ประสบการณ์การฝึกมวยไท่เก๊กของอาจารย์หวังเหาต้า (ตอนที่2)
ประสบการณ์การฝึกมวยไท่เก๊กของอาจารย์หวังเหาต้า (ตอนที่2)
โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com)
ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิตปีที่ 2 ฉบับที่ 13
การใช้พลัง
เมื่อเวลาที่ท่านร่ายรำมวย บางครั้งท่านเปลี่ยนอัตราความเร็วในการร่ายรำ เปลี่ยน
จากเร็วเป็นช้า จากช้าเป็นเร็วในทันทีทันใด เปลี่ยนจากแกร่งเป็นอ่อนหยุ่น จาก
อ่อนหยุ่นเป็นแกร่งในทันทีทันใด บางครั้งก็ปล่อยพลังออกมา (ฟาจิ้ง) แต่การ
ร่ายรำโดยทั่วไปแล้ว ท่านใช้อัตราความช้าที่คงที่ในแนวทางตามปกติทั่วไป
เป็นการฝึกเพื่อพัฒนาความสมดุลของท่าร่าง แต่ทว่าภายในนั้นขาดความตื่นตัว
การฝึกฝนจงติ้ง (จงติ้ง คือการรักษาจุดศูนย์ถ่วงให้อยู่ภายในฐานอยู่ตลอด
จึงทำให้การยืนและท่าร่างมีความหนักแน่นมั่นคงตลอดเวลา) ส่วนใหญ่แล้ว
ฝึกฝนโดยการร่ายรำมวยชุดในทุกๆ อิริยาบถ ไม่ว่าซ้ายขวา ขึ้นหน้า ถอยหลัง
ขึ้นบน ลงล่าง ต้องให้มีจงติ้งอยู่ตลอด และจงติ้งนั้นจะเปลี่ยนไปตามอิริยาบถ
และท่วงท่าที่แปรเปลี่ยนไป ในการฝึกจงติ้งให้สำเร็จนั้น ผู้ฝึกฝนจะต้องสร้าง
ให้เกิดภาวะสมดุลของร่างกายที่ดี ซึ่งหมายความว่าจะต้องจมชี่และจิ้งลงไปยัง
พื้นดิน ในเวลาเดียวกันนั้น ภายในร่างกาย เช่น ภายในหน้าอก ท้อง กระดูกสัน
หลัง มิ่งเหมิน (คือจุดเหมี่ยมึ้งที่อยู่ในเส้นลมปราณพิเศษตก ซึ่งแล่นตามแนว
กระดูกสันหลัง และจุดนี้จะอยู่ตรงข้ามกับสะดือ) และทุกๆ ที่ภายในร่างกาย
จะต้องเคลื่อนไหว มีชีวิตชีวา ไม่ติดขัด ในตอนท้ายของทุกๆ ท่วงท่า จะต้อง
จมลงสู่พื้นและฝ่าเท้าก็จะต้องกดลงไปในพื้นโลก (เป็นการใช้จิตนึกเอา ไม่ใช่
การเอาฝ่าเท้าอัดลงไปจริงๆ) จอร์จ ซู เล่าว่า การหยั่งรากของอาจารย์หวัง
ต้องมีอย่างน้อย 3 ฟุต ลึกลงไปในพื้นดิน ซึ่งคนทั่วไปนั้นอย่างมากก็จะมีแค่
เพียง 2-3 นิ้วฟุต แต่ไม่มีใครที่สามารถรู้ได้ว่ารากของอาจารย์หม่านั้นลงลึก
ไปเท่าใด

ท่ามวยของอาจารย์อู๋เจี้ยนเฉวียน
อาจารย์หวังกล่าวว่า จงติ้งจะต้องซ่อนความแกร่งและหยุ่นไว้ภายในซึ่งจะ
สามารถทำให้เปลี่ยนแปลงจากแกร่งเป็นหยุ่น จากหยุ่นเป็นแกร่งได้โดยไม่
สามารถมองเห็นได้จากภายนอก อีกแง่มุมหนึ่งคือต้องผสมผสานการเก็บ
และปล่อยพลัง ซึ่งจะก่อให้เกิดความสมดุลทางพลศาสตร์อันจะทำให้สามารถ
ปล่อยพลังออกไปได้ด้วยระดับความเร็วหรือช้าได้อย่างฉับพลัน พลังสามารถ
ปรากฏและอันตรธานไปได้ในทันที การเก็บพลังเป็นการดูดซับพลังจาก
ภายนอกด้วยความเบาและหยุ่นมาก เป็นการผสานของอี้ (จิต) และชี่
(ลมปราณ) ไม่ใช่เป็นการผสานกันทางกายภาพ ในทำนองเดียวกัน การ
ปล่อยพลังก็ใช้อี้และชี่ในการปล่อยพลัง ไม่ใช่การปล่อยพลังทางกายภาพ
หรือการใช้แรงแข็งขืน อาจารย์หวังย้ำว่าการมุ่งเน้นเรื่องพลัง จะทำให้บุคคล
นั้นถูกจำกัดความสามารถในการบรรลุถึงฝีมือในระดับสูง
ครั้นเมื่อจงติ้งเริ่มมีเริ่มเกิดขึ้นแล้ว จงติ้งจะเชื่อมสัมพันธ์กันกับพลังของฟ้า
และพลังของดิน (พลังของฟ้า พลังของดิน รวมกับจงติ้ง ซึ่งเป็นพลังของ
มนุษย์ เรียกว่าซันไฉ หรือซำไช้ในภาษาแต้จิ๋ว) อาจารย์หวังเล่าต่อว่า เมื่อ
ใดที่ทิ้งพลังจากตันเถียนลงไปยังพื้น เมื่อนั้นจะเกิดพลังระเบิดออกมา ซึ่ง
สามารถโยนคู่ต่อสู้ให้กระเด็นออกไปได้ ซึ่งพลังนี้คือ พลังจมหรือเฉินจิ้ง
(ติ่มแก่ในภาษาแต้จิ๋ว) จอร์จ ซู กล่าวเสริมว่าการทิ้งพลังจากตันเถียน
เปรียบดั่งการทิ้งระเบิดจากตันเถียนลงสู่พื้นเกิดแรงระเบิดที่พื้น และพื้นนั้น
ก็กระจายขึ้นมาราวกับดอกไม้เบ่งบาน ทั้งนี้ไม่ได้อาศัยความพิเศษทางกาย
ภาพ หรือการเคลื่อนไหวที่พิเศษแต่ประการใด แต่เป็นการใช้จิตไม่ใช่เป็น
การใช้กำลัง
อาจารย์หวังเล่าว่า โดยปกติแล้วอาจารย์หม่ามักไม่ค่อยจะอธิบายในเรื่อง
วิธีการใช้ของท่วงท่าในการต่อสู้ เนื่องจากอาจารย์หม่าเชื่อว่าถ้าใครก็ตาม
ที่มีรูปมวยที่ดีแล้ว และคนผู้นั้นสามารถใช้จิต และพลังภายในได้อย่างถูก
ต้อง เมื่อนั้นการโต้ตอบ (ต่อการต่อสู้) ก็จะออกมาเองโดยธรรมชาติ "บาง
ครั้งอาจารย์หม่าก็มีพูดถึงบ้างแต่ก็ไม่มากนัก ส่วนใหญ่แล้วจะใช้การผลัก
มือ มาแสดงถึงวิธีการใช้" การฝึกฝนเพื่อพัฒนาฝีมือให้ขึ้นสู่ระดับสูงนั้น
ต้องใช้เวลาที่ยาวนาน หลังจากที่อาจารย์หวังร่ำเรียนอยู่กับอาจารย์หม่า
อยู่ 5-6 ปี การผลักมือก็เริ่มก้าวเข้าสู่ระดับสูง ความชำนาญอยู่ในขั้นดี
จอร์จ ซู เสริมว่า นั่นทำให้คนอื่นไม่สามารถหาราก หรือจุดศูนย์ถ่วงของ
ท่านได้ ท่านมีความชำนาญและมีความปราดเปรียวมาก

อาจารย์หม่าเยี่ยเหลียง
ระบบมวยไท่เก๊กตระกูลอู๋ของอาจารย์หม่าเยี่ยเหลียงมีหลักการฝึกพื้นฐาน
ของระบบภายในด้วยวิธีการพิเศษ ซึ่งมีการฝึกพลังที่เป็นเส้นโค้ง การฝึก
ปล่อยพลัง (ฟาจิ้ง) ด้วยท่าเดี่ยว และการฝึกระบบภายในของร่างกาย
การฝึกฉันซือจิ้ง (พลังรูปเกลียว) ซึ่งทุกๆ อิริยาบทประกอบไปด้วยการ
เคลื่อนไหวที่เป็นรูปเกลียว รวมทั้งการยืดขยายภายในอย่างสมบูรณ์แบบ
การเคลื่อนของแขน ไม่ใช่เพียงแต่การเคลื่อนไหวของแขนเดี่ยวๆ เท่านั้น
แต่เป็นการเคลื่อนไหวร่วมกันของทั่วทั้งร่างกาย เพื่อการผลักดันให้แขน
เคลื่อนไป และทั้งอี้ (จิต) และชี่ (ลมปราณ) ก็เคลื่อนเป็นรูปเกลียวด้วย
มิใช่เพียงแต่ภาวะทางกายภาพเท่านั้น อิริยาบททั้งหมดล้วนยืดขยาย
ด้วยความผ่อนคลาย ไม่มีการใช้กำลังหรือความพยายามในการยืด
ขยายนั้นๆ การยืดขยายทำในขอบเขตเท่าที่จำเป็นโดยไม่มีการใช้
กำลัง แต่ใช้อี้และชี่ในการสั่งงานเพื่อการยืดขยาย
อาจารย์หวังกล่าวว่า มีฉันซือจิ้งมากมายหลายชนิดที่ไม่ได้ฝึกขึ้นมา
จากการร่ายรำมวยชุด แต่ฉันซือจิ้งหลากชนิดเหล่านี้ สามารถทำให้
การร่ายรำท่ามวยชุดพัฒนาขึ้นได้ และทำให้ภายในของร่ายกายมีชีวิต
ชีวา จอร์จ ซู บอกว่า อาจารย์หวัง ในเวลาสอนลูกศิษย์ จะให้ลูกศิษย์
ฝึกฉันซือจิ้งให้หนัก เพื่อเป็นตัวเสริมให้กับการร่ายรำมวยชุด "มันเป็น
ส่วนสำคัญของการฝึกฝนเลยทีเดียว แต่อาจารย์หวังก็ยังให้ความสำคัญ
กับการร่ายรำมวยชุดอย่างมาก" "การทำอย่างไรให้ภายในร่างกายมี
ชีวิตชีวา ให้เคลื่อนไหวได้ตามที่ต้องการนั้น เป็นความสามารถพิเศษ
ของอาจารย์หวังเลย คนบางพวกจะมุ่งสนใจในพลัง และบางพวกก็
ให้ความสนใจกับร่างกายภายนอก พลังที่ได้เกิดจากโครงสร้างของ
ร่างกาย กล้ามเนื้อ และกระดูก พวกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับการ
ฝึกภายในร่างกาย ตันเถียน ภายในหน้าอก ท้อง และอื่นๆ"
ยามเมื่ออาจารย์หวังร่ายรำมวย ท่านต้องการให้เกิดผลทางด้านการ
บริหารร่างกายในระดับสูงสุด ไม่เพียงแต่ผลการบริหารสูงสุดทาง
ด้านโครงสร้างร่างกาย กล้ามเนื้อและกระดูก ท่านยังต้องการให้เกิด
ผลสูงสุดกับภายในร่างกายด้วย อาจารย์หวังจะใช้จิต ซึ่งคือความคิด
ความตั้งใจไปบอก หรือสั่งงานอยู่เสมอๆ ให้ภายในร่างการเคลื่อนไหว
เมื่อนั้น ภายในก็จะขับเคลื่อนสู่ภายนอกร่างกายตามลำดับ ดังนี้ คือ
เริ่มที่จิตสั่งงาน จากนั้นชี่ (ลมปราณ) ก็จะเคลื่อนไปตามส่วนของ
ร่างกายที่จิตสั่งการ จากนั้นร่างกายจึงจะเคลื่อนไหวตาม ในทางกาย
ภาพ คนส่วนใหญ่มักคิดที่จะใช้การเคลื่อนไหวภายนอกเพื่อก่อเกิด
เผิงจิ้ง (พลังพื้นฐานของมวยไท่เก๊กที่จำเป็นจะต้องฝึกฝนให้ก่อเกิด
ขึ้นมา) ในระดับสูง แต่หารู้ไม่ว่า ถ้าใข้ภาวะภายนอกมาขับเผิงจิ้ง
ยิ่งมากเท่าใดภายในก็จะยิ่งอ่อนแอมากขึ้นเท่านั้น
ในขั้นต้น คุณจะมีภาวะทางกายภาพมากเมื่อมีการใช้กำลัง แต่เมื่อคุณ
เริ่มใช้จิต ใช้พลังรูปเกลียวแล้ว เมื่อนั้นอาการเกร็งก็จะลดน้อยลงไป
ร่างกายก็จะผ่อนคลายและมีชีวิตชีวาขึ้น อาจารยหวัง ซึ่งมีอายุ 73 ปี
แต่ภายในร่างกายดุจดั่งคนที่มีอายุเพียง 32 ปี ภายในของท่านสดชื่น
และมีชีวิตชีวามาก การเคลื่อนไหวภายในของอาจารย์หวัง ไม่เพียง
แต่เป็นการเคลื่อนชี่ให้โคจรเท่านั้น การทำงานของร่างกายภายในของ
ท่าน ประหนึ่งดังการเล่นดนตรี เป็นศิลปะอย่างหนึ่งเลยทีเดียว อาจารย์
หวังเอาจิตเข้าประกอบกับพลังภายใน ซึ่งรวมถึงชี่ (ลมปราณ) ความ
สามารถของกล้ามเนื้อ การบิดหมุนของกระดูกสันหลัง การพับของ
ท้องและหน้าอก และทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายในร่างกายล้วนเคลื่อน
ไหว ซึ่งจุดประสงค์อันหนึ่งก็คือทำให้ทุกส่วนที่อยู่ภายในร่างกาย
มีความยืดหยุ่น มีความคล่องชำนิชำนาญดุจดั่งการควบคุมนิ้วมือ
ของตนเอง

จอร์จ ซู
จอร์จ ซู เล่าว่า ฝีมือการผลักมือของอาจารย์หวัง ไม่ใช่เกิดจากการ
ที่มีพลังหรือการที่ท่านมีเทคนิคที่ดี แต่เพราะว่าจงติ้งของท่านต่างหาก
"ศูนย์ถ่วงของท่านยอดเยี่ยมมาก ศูนย์ถ่วงมีความมั่นคงมาก และไม่
สามารถจับได้ คุณไม่สามารถค้นหาศูนย์ถ่วงของท่านได้ ศูนย์ถ่วง
ของท่านเปลี่ยนตำแหน่งอยู่ตลอดเวลา" ร่างกายท่อนบนของอาจารย์
หวังตรง และเบา ในขณะที่ท่อนล่างนั้นจมลงประหนึ่งถูกขันเกลียว
ไว้กับพื้นโลก
จงติ้งของอาจารย์หวัง ไม่ใช่มีเพียงแต่ในแนวดิ่งเท่านั้น ทุกๆ ส่วน
ของร่างกายมีความสมดุลมาก ผู้ฝึกที่ยิ่งมีฝีมือสูงและลึกล้ำมากขึ้น
เท่าไร จงติ้งของเขาจะยิ่งแคบบางลงตามฝีมือที่ลึกล้ำขึ้น สำหรับ
ผู้ที่มีฝีมืออยู่ในระดับต่ำ จงติ้งจะกว้างหนา จงติ้งของอาจารย์หม่า
แคบบางมากจนไม่สามารถค้นพบได้ แต่เมื่อท่านแตะถูกตัวของผู้อื่น
ท่านจะพบจงติ้งของคนคนนั้นในทันที สืบเนื่องมาจากที่คนเหล่านั้น
มีจงติ้งที่กว้างหนา กระบวนการในการพัฒนาจงติ้งก็คือ ผู้ฝึกจะ
พยายามให้ร่างกายมีความสมดุลอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่แต่ละส่วน
ของร่างกายมีการเคลื่อนไหว แม้แต่ในขณะที่ยืนอยู่บนขาเพียงข้าง
เดียว จอร์จ ซู เสริมว่า คุณจะต้องพยายามหมุนเจาะลงไปในพื้นโลก
(กระบวนการนี้เป็นการใช้จิตนึก ไม่ได้เจาะลงไปในพื้นจริงๆ) ร่าง
กายท่อนบนจะต้องผ่อนคลาย ไม่เกร็ง ต้องมีชีวิตชีวา กล้ามเนื้อจะ
รัดแน่นแข็งเกร็งไม่ได้ ถ้าเกร็ง จงติ้งก็จะสูญเสียประสิทธิภาพไป
คุณจะถูกโยกคลอนได้อย่างง่ายดาย
ผู้ที่เริ่มต้นฝึกฝน กล้ามเนื้อบริเวณขาจะถูกใช้งาน ทำให้รู้สึกปวดเมื่อย
แต่เมื่อเขามุ่งความสนใจไปอยู่ภายในร่างกายแทน ไม่สนใจกับกล้าม
เนื้อขาอีก ก็จะทำให้ความปวดเมื่อยลดน้อยลงไปจนไม่มีอยู่ แต่
กระนั้นก็ตามก็ไม่ได้หมายความว่ากล้ามเนื้อที่บริเวณขาจะไม่ได้ถูก
ใช้งาน มันยังคงถูกใช้งานอยู่ในลักษณะของผู้สนับสนุน อาจารย์หวัง
ได้เล่าต่อว่า หลังจากที่ฝึกฝนผ่านไป 10 ปี ความชำนาญในการใช้ชี่
และอี้เริ่มพัฒนาขึ้นมามาก ซึ่งท่านบอกว่ามวยไท่เก๊กตระกูลอู๋นั้น ที่
มีชื่อเสียงอันเนื่องมาจากการที่ผู้ฝึกฝนสามารถดูดซับพลังของคู่ต่อสู้
และคู่ต่อสู้ก็จะกระเด็นออกไป "มันเป็นการใช้ความชำนาญของอี้และ
ชี่ในการผลักคู่ต่อสู้ มิใช่ใช้กำลังในการผลัก" เมื่อฝีมือของอาจารย์หวัง
พัฒนาขึ้นมาแล้ว ท่านก็พบว่า เมื่อท่านวางมือไว้บนตัวของผู้อื่น คน
ผู้นั้นจะแข็งเกร็ง และไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ และในทันใดนั้น
อาจารย์หวังก็จะสามารถรับรู้ถึงรากของคนผู้นั้น
