ข้อควรรู้ของผู้ฝึกใหม่

ข้อควรรู้ของผู้ฝึกใหม่

ลำดับการฝึกฝีมือของมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง

โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com)

ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิตปีที่ 2 ฉบับที่ 18

 

ลำดับการฝึกฝีมือของมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง แบ่งออก เป็น 3 ขั้น

ขั้นแรก คือ การฝึกร่างกาย ขั้นที่สอง ฝึกลมปราณ ขั้นที่สาม เป็นการฝึกสติและจิตวิญญาณ

อันที่จริงแล้วทั้งสามอย่าง ถ้าให้แบ่งแยกการฝึกให้เป็นเอก เทศโดยไม่สัมพันธ์กันย่อมเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ว่าแต่ละ ขั้นตอนจะฝึกเน้นไปที่หลักนั้นๆ คือ ในขั้นตอนแรกจะเป็น การเน้นการฝึกให้แขนขาและร่างกายไม่ใช้แรง และเกิด ความอ่อนหยุ่น

ขั้นตอนต่อไป เน้นการฝึกลมปราณให้สมบูรณ์ และขั้นตอน ที่สาม เน้นการฝึกสติและแจิตวิญญาณให้เข้าสู่ความนิ่ง และสงบอย่างเต็มที่

ทั้งสามขั้นตอนเป็นการฝึกจากภายนอกเข้าสู่ภายใน จาก ความเต็ม (คือความมี) ไปสู่ความว่าง (คือความไม่มี) จากความเคลื่อนไหวไปสู่ความสงบนิ่ง เป็นหลักเป็นเกณฑ์ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

ในการเริ่มฝึกมวยไท่เก๊ก เมื่อติดตามฝึกฝนท่ามวยกับอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญจนครบทั้งชุดแล้ว จากนั้นผู้ฝึกจะต้องมีความขยัน หมั่นเพียร และมีความมานะบากบั่นในการฝึกฝีมือ ซึ่งเรียกว่า การรำมวย ในการฝึกการรำมวยในแต่ละวัน จะต้องพยายาม เพิ่มระดับของความผ่อนคลาย และความอ่อนหยุ่นของร่าง กาย โดยการรำมวยอย่างช้าๆ ให้มีระดับความช้าที่สม่ำเสมอ ใช้ความเบา และให้ข้อต่อทุกข้อร้อยเรียงกัน ซึ่งความช้าจะ ง่าย แต่จะให้ระดับความช้ามีความสม่ำเสมอกันนั้นค่อนข้าง ยาก ผู้ฝึกที่เอาใจใส่ และมีความละเอียดอ่อน ส่วนใหญ่จะ ให้ความสำคัญกับสองหลักนี้

ส่วนความเบา (คือการไม่ใช้แรง) กับข้อต่อทุกข้อร้อยเรียง กัน มีความขัดแย้งกับความคุ้นเคยในการใช้แรงในชีวิตประ จำวันของเราทุกคนเป็นอย่างมาก จึงมักถูกมองข้ามความ สำคัญของหลักสองข้อนี้ไปหรือไม่ก็มองมันอย่างผิวเผิน จึงปฏิบัติตามหลักสองข้อนี้อย่างหยาบๆ ขาดความเอาใจ ใส่และขาดความละเอียดลออ

และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำไมมีคนเป็นจำนวนมากฝึกฝนมวย ไท่เก๊กมานานหลายๆ ปี ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงและรับรู้รส ชาติแห่งมวยไท่เก๊กได้ ฝีมือไม่ได้พัฒนาขึ้นแต่อย่างใด ควรรู้ว่าความเบา คือเหตุปัจจัยให้เกิดความผ่อนคลาย และ อ่อนหยุ่น ถ้าหากไม่สามารถเบาได้ก็ไม่สามารถเข้าสู่แนว ทางแห่งความอ่อนหยุ่นได้ตลอดกาล อันว่าความอ่อนหยุ่น นี้คือจิตวิญญาณอันแท้จริงของมวยไท่เก๊ก

มวยไท่เก๊กให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการที่ร่างกายทั้งร่าง เป็นหน่วยเดียวกัน เช่นในคัมภีร์มวยกล่าวถึง "(ถ้าหาก) ไม่มีส่าวนใดเคลื่อนไหว ก็จะไม่เคลื่อนไหว" "บน (และ) ล่าง (เคลื่อนไหว) ตามกัน" และ "ภายในและภายนอก สัมพันธ์กัน"

ในเวลาที่รำมวย อย่างแรกที่จะต้องปฏิบัติในแต่ละท่วงท่า ให้ได้คือ บนล่างต้องตามกัน แต่ไม่ใช่ว่าการที่ข้างบนซึ่ง มีมือและแขนเคลื่อนไหวแล้ว ข้างล่างก็เคลื่อนไหวด้วย แล้วเรียกว่าบนล่างตามกัน ที่ถูกต้องก็คือ ในแต่ละท่วง ท่าแขนขาเริ่มเคลื่อนพร้อมกัน และเมื่อถึงจุดสุดท้ายของ ท่วงท่านั้นๆ แขนขาก็จะต้องถึงจุดสุดท้ายพร้อมๆ กันด้วย จึงจะเรียกได้ว่าบนล่างตามกัน

นอกจากนี้ยังมีการหมุนเอว การเปิดหว่างขา เป็นต้น ก็ เคลื่อนไหวพร้อมกันไปด้วยประกอบเข้าด้วยกัน ถ้าดูกัน แบบหยาบๆ ก็จะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่จริงมันไม่ใช่ เรื่องที่ง่ายดายเลย เพราะมวยไท่เก๊กเป็นวิชาที่ต้องอาศัย ความละเอียดอ่อน คนที่ขาดความละเอียดอ่อนจึงยากที่ จะฝึกให้สำเร็จได้

ผู้ฝึกที่ไม่ได้รับการถ่ายทอดวิชาที่แท้จริง หรือไม่ก็เป็นคน ที่ขาดความรอบคอบ ขาดความพิถีพิถัน ก็จะปรากฎว่า ขาจะถึงจุดสุดท้ายของท่าก่อน หลังจากนั้น มือ แขน จึง จะถึงจุดสุดท้ายของท่วงท่า บนล่างจึงไม่ตามกัน และ ร่างกายก็ไม่เป็นหน่วยเดียวกัน

ถ้าหากฝึกฝนในลักษณะนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็จะไม่สามารถ ประสบความสำเร็จในการฝึกฝนเพื่อการต่อสู้ป้องกันตัว ได้ ในเวลาที่ผลักมือ (ทุยโส่ว) เมื่อต้องการสลายพลัง ก็สลายได้ไม่ดี ยามต้องการปล่อยพลัง ก็ปล่อยไม่ออก

ส่วนในเรื่องของภายนอกภายในสัมพันธ์กัน ต้องฝึกท่า มวยจนจบชุดแล้ว และฝึกพื้นฐานของบนล่างตามกันได้ พอสมควรแล้ว จึงจะมาฝึกกันในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นการฝึกฝน การใช้ใจนึกคิด เพื่อนำการเคลื่อนไหวตามลำดับก่อน หลังของข้อต่อส่วนต่างๆ เพื่อให้เข้ากฎเกณฑ์ของข้อต่อ ร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ยามเมื่อเคลื่อนไหวในลักษณะดึง กลับ เมื่อยามเก็บพลังกลับมาเตรียมพร้อม ก็ให้ใช้ใจนึก ถึงการเก็บกลับและการดึงกลับ

เมื่อท่วงท่าเป็นการเปิดออก ยื่นออก เป็นการปล่อยพลัง ใจก็คิดตามการเคลื่อนไหวนั้นๆ การเคลื่อนไหวใดๆ ล้วน ต้องใช้จิตคือใจ ไปนึกคิดถึงในการชักนำการเคลื่อนไหว นั้นไปตลอดเวลา

นี้คือการเคลื่อนไหวโดยมีจิตสำนึกกำกับอยู่ตลอดเวลา ของการรำมวย ไม่ใช่การที่สักแต่ว่า แขน ขา ร่างกาย เคลื่อนไหวไปตามความเคยชินที่เคยรำมวยอยู่ทุกวัน เรียกว่าการเคลื่อนไหวโดยขาดจิตสำนึก

เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับท่ามวยแล้ว ร่างกายและแขนขาก็เริ่ม อ่อนลง ไม่แข็งกระด้าง และเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่ ละท่วงท่าก็ไม่จำเป็นต้องใช้ความจำในการเคลื่อนไหว ท่วงท่า และเนื่องด้วยการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างช้าๆ ลมหายใจเข้าออกก็จะลึกและยาวอย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่อพูดถึงชี่กง มีคนจำนวนไม่น้อยรู้สึกถึงเรื่องนี้ว่า เป็น เรื่องลึกลับพิสดาร เนื่องจากได้รับอิทธิพลมาจากนิยาย หรือภาพยนต์กำลังภายใน ที่จริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องลึก ลับพิสดารอะไรเลย ชี่กงก็คือการฝึกฝนชี่ หรือลมปราณ หรือก็คือการฝึกลมหายใจ ถึงแม้ว่ามวยไท่เก๊กจะเป็น วิชาบู๊ แต่ก็เป็นวิชาบู๊ในแนวบุ๋น มีการเคลื่อนไหวที่เนิบ ช้า การหายใจที่ลึกยาว ดังนั้นมวยไท่เก๊กจึงเป็นวิชา ชี่กงแบบธรรมชาติ เป็นการฝึกวิชาบู๊ที่ผสมผสานกับ วิชาชี่กง

ท่ามวยนั้นต้องการความถูกต้องตามกฎเกณฑ์ เมื่อ ชำนาญในท่วงท่าแล้ว การฝึกฝนชี่ก็เป็นเรื่องที่เป็น ธรรมชาติอย่างที่สุด ไม่ใช่ใช้การบีบบังคับลมหาย ใจเข้าออกให้ผสมผสานกับท่วงท่า แต่ลมหายใจ เข้าออกนี้จะเข้าผสมผสานกับท่วงท่าเองอย่างเป็น ธรรมชาติ มีบางคนใช้การฝืนบังคับลมหายใจให้เข้า กับท่วงท่า

ในผู้ฝึกใหม่นั้น ระดับความช้าของท่วงท่าในแต่ละคน ย่อมไม่เท่าเทียมกัน ความแข็งแรงของร่างกายและ สุขภาพก็แตกต่างกัน ความยาวของลมหายใจก็ย่อม มีความแตกต่างกันด้วย ดังนั้นการบังคับลมหายใจ ให้เข้ากับท่วงท่า จะมีผลทำให้การฝึกฝนไม่เป็นไป แบบธรรมชาติ และอาจมีผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย อีกด้วย

มีครูมวยบางคนทำให้ลูกศิษย์เห็นว่าการหายใจประ กอบกับท่ามวยเป็นเรื่องปกปิดที่ไม่ถ่ายทอดให้ใคร โดยง่าย ทำเป็นเรื่องลึกลับ นี่เป็นการปลูกฝังความ คิดความเข้าใจที่ผิดๆ

เมื่อฝึกฝีมือถึงขั้นนี้แล้ว คือลมหายใจเข้าผสมผสาน กับท่วงท่าอย่างเหมาะเจาะ เนื่องจากลมปราณภาย ในสมบูรณ์ อวัยวะภายในได้รับการบริหารมามาก แล้ว มีโรค โรคก็ทุเลา หรือหายไป หากไม่มีโรค อะไร ร่างกายแข็งแรงอยู่แล้ว ก็จะยิ่งแข็งแรงขึ้นไป

เมื่อถึงระดับนี้ ก็ควรที่จะฝึกการผลักมือ (ทุยโส่ว) ฝึกฝนแรงฟัง (คือความสามารถในการอ่านคู่ต่อสู้ ด้วยการสัมผัส) การฝึกมวยก็จะมีความเพลิดเพลิน และค่อยสามารถนำกฎเกณฑ์ของมวยไท่เก๊กไปใช้ ในชีวิตประจำวันได้ ตัวอย่างเช่นการเดินเหิน ก็จะ รู้สึกว่าฝีเท้ามีความเบา และเดินได้เร็วขึ้น แต่ไม่รู้ สึกว่าเหน็ดเหนื่อย การทำงานมีสติเต็มพร้อม และ ไม่รู้สึกล้า ในการทำงานที่ต้องใช้แรงงานก็รู้สึกได้ ว่าประหยัดแรงไปได้ถึงครึ่งหนึ่ง แต่ก็ได้ผลงานที่ดี

ตอนที่อยู่ในระดับของการฝึกชี่ แน่นอนว่าการฝึก ร่างกายก็ยังคงดำเนินต่อไป เพราะมวยไท่เก๊กใช้ การรำมวยซึ่งเป็นพื้นฐานที่นำมาใช้พัฒนาให้เกิด ผลสำเร็จในกฎเกณฑ์ทุกอย่าง ไม่ว่าการฝึกร่างกาย การฝึกชี่ จนถึงภายหลังเป็นการฝึกสติ และจิต วิญญาณ (ความสงบในความเคลื่อนไหว) ล้วน แล้วแต่ใช้การรำมวยมาฝึกฝนพัฒนาเพื่อให้ถึงจุด สำเร็จทั้งสิ้น แม้จะแบ่งการฝึกออกเป็นสามระดับ แต่ที่จริงแล้วทั้งสามอย่างนี้ไม่สามารถแบ่งแยก ออกเป็นเอกเทศได้ และแต่ละระดับก็ไม่มีขอบ เขตของมันเอง

เมื่อถึงขั้นตอนของการฝึกสติและจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นฝีมือระดับสูง ถึงตอนนี้ร่างกายมีความ อ่อนหยุ่นอย่างมากแล้ว ลมปราณก็สมบูรณ์ พร้อม ในการฝึกก็เพียงเน้นในเรื่องการใช้สติ และ ควบคุมไว้ภายในให้เกิดความสวบนิ่ง ร่างกาย จะสูญเสียกำลังในการรำมวยเพียงน้อยนิดเท่านั้น พลังบริสุทธิ์จะถูกสะสมอยู่ในร่างกายเพิ่มขึ้น เรื่อยๆ สุขภาพร่างกายก็จะยิ่งแข็งแรงขึ้น

มาถึงตอนนี้ ในแนวทางการต่อสู้ ก็แสวงหาการ สลายพลัง การเปลี่ยนแปลงให้สู่ความว่างเปล่า ฝีมือจะเข้าสู่ระดับที่ลึกล้ำ ระดับฝีมือนี้ ในเวลา ที่เปลี่ยนแปลงแรงของคู่ต่อสู้ เขาจะไม่รู้ได้เลย ว่าแรงของเขาที่ออกมาได้ถูกเปลี่ยนไปแล้ว แม้แต่การปล่อยพลังออกไป คู่ต่อสู้โดนเข้าแล้ว ก็ยังไม่รู้ได้ก็ยังไม่รู้ได้เลยว่าถูกตีได้อย่างไร ผู้ฝึกมวยไท่เก๊กในระดับทั่วไป เมื่อผลักมือกับ ระดับยอดฝีมือ จะพบว่าตัวเองไม่สามารถเคลื่อน ไหวได้ดั่งใจ ใช้แรงออกไปก็ทำอะไรเขาไม่ได้ ไม่ใช้แรงก็ทำอะไรไม่ได้ จะถอยก็ไม่ได้ จะบุก ก็บุกไม่เข้า มีแรงก็ใช้แรงไม่ออก หาจุดที่จะ ออกแรงไม่ได้ นับได้ว่ามีความพิสดารนัก