ประสบการณ์การฝึกมวยไท่เก๊กของอาจารย์หวังเหาต้า (ตอนที่ 1)
ประสบการณ์การฝึกมวยไท่เก๊กของอาจารย์หวังเหาต้า (ตอนที่ 1)
โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com)
ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิตปีที่ 2 ฉบับที่ 12
การพัฒนาความสมดุลของร่างกายและการหยั่งราก
การพัฒนาความสมดุลของร่างกายและการหยั่งรากให้อยู่ในระดับสูง เป็นขุมทรัพย์ของมวยไท่เก๊กตระกูลอู๋ (โง้ว) ในทรรศนะของ หวังเหาต้า แห่งเซี่ยงไฮ้ ซึ่งปัจจุบันมีอายุเกือบ 80 ปีแล้ว เป็นศิษย์ในของ อาจารย์ หม่าเยี่ยเหลียง ซึ่งเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงด้านมวยไท่เก๊กตระกูลอู๋ โดยได้เป็นศิษย์ของอาจารย์หม่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1961-1982 ได้กล่าวไว้ว่า ศูนย์ถ่วง เป็นหัวใจของการหยั่งรากและรากของอาจารย์หม่านั้นหยั่งลง ลึกมากจนผู้ที่ได้ผลักมือจากอาจารย์หม่าก็ไม่สามารถบอกได้ว่ารากของอาจารย์หม่านั้นหยั่งลึกลงไปเท่าใด

อาจารย์อู๋เจี้ยนเฉวียน (โหง่วก้ำจั๊ว)
ปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลอู๋
อาจารย์หวังเน้นในการผสมอี้ (จิต) ชี่ (ลมปราณ) และลี่ (พลัง) เข้ากับการฝึกศูนย์ถ่วงซึ่งเป็นจุดสำคัญของการฝึก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องผสมกลมกลืนกันอย่างปราณีต จนกระทั่งสามารถใช้อี้ (จิต) ไปสั่งการเคลื่อนของชี่ (ลมปราณ) และการเคลื่อนไหวของร่างกายตามลำดับ ซึ่งสำหรับอาจารย์หวังแล้ว ให้ความสำคัญในสิ่งเหล่านี้มากกว่าจิ้ง (พลังที่ใช้ออกไปยังคู่ต่อสู้) เนื่องจากการใช้พลังมากเกินไป ทำให้คู่ต่อสู้รู้ตัวและสามารถป้องกันและตอบโต้กลับคืนได้ อาจารย์กล่าวว่าท่านฝึกโดยเน้นไปที่ อั้นจิ้ง (พลังที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในไม่สามารถมองเห็นจากภายนอกได้) ซึ่งตรงกันข้ามกับ หมิงจิ้ง (พลังที่ปรากฏออกมาจนสามารถมองเห็นได้)
จอร์จ ซู ซึ่งเป็นอาจารย์ทางด้านศิลปะการต่อสู้ที่มีชื่อเสียงในซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกากล่าวว่า "คุณไม่สามารถเห็นจิ้งของอาจารย์หวังได้ มันดูลึกลับมาก เพราะว่าเมื่อท่านสัมผัสถูกตัวคุณ คุณก็ปลิวออกไปแล้ว โดยไม่สามารถเห็นจิ้งของท่านปรากฎออกมาเลย ในการฝึกถึงระดับนี้ จะต้องมีความหยุ่นและเบามากๆ ถ้าคุณมีความแข็งเกร็ง คุณจะไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้ ถ้าคุณยังมีจิ้งที่สามารถมองเห็นได้ คุณย่อมถูกโต้กลับ เพราะมองเห็นหรือรู้สึกถึงพลังของคุณ" ดังในคัมภีร์กล่าวไว้ว่า "ไม่มีใครรู้ฉัน มีแต่ฉันที่รู้เขา" ถ้าตราบใดที่ยังเป็นจิ้งที่เห็นได้ คู่ต่อสู้ก็สามารถยืมพลังนั้นมาใช้กลับคืนแก่คุณ ดังนั้นถ้าเป็นอั้นจิ้งหรือจิ้งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ เนื่องจากเป็นการใช้จิตเป็นตัวสั่งการ จึงเป็นการยากที่คู่ต่อสู้จะตรวจสอบพบและตอบโต้กลับได้
วิธีของอาจารย์หวังคือ การคงสภาวะของความเบาและหยุ่น ขณะที่ตรวจสอบรากของคู่ต่อสู้ ทันใดที่ท่านพบรากและศูนย์ถ่วง ร่างของคู่ต่อสู้ก็กระเด็นออกไปหรือลื่นไถลออกไปราวกับลื่นหกล้มบนลานน้ำแข็ง โดยที่อาจารย์หวังไม่ต้องใช้ความพยายามในการเอาชนะ ท่านเน้นที่สมาธิจิตมากกว่าความแข็งแกร่งของร่างกาย โดยมุ่งเน้นให้ทั้งร่างกายภายในและภายนอกสัมพันธ์กัน ท่านไม่ใช้ร่างกายในการนำท่วงท่า แต่ใช้จิตและลมปราณในการนำท่วงท่า โดยมีเคล็ดที่สำคัญอยู่ 4 คำ คือ
ฟู (ฮู ภาษาแต้จิ๋ว) หมายถึง สภาพจิตที่เบาอย่างมาก สั่งออกมาครอบคลุมหรือปิดคลุมพลังของคู่ต่อสู้เอาไว้ และส่งพลังนั้นลงสู่พื้นดิน การใช้จิตควบคุมชี่นั้นมีสภาวะเหมือนกับแมวที่กำลังเล่นเหยื่ออยู่
ไก้ (ไก่ ภาษาแต้จิ๋ว) มีลักษณะคล้ายกับฟู แต่ใช้จิ้งมากขึ้นในการปิดคลุมพลังของคู่ต่อสู้
ตุ้ย (ตุ่ย ภาษาแต้จิ๋ว) ใช้เมื่อคู่ต่อสู้ใช้จิ้งออก ก็จะส่งอี้และชี่ไปยังเท้าของคู่ต่อสู้ แต่คู่ต่อสู้ไม่สามารถทำได้เช่นนั้น ต้องใช้แรงกระด้างเข้าต้านทาน ดังนั้นสามารถควบคุมคู่ต่อสู้และสามารถเปลี่ยนแปลงแรงของเขาได้อย่างง่ายดาย การที่สามารถเปลี่ยนจากเร็วเป็นช้า จากช้าเป็นเร็วในทันทีหรือบัดเดี๋ยวมี (พลัง) บัดเดี๋ยวไม่มี (พลัง) เปลี่ยนไปได้ในทันทีทันใดไม่สามารถทำได้โดยอาศัยพลังจากร่างกาย แต่ต้องอาศัยพลังแห่งจิตและความสงบนิ่ง
ทุน (ทุง ภาษาแต้จิ๋ว) หมายถึงการดูดกลืนอี้ (จิต) ชี่ (ลมปราณ) และจิ้ง (พลัง) ของคู่ต่อสู้จนเขาไม่สามารถออกพลังได้
การฝึกฝนของอาจารย์หวังล้วนแต่เป็นการฝึกภายในทั้งสิ้น การฝึกมี 3 ระดับ คือ
1 ภายนอกขับเคลื่อนท่าร่าง แต่ภายในไม่เคลื่อนไหว นี่เป็นการเคลื่อนไหวของบุคคลธรรมดาทั่วไป
2 ภายนอกเคลื่อนและภายในเคลื่อน อันนี้ยังไม่สมบูรณ์ดีพอ
3 ภายนอกไม่มีการขับเคลื่อน แต่การขับเคลื่อนมาจากภายใน นี่คือสิ่งที่อาจารย์หวังได้รับมาจากอาจารย์หม่า
อาจารย์หวังเล่าถึงระดับกำลังภายในของอาจารย์หม่าว่า ท่าน (อาจารย์หม่า)สามารถยืนด้วยขาเดียว แล้วให้คน 6 คนยืนเข้าแถวเรียงเดี่ยวรวมพลังกันผลักอาจารย์หม่า โดยที่ไม่สามารถผลักอาจารย์หม่าให้ล้มลงได้ ยิ่งไปกว่านั้น ขณะเดียวกันอาจารย์หม่ายังสามารถทำให้คนที่ 3 หรือคนที่ 4 หรือใครก็ตามในแถวล้มลงได้ ซึ่งไม่ได้มีการนัดหมายกันมาก่อนเลย ถ้าคนทั้ง 6 มีระดับฝีมือที่ดี พวกเขาจะรู้สึกถึงพลังที่ขึ้นมาจากพื้นเข้าร่างกายของพวกเขา แต่ถ้าทั้ง 6 คนมีระดับฝีมือต่ำแล้ว พวกเขาจะล้มลง อาจารย์หวังเล่าต่อว่า ครั้งหนึ่ง อาจารย์หม่ายืนโดยเท้าข้างหนึ่งยืนเต็มเท้า ส่วนอีกข้างหนึ่งเพียงวางปลายเท้าแตะไว้ข้างหน้าเท่านั้น แล้วให้คนที่แข็งแรงมาก 2 คน มาดึงเท้าข้างที่วางเพียงปลายเท้าแตะพื้นไว้นั้น ถึงจะลากจะดึง หรือจะยกอย่างไรก็ตาม ก็ไม่สามารถทำให้อาจารย์หม่าขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อย ที่เป็นเช่นนี้เพราะอาจารย์หม่าได้จมจิตและลมปราณลึกลงไปในพื้นดินในระดับที่ลึกมาก ทำให้เขามีความมั่นคงอย่างยิ่ง อีกเหตุผลหนึ่งคือ ท่านสามารถดูดกลืนพลังของคนทั้งสอง ทำให้คนทั้งสองไม่มีพลังที่จะใช้ฉุดดึงเท้าของอาจารย์หม่าได้

อาจารย์หวังไม่ค่อยได้ฝึกอาวุธกับอาจารย์หม่ามากนัก เนื่องจากฝึกกันภายในบ้าน แต่มีอยู่วันหนึ่ง ท่านได้ฝึกวิชาทวนกับอาจารย์หม่าที่สนามของโรงเรียน อาจารย์หม่าได้เอาทวนไปแตะทวนของอาจารย์หวังเพียงเบาๆ อาจารย์หวังรู้สึกสะดุ้งขึ้นทั้งตัวราวกับว่าถูกไฟช๊อต "มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ ท่านไม่ได้ใช้พลังออกมา มันแค่เป็นการแตะอย่งช้าๆ เท่านั้นเอง" "ครั้งหนึ่ง อาจารย์หม่าวางมือไว้บนไหล่ขวาของผม ส่งจิตและลมปราณเข้ามา แล้วทันใดนั้น ผมรู้สึกเลยว่าไม่สามารถเคลื่อนไหวได้"
ในปี 1977 อาจารย์ได้ทำการสาธิตมวยไท่เก๊กในสวนสาธารณะของเมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีผู้ชมอยู่ราว 300 คน อาจารย์หม่าและศิษย์ในอีก 6-7 คน สาธิตการรำมวยเร็วของตระกูลอู๋และสาธิตการผลักมือ ลูกศิษย์เหล่านั้นไม่สามารถยกขาของอาจารย์หม่าขึ้นมาได้ นอกจากนั้นยังถูกทำให้ล้มลงไปตามๆ กัน ระหว่างการสาธิตการผลักมือนั้น เนื่องจากอาจารย์หม่าสามารถทุ่มลูกศิษย์ออกไปอย่างง่ายดาย โดยการสัมผัสเพียงเล็กน้อย ในกลุ่มผู้ชมก็ส่งเสียงที่แสดงถึงความไม่เชื่อถือออกมา และขอให้อาจารย์หม่าแสดงของจริงออกมาให้ดูดีกว่า ทั้งนี้เนื่องจากเหล่าผู้ชมไม่เข้าใจในสิ่งที่ได้เห็นนั้น ในที่สุดอาจารย์หม่าได้ออกปากเชิญให้ใครก็ได้ที่รู้จักการผลักมือ และคิดว่ามีฝีมือดี ให้มาผลักมือกับท่าน มีอยู่ 6 คนที่ขึ้นไปลองแล้วก็ถูกอาจารย์หม่าจับโยนออกไปอย่างง่ายดาย
![]() | ![]() |
| อ. หวังเหาต้า | |
อาจารย์หวังเล่าว่า อาจารย์หม่าซึ่งอายุได้ 97 (อาจารย์หม่าได้ถึงแก่กรรมในปีถัดมา ในปี ค.ศ.1998) มีสุขภาพที่สมบูรณ์มาก เพราะการเคลื่อนไหวและอิริยาบทต่างๆ ทำงานด้วยจิตและลมปราณ "ถ้าคุณใช้กำลังกาย คุณจะเหนื่อยล้า แต่ถ้าใช้จิตมาควบคุมการเคลื่อนไหว คุณจะไม่เหนื่อยล้า" ทุกๆ คนมีอี้ (จิต) ซึ่งนั่นเป็นสำนึกและความตั้งใจ เช่น "ฉันจะโยนเธอขึ้นไปบนฟ้า" แต่ว่าการใช้จิตอย่างเดียวย่อมไม่สัมฤทธิ์ผล ดังนั้นจิตต้องมีชี่ (ลมปราณ) มาช่วย และชี่นี่เองสามารถนำมาใช้งานได้มากหลาย เพราะมันมีพลังการขับเคลื่อน เมื่ออี้และชี่ร่วมประสานกันจะสามารถทำงานนั้นได้ โดยอาศัยร่างกายเป็นผู้รับคำสั่งอีกทอดหนึ่ง ทั้งสามอย่างก็จะทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ การพัฒนาความสามารถอันนี้ต้องอาศัยการรำมวยมากๆ
อาจารย์หวังเรียนมวยไท่เก๊กกับอาจารย์หม่าเยี่ยเหลียง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1961-1982 เป็นระยะเวลาถึง 21 ปี โดยเรียนกันตอนเย็น ซึ่งมีศิษย์ในมาเรียนเพียง 1-3 คนเท่านั้น อาจารย์หม่ารักลูกศิษย์คนนี้ ถึงแม้ว่าอาจารย์หวังเป็นคนรูปร่างเล็กแต่ก็มีความมุมานะ ขยันหมั่นเพียร อาจารย์หม่ามักจะกล่าวชมเชยท่ามวยของท่าน ในการฝึกผลักมือ อาจารย์หวังมักจะถูกอาจารย์หม่าทุ่มอยู่บ่อยๆ และนี่เป็นส่วนที่ช่วยให้ท่านเข้าใจในทักษะของอาจารย์หม่าได้ หลังจากการเรียนผลักมือในแต่ละครั้งและรับรู้ถึงพลังของอาจารย์หม่าแล้ว อาจารย์หวังจะรีบไปยังสวนสาธารณะเพื่อเอา "ความรู้สึก" ที่ตัวเองสัมผัสและซึมซับมานั้นไปทดลองกับคนอื่น
ในช่วงของการปฏิวัติวัฒนธรรม อาจารย์หม่าไม่สามารถสอนมวยอย่างเปิดเผยได้ เพราะทางรัฐบาลจะส่งคนมาสอดส่องและควบคุมเอาไว้ (ในยุคของการปฏิวัติวัฒนธรรมนั้น ชาวจีนในประเทศจีนถูกห้ามมิให้ฝึกวิชามวยทุกชนิด ถือว่าเป็นความงมงายและล้าหลัง) ในช่วงนั้นบางครั้ง อาจารย์หวังมีโอกาสได้เรียนเพียงสัปดาห์ละครั้งเท่านั้น บางครั้งต้องไปพบกับอาจารย์ที่ตลาด เมื่ออาจารย์หม่าออกไปจ่ายตลาด เมื่อพบกันก็จะบอกกล่าวเคล็ดวิชาให้ไปฝึกกันเอง
สิ่งที่อาจารย์หวังได้ร่ำเรียนจากอาจารย์หม่าคือ ชุดมวยไท่เก๊กตระกูลอู๋, ชุดมวยเร็ว, การฝึกฉันซือจิ้งหลายรูปแบบ, การฝึกพื้นฐานของผลัง, การออกพลัง, การฝึกลมปราณ และการผลักมือแบบต่างๆ รวมทั้งมวยชุดเผ้าฉวย ซึ่งสิ่งที่สอนนั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างที่มิได้สอนแก่ศิษย์ทั่วไป (จึงเรียกศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดในลักษณะนี้ว่าศิษย์ใน) อาจารย์หวังเล่าว่า ท่านได้รับรสชาติของมวยไท่เก๊ก และซึมซับความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย เนื่องจากท่านได้ผลักมือกับอาจารย์หม่าเกือบทุกวันเป็นระยะเวลา 14-15 ปี "มวยตระกูลอู๋ให้ผลดีมากในการพัฒนาพลังรูปเกลียว (ฉันซือจิ้ง) ในการร่ายรำมวย ฉันซือจิ้งจะปรากฏชัดเจน แม้นิ้วมือก็ยังปรากฎพลังรูปเกลียว
การฝึกฝนการรำมวย (ชุดช้า) เป็นระยะเวลายาวนานจะทำให้ภายในร่างกายผ่อนคลายและมีความยืดหยุ่น พลังจากนั้นก็ควรฝึกมวยเร็ว ซึ่งไม่ใช่ท่าทิศตรง 4 ทิศของแนวทางมวยช้า แต่เป็นท่าทิศมุมเฉียง 4 ทิศ ซึ่งจะครบ 8 ทิศ ตามทิศทางและหลังของโป๊ยก่วย (แปดทิศ) การก้าวย่างของมวยชุดเร็ว เบา และเป็นการก้าวยาว มวยชุดนี้มีความสวยงามและแฝงเทคนิคของการต่อสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกพลัง (ฟาจิ้ง) "จุดศูนย์กลางหมุนได้เร็ว เอวผ่อนคลาย และการโคจรของตันเถียน (ตังชั้ง) รวดเร็ว มันเน้นการเปลี่ยนแปลง ความเบา และความปราดเปรียว" ชุดมวยเผ้าฉวยใช้พลังที่แกร่งขึ้น เน้นการพัฒนาคุณภาพของอี้ (จิต) และจิ้ง (พลัง) อาจารย์หม่าบอกว่ามวยชุดนี้ภายในร่างกายต้องผ่อนคลายและอ่อนหยุ่นอย่างสมบูรณ์แบบ ถ้าผู้ฝึกยังมีความแข็งเกร็งอยู่ ก็ไม่สามารถร่ายรำมวยชุดนี้ได้อย่างถูกต้องแล้ว
อาจารย์หวังชอบการร่ายรำมวยมาก ทุกๆ เช้าจะร่ายรำ 5 รอบ โดยใช้เวลาแต่ละรอบ 12-15 นาที หลังจากร่ายรำจบ ท่านจะรู้สึกถึงความสดชื่น ความอบอุ่น พลังชี่ที่ไหลเวียนในร่างกายอาจารย์หวังกล่าวว่า สำหรับระดับของท่านแล้ว การใช้เวลารำมวยรอบละ 15 นาที ถือว่าเหมาะสมที่สุด ถ้าเป็นบุคคลอื่นท่มีฝีมือระดับต่ำลงไป ควรจะอยู่ที่รอบละ 30 นาทีจึงจะดี ท่านเองไม่รู้สึกว่าการรำมวยรอบละ 15 นาทีจะสูญเสียคุณภาพไป เนื่องจากท่านยังสามารถรักษาความสมดุล การหยั่งราก รวมทั้งการเหยียดขยายภายในร่างกายได้ ท่านยังคงฝึกชุดมวยเร็วและชุดเผ้าฉวยตามปกติ ระหว่างการฝึกชุดมวยช้า ท่านจะเน้นที่ความผ่อนคลาย ความสงบ และความรู้สึกภายใน ท่านยังคงจดจำสิ่งที่อาจารย์หม่าได้สอนเอาไว้อย่างดี


