ประสบการณ์การฝึกมวยไท่เก๊กของอาจารย์หวังเหาต้า (ตอนที่3)
ประสบการณ์การฝึกมวยไท่เก๊กของอาจารย์หวังเหาต้า (ตอนที่3)
โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com)
ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิตปีที่ 2 ฉบับที่ 14
ประวัติอาจารย์หม่าเยี่ยเหลียง
นอกเหนือจากการฝึกฝนการร่ายรำมวยชุดเพื่อพัฒนาจงติ้งแล้ว การผลักมือ
(ทุยโส่ว) ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อการพัฒนาประสาทสัมผัส เทคนิค และความ
คล่องแคล่ว แต่เมื่อฝึกฝนการผลักมือ สิ่งสำคัญคือ จะต้องไม่ใช้กำลัง เพราะ
ว่าจะเป็นการขัดขวางต่อการพัฒนาประสาทสัมผัสและความคล่องแคล่ว
"เมื่อมีคนบุกมาด้วยกำลัง คุณจะสัมผัสได้ถึงศูนย์กลางของเขาได้ในทันที
แต่ถ้าคุณใช้กำลังในการผลักมือกับเขา คุณจะพัฒนาได้เพียงแค่เทคนิคและ
ความแข็งแกร่งเท่านั้น แต่จะไม่สามารถพัฒนาความสามารถทางด้านจิต
อันมีอี้และชี่ได้"
"เมื่อคุณอาศัยความสามารถของอี้และชี่ คุณจะสามารถเคลื่อนไหวภายใน
ได้ ถ้าหากมีบุคคลที่มีพลังแข็งแกร่งเข้ามา เขาจะไม่สามารถตรวจคุณได้
เพราะเขาเพียงสามารถจับและตรวจสอบเพียงสภาพภายนอกของคุณเท่า
นั้น" อาจารย์หวังสาธยาย
เมื่อคุณใช้ภายในของคุณเป็นตัวดึง คนนั้นจะต้องถูกคุณดึงมาและเมื่อคุณ
มีความคิดซึ่งคือ จิต ที่หันไปทางซ้าย เขาก็จะลอยไปทางซ้าย และถ้า
ความคิดหรือจิตของคุณไปทางขวา เขาก็จะลอยไปทางขวา เนื่องจากการ
ที่เขาไม่สามารถควบคุมภายในของคุณได้ อาจารย์หวังกล่าวยกย่องอาจารย์
หม่าว่า เป็นคนที่มีเมตตาและทำอะไรจริงจังมาก "อาจารย์เป็นคนที่สงบสันติ
และดีต่อผู้อื่นมากๆ ท่านไม่มีความถือดีหยิ่งยะโสและไม่เคยโกรธใครเลย"
อาจารย์หวังได้เล่าถึงเรื่องที่อาจารย์หม่าได้พบกับผู้ท้าประลอง เมื่อสมัยที่
อาจารย์หม่าได้ย้ายไปอยู่ที่จุงกิง ในมณฑลเสฉวน ในปี ค.ศ. 1937 หลัง
จากที่ทหารญี่ปุ่นยกกำลังทหารเข้าบุกประเทศจีน อาจารย์หม่าซึ่งต้องสอน
มวยไท่เก๊กเพื่อการเลี้ยงชีพได้ถูกครูมวยท้องถิ่นเขม่นเอา เพราะคิดว่า
อาจารย์หม่าได้ไปแย่งลูกศิษย์จากครูมวยเหล่านั้น
มีครูมวยคนหนึ่งได้มาท้าประลองด้วย แต่อาจารย์หม่าไม่ต้องการที่จะสู้
ท่านได้ปฏิเสธการท้าประลองถึงสามครั้งสามครา เมื่อครูมวยผู้นั้นได้มา
ท้าประลองเป็นครั้งที่สี่ อาจารย์หม่าจึงได้พูดขึ้นว่า "ถ้าคุณต้องการสู้จริงๆ
ละก็ให้ไปที่บ้านของผม" ครูมวยคนนั้นจงได้ไปตามที่อาจารย์หม่าบอก
เมื่อพบหน้ากัน อาจารย์หม่าได้ถามขึ้นว่า "คุณรู้จักการผลักมือหรือเปล่า"
ครูมวยคนนั้นตอบกลับมาว่า "ไม่ ผมไม่รู้เกี่ยวกับการผลักมืออะไรทั้งนั้น"
ดังนั้นอาจารย์หม่าจึงพูดขึ้นว่า "เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นผมจะยืนอยู่ตรงนี้
เชิญป้อนกระบวนท่า"
ครูมวยคนนั้นมีฉายาว่าฝ่ามือทรายแดง เนื่องจากเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญวิชา
ฝ่ามือพิษ ซึ่งเป็นวิชาที่คล้ายคลึงกับวิชาฝ่ามือทรายเหล็ก ครูมวยผู้นั้น
ได้ผลักฝ่ามือทั้งคู่ไปยังชายโครงของอาจารย์หม่า อาจารย์หม่าได้คว้า
แขนทั้งคู่นั้นและได้ดูดซับพลังของครูมวยคนนั้น จากนั้นจึงปล่อยพลัง
ออกไป ครูมวยคนนั้นได้ปลิวกระเด็นออกไปและล้มเอาหลังฟาดพื้น
อาจารย์หม่าได้เข้าไปช่วยประคองเขาขึ้นมาและช่วยนวดที่หลังให้ ครู
มวยคนนั้นได้กลับไปเล่าให้อาจารย์ของเขาและครูมวยท่านอื่นๆ ได้
ทราบ และได้กล่าวคำยกย่องอาจารย์หม่าว่า เป็นบุคคลที่เขาให้ความ
นับถืออย่างมาก พวกเขาได้ทราบความจริงในภายหลังว่า ที่แท้แล้ว
อาจารย์หม่าเยี่ยเหลียงคือบุตรเขยของอู๋เจี้ยนเฉวียน ผู้เป็นปรมาจารย์
มวยไท่เก๊กตระกูลอู๋นั่นเอง เมื่อครูมวยเหล่านั้นได้รู้ความจริงว่า อาจารย์
หม่าเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง จึงตัดสินใจไม่หาเรื่องหาราวอีกต่อไป

อาจารย์หวังเล่าสืบต่อไปว่า มีอีกครั้งหนึ่งเมื่อสมัยที่อาจารย์หม่าพักอยู่
ในนครเซี่ยงไฮ้ ในปี ค.ศ. 1968 ซึ่งอยู่ในช่วงของการปฏิวัติวัฒนธรรม
มีชายคนหนึ่ง ซึ่งมีฉายาครึ่งฟ้าหูหนาน ได้มาท้าประลอง ครึ่งฟ้าหูหนาน
คนนั้นเป็นแพทย์ และยังได้ฝึกฝนมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง ตระกูลอู๋ มวย
ปากั้ว (แปดทิศ) และมวยสิงอี้ ซึ่งเขาก็เป็นนักสู้ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ครึ่ง
ฟ้าหูหนานได้เดินทางไปยังนครเซี่ยงไฮ้ พร้อมกับลูกศิษย์อีกสองคน
เพราะได้ยินเสียงร่ำลือว่าอาจารย์หม่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในมวยไท่เก๊ก และ
มีฝีมือในการผลักมืออยู่ในระดับที่สูงส่ง หกโมงเช้าของเช้าวันหนึ่ง ครึ่ง
ฟ้าหูหนานได้มาถึงบ้านของอาจารย์หม่าเพื่อท้าประลอง อาจารย์หม่าได้
กล่าวปฏิเสธอยู่สามครั้ง ครั้งที่สี่ก็ได้กล่าวขึ้นว่า "คุณต้องการผลักมือ
กับผมให้จงได้หรือ" และแล้วทั้งคู่ก็เข้าผลักมือกัน อาจารย์หม่าได้ใช้อี้
และชี่เข้าครอบคลุมพลังของครึ่งฟ้าหูหนาน ทำให้ครึ่งฟ้าหูหนานไม่
สามารถใช้พลังออกมาได้ และเริ่มมีอาการสั่นคลอนราวกับถูกเขย่า แต่
เขาก็ยังไม่รู้สึกยอมรับนับถือเพราะเขามีความคิดว่าเขายังไม่ได้พ่ายแพ้
ครึ่งฟ้าหูหนานได้บอกอาจารย์หม่าว่า เขาต้องการลองอีกครั้งหนึ่ง และ
ในครั้งนี้ครึ่งฟ้าหูหนานได้ใช้ความรุนแรงมากกว่าครั้งแรก อาจารย์หม่า
ได้ดูดพลังจากหลังของครึ่งฟ้าหูหนานจนเขาไม่สามารถหยั่งรากลงได้
และไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ อาจารย์หม่าได้ทำให้ครึ่งฟ้าหูหนานล้มลง
บนพื้นอย่างนุ่มนวล ท่านไม่ต้องการทำร้ายใครให้ได้รับบาดเจ็บ อีกทั้ง
ยังไม่ต้องการก่อเรื่องก่อราวใดๆ ในระหว่างยุคของการปฏิวัติวัฒนธรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์หม่าได้ถูกทางการสอดส่อง และกดดันอยู่
จากนั้นครึ่งฟ้าหูหนานได้ลุกขึ้น และได้รู้ซึ้งว่าฝีมือของอาจารย์หม่านั้น
ลึกล้ำอย่างยิ่ง
อาจารย์หวังกล่าวว่าอาจารย์หม่า ไม่เชื่อถือในเรื่องที่สามารถผลักคนให้
กระเด็นออกไปโดยไม่ได้สัมผัสถูกตัวของฝ่ายตรงข้ามเลย ท่านเชื่อถือ
แต่ว่าต้องเกิดภาวะทางกายภาพ โดยต้องแตะถูกตัวของคู่ต่อสู้เสียก่อน
จึงจะสามารถส่งพลังผ่านไปยังคู่ต่อสู้ได้ อาจารย์หม่าไม่เชื่อว่าจะมีมนต์
มายาใดๆ มากระทำเช่นนั้นได้ อาจารย์หม่าได้มีการสาธิตมวยไท่เก๊ก
ครั้งสุดท้ายที่นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุได้ 96 ปี ในการสาธิต
การผลักมือ ท่านสามารถผลักลูกศิษย์หกคนให้กระเด็นออกไปได้
อาจารย์หวัง ซึ่งได้ร่ำเรียนวิชามาตั้งแต่อายุ 37 ปี มีความรู้สึกถึงสุข
ภาพของท่านที่นับวันนับปีจะดีขึ้นเรื่อยๆ มีพละกำลังมากขึ้น ท่านมี
สุขภาพที่ดี มีการย่อยอาหารที่สมบูรณ์ มีหลักการยืนและการเดินที่มั่น
คงในสมัยที่เริ่มฝึกมวยไท่เก๊กนั้น ท่านมีสุขภาพที่ย่ำแย่มาก คือ มีโรค
ไขข้ออักเสบ ริดสีดวงทวาร กระเพาะอาหารอักเสบ และยังมีโรคอื่นๆ
อีก
เพื่อการพัฒนาชี่ อาจารย์หวังใช้การหายใจแบบปฏิภาค (เรียกอีกอย่าง
ว่าการหายใจแบบก่อนฟ้า คือ เมื่อหายใจเข้าท้องยุบ หายใจออกท้อง
พอง) โดยให้การหายใจสัมพันธ์กับท่วงท่า และใช้จิตประกอบเข้าด้วย
แล้วการพัฒนาของชี่จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น "รูปแบบของท่ามวยที่ดี
ถูกต้อง มีการใช้จิตที่ถูกต้องบวกกับการผ่อนคลายของร่างกาย จะทำ
ให้ชี่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างอัตโนมัติ ถ้าร่างกายไม่มีความสมดุลและไม่ตั้ง
ตรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่าคุณไม่มีความสามารถในการควบคุม
ความสมดุลภายในร่างกายแล้ว คุณย่อมไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่าง
อิสระ การจัดให้ร่างกายตั้งตรงอยู่ตลอดจะสามารถทำให้ชี่เคลื่อนไปได้
อย่างเสรี และก็สามารถพัฒนาจิตให้เข้มแข็งขึ้นได้โดยง่าย
เมื่อถูกตั้งคำถามถึงท่าทางของมวยไท่เก๊กตระกูลอู๋ ที่มีลำตัวเอนไป
ด้านหน้านั้น อาจารย์หวังกล่าวว่า ถึงแม้ท่าทางภายนอกจะเอนไปข้าง
หน้า แต่จุดสำคัญอยู่ที่ภายในตั้งตรง ในทำนองเดียวกัน ภายในต้อง
มีความสมดุลด้วย ไม่เพียงแต่มีความสมดุลทางท่าทางภายนอก
เท่านั้น อาจารย์หวังได้สาธิตให้เห็นว่า แม้ท่าทางภายนอกของท่าน
จะเอนไปด้านหน้าก็ตาม แต่กระนั้นท่านก็ยังมีความสมดุลอยู่ และ
สามารถเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายได้โดยไม่ปรับเปลี่ยนโครง
สร้างของท่วงท่าแต่ประการใด
รูปมวยที่มีการเอนไปข้างหน้านั้น เป็นผลมาจากการพัฒนามวยไท่เก๊ก
ตระกูลอู๋ของอาจารย์อู๋เจี้ยนเฉวียน ซึ่งบิดาของอู๋เจี้ยนเฉวียนได้ร่ำ
เรียนมาจากหยางปันโหวบุตรของหยางลู่ฉาน ผู้เป็นปรมาจารย์มวย
ไท่เก๊กตระกูลหยาง เมื่อครั้งหยางปันโหวย่างเข้าวัยชรา ท่านได้เปลี่ยน
รูปแบบของมวยให้กระชับขึ้นและวงการเคลื่อนไหวเล็กลง แต่เพิ่ม
ระดับของชี่และอี้ให้เข้มขึ้น
ในสมัยที่หยางปันโหวยังเป็นวัยรุ่นอยู่นั้น ท่านมักจะประลองและต่อสู้
กับผู้อื่นอยู่เสมอ และการต่อสู้นั้นท่านจะปล่อยพลังออกมามาก มีอยู่
วันหนึ่งหยางปันโหวกลับเข้าบ้านอย่างอารมณ์ดี และเล่าให้บิดาฟัง
ด้วยความภูมิใจว่า วันนี้ในการประลอง ท่านสามารถผลักทุ่มคู่ต่อสู้
กระเด็นออกไปได้ถึงสามเมตร แต่หยางลู่ฉานผู้เป็นบิดากล่าวว่า
"อย่าเพิ่งดีใจไป จงมองดูที่แขนเสื้อของเจ้าก่อน เห็นไหมว่ามันได้
ขาดไป ทั้งนี้เพราะว่าเจ้าได้ปล่อยพลังออกไปมากเกิน จนทำให้แขน
เสื้อขาด นั่นหมายความว่าเจ้าใช้จิ้ง (พลังที่ปล่อยออกไป) มากไป
ในระดับสูงนั้น จะใช้พลังแต่น้อย แต่สามารถทำให้คู่ต่อสู้ปลิวออก
ไปได้เช่นกัน" คำสั่งสอนของบิดาในครั้งนั้นได้ทำให้หยางปันโหวคิด
ได้ว่า "ท่านพ่อพูดถูก แขนเสื้อของเราขาดไป แสดงว่าฝีมือของเรา
ยังไม่ดีพอ"
ดังนั้น หยางปันโหวจึงคร่ำเคร่งฝึกฝีมือให้สูงขึ้น และพัฒนาอี้และชี่
ให้เข้มยิ่งขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้พลังมากมายเกินความจำเป็น ครั้น
เมื่อหยางปันโหวล่วงเข้าวัยชรา ท่ามวยของท่านเล็กลง และฝีมือของ
ท่านได้พัฒนาถึงขอบเขตที่คนอื่นมองไม่เห็นการใช้พลังของท่าน
ในยามที่ท่านทุ่มคู่ต่อสู้ออกไป และนี่คือสิ่งที่มวยไท่เก๊กตระกูลอู๋ได้
รับสืบทอดมาจากการพัฒนาของหยางปันโหว
ในสมัยที่หม่าเยี่ยเหลียงร่ำเรียนจากอู๋เจี้ยนเฉวียน ท่านเป็นหนึ่งใน
สามของศิษย์ใน อีกสองท่านคือ อู๋กงอี้ ซึ่งเป็นบุตรชายของอู๋เจี้ยน
เฉวียน และโจวโส่วชุน ซึ่งเป็นลูกของน้องสาว ซึ่งทั้งสามท่าน
มีแนวทางฝีมือที่แตกต่างกัน อู๋กงอี้พลังภายในแข็งแกร่ง และมี
เทคนิคในการต่อสู้มากมาย ส่วนหม่าเยี่ยเหลียงเน้นพัฒนาที่อี้และ
ชี่ และลดการเคลื่อนไหวที่มองเห็นจากภายนอกลงไปให้มีเท่าที่
จำเป็นเท่านั้น โดยไม่มีเทคนิคอะไรมากนัก แต่มีจงติ้งที่ยอดเยี่ยม
ส่วนโจวโส่วชุนมีร่างกายที่ราวกับทำด้วยยาง มีความยืดหยุ่นสูง
มาก มีความคล่องแคล่ว และไม่มีใครสามารถจับการเคลื่อนไหว
ภายในของท่านได้
(จบ)
