ความเชื่อมั่นนี้เป็นแรงผลักดันในการฝึกฝนอย่างมาก ประการที่สองคือ การมีศรัทธาปสาทะต่อมวยไท่เก๊ก มีความเชื่อมั่นต่อสิ่งที่อาจารย์มอบสอนให้
3. มีความตั้งใจที่แน่วแน่
การฝึกฝนมวยไท่เก๊ก ต้องตั้งเจตนารมณ์ให้แน่วแน่ลงไป เป็นปณิธานอันแน่วแน่ เมิ่งจื่อกล่าวว่า "ปณิธานเป็นแม่ทัพของพลัง ตัดสินใจให้แน่วแน่ ไม่ถูกสิ่งภายนอกโยกคลอนสั่นไหวได้ มีความมั่นคงไม่เคลื่อนคลอน ไม่ถึงจุดหมายที่ตั้งไว้ไม่ยอมเลิกรา"
4. มีใจที่มั่นคง
การปลูกฝังให้มีใจที่มั่นคง ทำให้สามารถฝึกฝนมวยไท่เก๊กได้อย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่ ยาวนานสักกี่ปี จนถึงกี่สิบปี ก็ดุจดั่งเวลาผ่านพ้นไปเพียงวันเดียว มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง การที่มี จิตใจที่ไม่มั่นคง ทำให้ต้องเลิกล้มแต่กลางคัน ย่อมไม่ได้วิชาอะไรที่ลึกซึ้งเฉินฟาเคอ ซึ่งเป็นรุ่น ที่ 17 ของตระกูลเฉิน รำมวยวันละ 30 รอบ เป็นประจำทุกวัน ผ่านไปหลายสิบปีเสมือนผ่าน ไปเพียงวันเดียว พลังฝีมือขึ้นถึงขั้นสูงสุด
5. มีใจอดทน
"ใจ" ทั้งสี่ข้อที่กล่าวมา มีเพียบพร้อมแล้ว ถ้าหากขาดใจอดทน ก็ยังไม่สามารถฝึกฝนมวย ไท่เก๊กให้ดีได้ ในการฝึกพลังจากการร่ายรำมวยไท่เก๊ก ต้องอาศัยความสงบและผ่อนคลาย อ่อนโยน ช้า ถ้าไม่ได้ทำความรู้จักกับมวยไท่เก๊กให้ดีพอเสียก่อนและทำใจให้ยอมรับ ก็ยาก ที่จะมีใจอดทนได้ การฝึกมวยในสภาพที่ต้องใช้จิตใจที่สงบเยือกเย็น หากทำใจรับไม่ได้ก็จะเกิดอารมณ์หงุด หงิดได้ง่าย (อาจเพราะรู้สึกว่าไม่สะใจ อยากได้อะไรที่มันเร็วๆ) สุดท้ายก็จะมีผลรับที่ไม่ดี อีกประการหนึ่ง มวยไท่เก๊กต้องผ่านกระบวนการฝึกฝนทั้งทางร่างกายและจิตใจที่ยาวนาน จะใจร้อนเพื่อให้สำเร็จเร็วนั้น ย่อมทำไม่ได้ ต้องทำใจไม่ให้หงุดหงิด ไม่ให้เกิดความเบื่อ หน่าย ต้องทำใจให้สงบสันติ ฝึกตามกฎตามเกณฑ์ ระหว่างที่ฝึกฝนด้วยการร่ายรำมวย จะมีความสุขกับการเพาะสร้างจิตใจที่เที่ยงตรง บรรลุถึงการฝึกฝนทั้งทางร่างกายและ จิตใจ การฝึกฝนด้วยควาาอดทน ย่อมสำเร็จฝีมือได้

สิ่งสำคัญ 3 ประการต้องเพียบพร้อม
1. สิ่งสำคัญอย่างแรกเลยคือ ต้องมีอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ที่สุด เป็นเงื่อนไขอันดับแรก การเรียนรู้โดยไม่มีอาจารย์ แล้วประสบความสำเร็จนั้น ยัง ไม่เคยมีตัวอย่างให้พบเห็นมาก่อนเลย นอกจากพวกที่ฝึกเล่น ฝึกเป็นงานอดิเรก เพื่อความ เพลิดเพลิน อันนี้ยกไว้ต่างหาก ถ้าคิดอยากเรียนมวยไท่เก๊กให้ได้ดี จำต้องได้อาจารย์ที่มี คุณธรรมสูง มีศิลปะวิชาที่ลึกล้ำ รู้กำหนดกฎเกณฑ์ทะลุปรุโปร่ง มีหลักเกณฑ์ในการสอน ที่ดี จึงจะสามารถชักนำให้ลูกศิษย์ก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องเที่ยงตรง ไม่ต้องเดินทางอ้อม สามารถส่งให้เกิดผลสำเร็จได้ถึงครึ่งทีเดียว หากไม่มีอาจารย์ที่รู้จริงมาแนะนำ ย่อมเดิน ผิดเส้นทาง ไม่สามารถเข้าสู่แก่นแท้ของมวยไท่เก๊กได้
2. สิ่งสำคัญประการที่สอง คือ พรสวรรค์ มีสติปัญญาดี รับรู้ได้รวดเร็ว ความคิดอ่าน ชัดเจนแจ่มแจ้ง มีการตอบสนองที่ปราดเปรียว อาจารย์ยกตัวอย่างเพียงอย่างเดียวก็รู้ ทะลุไปถึงข้ออื่นๆ ทีใกล้เคียงกัน จุดที่มีความสำคัญลึกซึ้งในมวยไท่เก๊ก ไม่เพียงแต่ต้อง อาศัยอาจารย์มาเป็นผู้ชี้แนะยังต้องอาศัยการทดลองด้วยตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เอามาครุ่น คิดพิจารณาทบไปทวนมา และที่กล่าวมานี้ต้องเป็นการรับรู้ด้วยใจ ไม่สามารถบอกกล่าว ด้วยวาจาได้ มันมิใช่เป็นความลับที่เปิดเผยไม่ได้แต่อย่างใด แท้จริงนั้น เนื่องจากไม่ สามารถถ่ายทอดความพิสดารออกมาเป็นวาจาได้นั่นเอง (เหมือนกับที่เราบอกคนอื่นว่า อาหารนี้มีรสชาติอร่อยหอมหวาน ถึงแม้เราจะพรรณาอย่างไรก็ตาม ผู้ฟังก็มิอาจรับรู้ ถึงรสชาตินั้นได้จริง มีเพียงแต่ลองลิ้มรสด้วยตนเองก็จะรู้ได้) มีเพียงแต่อาศัยพรสวรรค์ มีความสามารถสูงในการเข้าใจหรือมีความสามารถสูงในการวิเคราะห์สิ่งต่างๆ รวม กับเงื่อนไขอื่นๆ จึงจะสามารถเข้าใจถึงหลักเกณฑ์ของมวยได้อย่างทะลุปรุโปร่งจนก้าว สู่ระดับสูง มิฉะนั้นแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีอาจารย์ที่สามารถถ่ายทอดบอกกล่าววิชาให้ได้ ตนเองก็มีความมานะบากบั่นในการฝึกฝน แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่สามารถแทงทะลุ จนเข้าถึงความลึกซึ้งได้ เพียงแค่สามารถมมีพลังฝีมืออยู่ในระดับเพียงสองส่วน และ หยุดอยู่ตรงนั้นเอง เช่นเดียวกับการเรียนหนังสือ นักเรียนต่างมีความขยันขันแข็งเท่า เทียมกัน แต่ความสำเร็จนั้นต่างกัน ตัวที่สร้างความแตกต่างก็คือพรสวรรค์หรือสติปัญญา นั่นเอง
3. สิ่งสำคัญประการที่สาม คือ การฝึกฝนอย่างมานะบากบั่น เมื่อตนเองมีต้นทุนที่ดีอยู่ แล้ว คือมีอาจารย์ที่มีความรู้ดี ตนเองมีปัญญาไหวพริบดี ยังต้องมีความอดทนต่อความ ยากลำบาก จึงจะสามารถฝึกฝนให้สำเร็จได้ ดังวิพากษ์มวยได้กล่าวว่า "รู้จักกฎเกณฑ์และ แนวทางดีแล้ว ก็ยังไม่เป็น ต้องเพิ่มการฝึกฝนพลังฝีมือตลอดเวลา แม้ก้าวหน้าก็ไม่หยุดยั้ง นานวันเข้าย่อมมีความสำเร็จ" มิใช่ก้าวเข้ามาแล้วก็จะสำเร็จ อีกทั้งไม่มีทางลัดใดๆ มีเพียงแต่การฝึกฝนอย่างยากลำบาก จึงจะสามารถฝึกให้เกิดพลังฝีมือขึ้นมาได้ มีพลัง ฝีมือติดตัว ภายใต้การสอนและชี้นำของอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ำทการฝึกตามกฎเกณฑ์ อย่างแน่วแน่ อันความสามารถในการรับรู้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อได้ฝึกอย่างมานะบากบั่น หากคิดว่าตนเองมีสติปัญญาดี ไม่ยอมลำบากในการฝึกฝน เกรงว่าแม้ล่วงเข้าวัยชรา ก็ยังไม่ได้ลิ้มรสของความลึกล้ำและพิสดารของมวยไท่เก๊ก ได้แต่เดินวนเวียนอยู่นอก ประตูของมวยไท่เก๊กเท่านั้นเอง แต่ทั้งนี้ผู้ที่มีสติปัญญาด้อยอยู่บ้าง ต้องอาศัย การฝึกให้หนักยิ่งขึ้นไป ต้องยอมทนกับความยากลำบากที่ทับทวีขึ้น ความขยันขัน แข็งย่อมสามารถชดเชยด้านสติปัญญาที่ด้อยไป
แต่ทั้งนี้ผู้ที่ฝึกมวยไท่เก๊กเพื่อสุขภาพเพียงอย่างเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มเทเท่ากับ ผู้ที่ฝึกฝนเพื่อให้มีพลังฝีมือ แต่ถ้ามีความขยันขันแข็งก็เป็นเรื่องที่ดีต่อตนเองอย่าง แน่นอน
