ข้อควรรู้ของผู้ฝึกใหม่

ข้อควรรู้ของผู้ฝึกใหม่

แก่นแท้ของมวยไท่เก๊ก

โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com)

ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิตปีที่ 2 ฉบับที่ 16

ดูไปแล้วมวยไท่เก๊กน่าจะเป็นรูปธรรม แต่ที่จริงแล้วมวยไท่เก๊กเน้นด้าน นามธรรม วิชานี้ต้องการฝึกให้เกิดความอ่อนหยุ่นเป็นพิเศษชนิดหนึ่ง ขึ้นมา เป็นวิชาที่เน้นการวิเคราะห์ในเรื่องของแรง การใช้แรง แง่มุม และทิศทางของแรง เมื่อเวลาเริ่มฝึกฝน ถึงแม้ว่าจะเน้นและให้ความ สำคัญกับท่วงท่า ว่าจะต้องมีความถูกต้อง ถูกรูปแบบ แต่ก็ต้องพยายาม วิเคราะห์เพื่อเข้าลึกไปให้ถึงวัตถุเรื่องราวที่อยู่ภายใน อันเป็นเรื่องของ นามธรรม ไม่ใช่สนใจแต่รูปแบบภายนอก แม้ว่าจะฝึกไปเป็นระยะ เวลานานแล้วก็ตาม เป้าหมายของการวิเคราะห์ในการฝึกมวยไท่เก๊ก คือ การฝึกให้ร่างกายมีความผ่อนคลาย และอ่อนหยุ่น การเปลี่ยนไป มาของกำลังภายใน ระหว่างความว่างและความเต็ม (ซวีสือ) ฝึก ประสาทสัมผัสให้ว่องไว ร่างกายทั้งร่างทำงานเป็นหนึ่งเดียว

แท้ที่จริงแล้วมวยไท่เก๊กไม่มีความลับพิสดารอะไรเลย เพียงแต่คน รุ่นเก่าเขาใช้สติปัญญา และความฉลาดหลักแหลมมาวิเคราะห์ในเรื่อง หลักของแรง ทำให้การใช้แรงในชีวิตประจำวันของตนเองลดลง ไม่ ใช้แรงอย่างหักโหมเกินความจำเป็น เวลาทำงานก็เหมือนทำงานเพียง ครึ่งเดียว ใช้กำลังแต่น้อย แต่ได้ผลงานเท่ากันหรือมากกว่า ถ้าหาก ต้องการบรรลุถึงการประหยัดพลังงาน สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การละ ทิ้งการกระทำที่ทำให้ตนเองต้องเสียพลังงานเสียก่อน จึงจะเข้าสู่แนว ทางแห่งความอ่อนหยุ่น

สำหรับการใช้เพื่อการต่อสู้นั้น มวยไท่เก๊กจะปฏิเสธการใช้แรงมากเอา ชนะแรงน้อย ไม่สนับสนุนการใช้ความแข็งกระด้างสู้กับความแข็ง กระด้าง แต่เน้นการให้ใช้ไหวพริบและสติปัญญา การเอาชนะในการ ต่อสู้ของมวยไท่เก๊กเป็นรูปธรรมซึ่งต้องใช้สติปัญญาเพื่อชัยชนะ ถ้าพูดให้ เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การที่คนที่มีสติปัญญาเอาชนะคนที่มีปัญญาด้อย กว่า แต่การจะทำอย่างนี้ได้ มิใช่การใช้สติปัญญาอย่างทั่วไป แต่เป็น สติปัญญาที่ต้องเรียนรู้ขึ้นมาใหม่ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทิ้งความ คิด ความยึดมั่นในเรื่องการใช้พละกำลังให้หมดไปเสีย นับว่าเป็นเรื่อง ที่ยากลำบากอยู่มาก เกรงว่าคนส่วนใหญ่ไม่มีความอดทนให้สำเร็จใน กิจนี้ได้

มวยไท่เก๊กมีการเคลื่อนไหวที่เป็นไปอย่างเนิบช้า การหายใจใช้การ หายใจที่ลึกยาวอย่างธรรมชาติ อันเป็นชี่กงแบบธรรมชาติ ต้องการ ความสงบในความเคลื่อนไหว อันนี้เป็นพลังสมาธิ พลังภายในเคลื่อน ผ่านตามข้อต่อต่างๆ เป็นลำดับไปอย่างต่อเนื่อง อันนี้เป็นวิชาเต้าอิ่น เน้นในเรื่องความเต็ม และว่าง นี่เป็นวิชาของอิน-หยาง การรับมือกับ คู่ต่อสู้ ไม่มีวิธีที่ตายตัว วิธีที่ใช้ขึ้นอยู่กับคู่ต่อสู้แต่ละคนที่แตกต่าง กันไป ปฏิเสธการใช้ความคิดเห็นที่เป็นอัตวิสัยมาเอาชนะคู่ต่อสู้ ซึ่ง อันนี้เข้ากับหลักการพิชัยสงครามของซุนจื่อ (ซุนวู) เนื่องจากมวย ไท่เก๊กมีความสัมพันธ์กับวิชาต่างๆ มากมาย จึงมีคุณค่าอย่างกว้าง ขวาง ในการนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันของเรา เป็น วิชาที่มีหลักปรัชญาเข้าผสมผสานอยู่ด้วยอย่างมากมาย นับเป็นศิลป วิชาที่รวมเอาความหลากหลายเข้าไว้ด้วยกันอย่างที่จะหาศิลปวิชาอื่น ใดมาเปรียบปานได้

คัมภีร์? ในปัจจุบัน มีคนรุ่นใหม่ที่ฝึกมวยไท่เก๊กกันมากขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่น และคนที่อยู่ในวัยฉกรรจ์ ในกลุ่มคนเหล่านี้ที่มีจุดมุ่งหมายในการ ฝึกฝนเพื่อสุขภาพอย่างเดียวนั้นมีจำนวนน้อย ส่วนใหญ่แล้วต้อง การฝึกมวยไท่เก๊กเพื่อต้องการเรียนรู้วิชาต่อสู้ที่ลึกล้ำ หวังก้าวขึ้น เป็นยอดฝีมือในวันข้างหน้า คาดหวังว่าสักวันหนึ่งจะมีฝีมือเหมือน กับท่านหยางลู่ฉาน ปรมาจารย์แต่งมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง (เอี๊ย) ผู้ได้รับการขนานนามว่า "หยางอู๋ตี้" อันมีความหมายถึงคนแซ่หยาง ผู้ไร้เทียมทานหรือไร้ผู้ต่อต้าน ในจำนวนคนมากมายที่ฝึกมวย ไท่เก๊ก มีเพียงจำนวนน้อยนิดที่สามารถฝึกได้ถึงในระดับยอดฝีมือ ซึ่งเราต้องพึ่งคนเหล่านี้ในการพัฒนามวยไท่เก๊กให้ก้าวหน้าไป ไม่ มีการขาดตอน

ถ้าต้องการที่จะเรียนรู้ถึงศิลปะการต่อสู้ของมวยไท่เก๊ก จำเป็นจะ ต้องมีโอกาสได้กราบอาจารย์ที่เชี่ยวชาญ และสามารถถ่ายทอด วิชาที่แท้จริงได้ นอกจากต้องได้รับการถ่ายทอดท่วงท่ามวยที่ถูก ต้องและแท้จริงแล้ว ยังจะต้องได้รับการถ่ายทอดทางด้านทฤษฎี และหลักการ เพื่อการศึกษา และการวิเคราะห์ เพื่อให้เข้าลึกไปได้ อย่างไม่ติดขัดและขาดตอน ซึ่งทฤษฎีนี้จำเป็นต้องพึ่งพาคัมภีร์ มวยไท่เก๊ก

คนส่วนใหญ่เมื่อเริ่มเรียนรู้มวยไท่เก๊ก เริ่มมีความรู้นิดหน่อยก็มัก จะคาดหวังว่าจะได้คัมภีร์มวยไท่เก๊กไว้ศึกษาสักเล่มหนึ่ง เพื่อที่ ว่าจะได้ช่วยเพิ่มความรู้ความเข้าใจให้แก่ตนเอง เพื่อความ สำเร็จในทางมวยไท่เก๊ก บางคนคิดว่าตนเองมีความรู้หนักสือดี พอมีความรู้ดี สามารถตีความข้อความในคัมภีร์ได้ เวลาผ่าน ไป 10 ปี 20 ปี เหมือนตื่นจากความฝัน ค่อยพบว่าสิ่งที่บันทึก ไว้ในคัมภีร์นั้นคือข้อเขียนของคนที่ฝึกจนบรรลุฝีมือชั้นสูง ได้ บันทึกสิ่งที่ค้นพบไว้ คนที่ยังไม่มีฝีมือ แม้ว่าได้อ่านคัมภีร์นี้ทุกๆ วัน ผลที่ปรากฏก็คือ มวยที่ฝึกอยู่ก็ยังเหมือนเดิม มวยส่วนมวย คัมภีร์ส่วนคัมภีร์ หาความทะลุปรุโปร่งไม่ได้ แม้ว่าจะมีภูมิ ความรู้อย่างอื่นสูงเพียงใดก็ตาม หากไม่ได้อาจารย์ที่เชี่ยวชาญ คอยชี้แนะถ่ายทอดวิชาที่แท้จริงให้ หรือประสบการณ์การฝึกยัง ไม่เพียงพอ ก็ยังไม่สามารถเข้าใจความหมายในคัมภีร์มวยได้ เลย การศึกษาคัมภีร์มวย เป็นการง่ายอย่างยิ่งที่จะพาตนเอง ให้หลงทางเข้ารกเข้าพง เกิดความเข้าใจแบบผิดๆ เพิ่มอีโก้ หรืออัตวิสัยให้กับตนเองอย่างยิ่ง หารู้ไม่ว่าการได้อยู่ใกล้ อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิและเพื่อนร่วมสำนักที่ดีนั้น มีคุณประโยชน์ อย่างใหญ่หลวง

ถ้าอย่างนั้นคัมภีร์ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยอย่างนั้นหรือ เปล่าเลย เพียงแต่ผู้ที่ยังไม่มีความชำนาญดีพอ จึงไม่สามารถเข้าใจในข้อ ความในคัมภีร์เหล่านั้นได้ ผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดด้วยวาจาจาก อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ผ่านกาลเวลาไปหลายปี ภายหลังมาอ่าน คัมภีร์ ย่อมมีความเข้าใจในข้ออรรถนั้นไม่มากก็น้อย ดังนั้นการ หาอาจารย์จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแน่นอน

คนโบราณรจนาคัมภีร์ ยากที่จะหลีกเลี่ยงการใช้คำที่คลุมเครือ ไม่ชัดเจน ทั้งที่ท่านเหล่านั้นไม่ได้มีเจตนาจะปกปิดเลย เพียง แต่หลักการเหล่านั้น ยากที่จะสรรหาคำศัพท์ที่จะมาอธิบายอย่าง ถ่องแท้ได้ หากคนในปัจจุบันอาศัยคำศัพท์และข้อความเหล่า นั้นมาอธิบายความหมาย มันสามารถอธิบายออกมาได้หลาย ความหมายที่แตกต่างกัน (ยิ่งเป็นการแปลจากภาษาหนึ่งไปสู่ อีกภาษาหนึ่ง ยิ่งมีโอกาสผิดพลาดได้สูงขึ้นไปอีก) ยกตัวอย่าง เช่น "จมข้างเดียวย่อมตาม, หนักทั้งคู่ย่อมฝืด" สองประโยคนี้ ถ้าให้หลายๆ คนมาอธิบายย่อมสามารถตีความไปได้คนละทิศ ละทาง สาเหตุมาจากการที่ในคัมภีร์ไม่ได้ให้คำจำกัดความ ของคำว่าจมข้างเดียว กับหนักทั้งคู่ไว้ แล้วในที่สุดเราจะ เชื่อคำอธิบายของใครดี มีข้อยุติไหม นอกจากนี้มีประโยคที่ว่า "แกร่งหยุ่น สนับสนุนกันและกัน" บางคนเข้าใจผิดในความ หมายจนกลายเป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หายเกี่ยวกับการไม่ผ่อน คลาย ไม่อ่อนหยุ่น แต่ทั้งนี้คัมภีร์ไม่ใช่ทฤษฎีที่ว่างเปล่า ไร้ความหมาย มันยังเป็นเข็มทิศชี้ให้กับผู้ฝึก การตีความหมาย ผิดเพี้ยนเพียงประโยคเดียวเท่านั้น ย่อมสามารถพาให้หลง ทางได้เลยทีเดียว เช่นมีคนจำนวนมากเข้าใจผิดในความ หมายของพลังเผิง (เผิงจิ้ง) เข้าใจว่าการค้ำก็คือ "เผิง" ใช้แรงไปต่อต้านคู่ต่อสู้ ส่งผลให้ฝึกฝนไปชั่วชีวิตก็ไม่ประสบ ความสำเร็จ

การเขียนคัมภีร์ของคนโบราณ อาศัยประสบการณ์จากการฝึก พลังฝีมือ จนถูกต้องไร้ข้อผิดพลาดมาบันทึกลงเป็นลายลักษณ์ อักษร และภาษาที่ใช้ ก็เป็นภาษาเก่า ไม่ใช่ภาษาที่ใช้กันใน ปัจจุบัน น่าเสียดายที่คนในภายหลัง แม้มีคนที่เข้าใจภาษา เก่าอยู่มาก แต่คนเหล่านั้นที่มีความรู้ทางวิทยายุทธ์กลับมีอยู่ น้อย การไม่เข้าใจได้ถึงสิ่งที่ถ่ายทอดเอาไว้ในคัมภีร์ จึง หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้ความเห็นส่วนตัวเข้ามาอธิบายความ หมายในคัมภีร์ จนเกิดความผิดพลาด นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ ทำให้ในปัจจุบันมีการแตกตัวออกไปของมวยไท่เก๊กเป็นแบบ ต่างๆ ออกไปมากมาย

ที่จริงแล้วกฎเกณฑ์ของมวยไท่เก๊ก ไม่ใช่สิ่งที่เป็นความลับ พิสดารอะไร อันที่จริงในคัมภีร์มวยนั้นได้เขียนเอาไว้อย่าง สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว เพียงแต่พวกเราที่มีพลังฝีมือ และความ เข้าใจไม่เพียงพอ ดั่งเช่นการมองวัตถุผ่านเมฆหมอก ย่อม มืดมัว มองเห็นได้ไม่ชัดเจน เมื่อเห็นไม่ชัดเจนก็ต้องเดาเอา โดยเอาความคิดของแต่ละคนมาประเมิน มวยไท่เก๊กมิใช่ ความรู้ทั่วไปเช่นธรรมดา จำเป็นต้องทิ้งแรงอย่างกระด้าง ให้หมด จึงจะสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ เปรียบดังคนที่สวม แว่นตาสี ย่อมมองเห็นสีที่ผ่านเลนส์ผิดเพี้ยนจากความเป็น จริง ต้องถอดแว่นทิ้งเสียก่อน จึงจะสามารถมองเห็นสีตาม ความเป็นจริงได้