ข้อควรรู้ของผู้ฝึกใหม่

ข้อควรรู้ของผู้ฝึกใหม่

เสาะหาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ

โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com)

ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิตปีที่ 2 ฉบับที่ 17

 

ความคิดเห็นของผู้ฝึกมวยไท่เก๊กในเรื่องของการใช้จิต ไม่ใช้ กำลัง ในรายที่เป็นผู้ฝึกใหม่ มีความรู้สึกถึงเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่อง ของนามธรรมที่ไม่สามารถสัมผัสลูบคลำได้ เกิดความรู้สึก มืนงงไม่เข้าใจในหลักการนี้ เนื่องจากระบบการฝึกฝนต้อง ฝึกฝนจนสำเร็จได้ด้วยตนเอง ซึ่งต่างกับวิชาหมัดมวยและ กายบริหารชนิดอื่นๆ ดังนั้นผู้ฝึกใหม่จึงเพียงรู้ว่าการเคลื่อน ไหวแบบช้าๆ ก็คือ มวยไท่เก๊ก ไม่สามารถแบ่งแยกได้ว่า อย่างไหนจริง อย่างไหนปลอม อย่างไหนดีอย่างไหนไม่ดี กันแน่ ทำให้แต่ละคนไม่อาจพบพานอาจารย์ที่ดีได้ง่ายๆ รอจนฝึกฝนไปแล้วเป็นเวลาหลายปี ค่อยพบว่าตนเองไม่ได้ เรียนรู้แก่นแท้ของวิชา สาเหตุที่มักจะพบเห็นกันคือ ส่วนใหญ่ แล้ว ไม่ได้หลักเกณฑ์ที่เพียงพอ หรือได้หลักเกณฑ์ แต่ไม่ สามารถฝึกท่ามวยให้ดีได้ ฝึกฝนท่ามวยแบบผ่านๆ ไป ขาด ความละเอียดลออ บางคนฝึกไปแล้ว 10 กว่าปี ยังไม่ สามารถปล่อยพลังทำให้คู่ต่อสู้ล้มลงได้ เสียเวลาโดยเปล่า ประโยชน์

มวยไท่เก๊กซึ่งเป็นแนววิชาความรู้ที่เป็นนามธรรมนั้น หาก ต้องการฝึกให้เป็น เรียนรู้ให้จริง โดยผ่านการรับรู้อย่างเข้าอก เข้าใจด้วยตัวของตัวเอง ไม่ใช่เป็นเรื่องที่กระทำได้ง่ายเลย ที่ผ่านมาตนเอง ไม่พยายามฝึกฝนเป็นประจำ ไหนเลยจะเข้า ใจถึงหลักเกณฑ์ของวิชามวยได้ ความเห็นต่อวิชามวย ไท่เก๊ก ย่อมไม่ตรงตามที่เป็นจริง

ในปัจจุบัน คนที่มีฝีมือทางมวยไท่เก๊กในระดับสูงนั้น มีอยู่ ไม่มาก นอกนั้นจะมีความรู้ในหลักทฤษฎีจริงๆ อยู่บ้าง ก็มี น้อยนัก กล่าวโดยสัตย์จริงแล้ว อาจารย์โดยทั่วไปมีระดับ ฝีมืออยู่ค่อนข้างจำกัด สามารถกล่าวได้ว่ามีความรู้อยู่บ้าง แต่หลักทฤษฎีก็ยังเข้าใจได้ไม่หมด ยังมีจุดที่เข้าใจผิดพลาด อยู่ กับคำเรียกหาว่า "อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญมวยไท่เก๊ก" นั้นยังห่างไกลอยู่

หลักของมวยไท่เก๊กต่างกันกับมวยภายนอก มวยไท่เก๊กไม่ ใช้พลังที่มองเห็นได้ทางภายนอก ไม่ใช้พลังแข็งกร้าว แต่ พลังที่ใช้เป็นพลังภายในไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก และเป็นพลังอ่อนหยุ่น ใช้ความเบาคล่องของทั้งร่างกาย ดังนั้น พลังชนิดนี้จึงไม่สามารถฝึกฝนให้เกิดขึ้นได้ในระยะ เวลาสั้นๆ ซึ่งมีศัพท์เฉพาะ ใช้เรียกพลังชนิดนี้ว่า "ต่งจิ้ง" ซึ่งถ้าต้องการให้เกิดพลังชนิดนี้ขึ้น ต้องรำมวย และผลักมือ เป็นระยะเวลานานถึง 9 ปี 10 ปี จึงจะเกิดขึ้นมาเองอย่าง สมบูรณ์ การฝึกฝีมือถึงระดับนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายดาย จึง ต้องมีอาจารย์มาคอยสั่งสอนชี้แนะ พวกเรานั้นค่อนข้าง ขาดแคลนอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ

ในสมัยโบราณ วิธีการเรียนการสอนนั้น ผู้เป็นอาจารย์จะ สอนท่ามวยให้แก่ศิษย์ครั้งละ 1-2 ท่า สามวันห้าวัน หรือ ไม่ก็สิบวันครึ่งเดือนให้หลัง เมื่ออาจารย์เห็นว่าท่าที่สอน ไป ฝึกได้พื้นฐานพอสมควรแล้ว จึงจะสอนต่อให้อีก 1-2 ท่า การฝึกในลักษณะช้าๆ แบบนี้ จะทำให้การปรับปรุง ท่วงท่า มีความถูกต้องมากขึ้น และมีผลที่ดี ดังนั้นการสอน มวยชุดหนึ่งจนจบ ต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งปี บางคนอาจ ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปีจึงจะเรียนจบชุดได้ ถ้ามองกันในมุม แคบอาจจะเห็นว่าวิธีการสอนแบบนี้เชื่องช้าเหลือเกิน รับ รองได้ว่าไม่ทันใจขาโจ๋สมัยนี้แน่ๆ แต่แท้ที่จริงแล้วต้อง เรียนต้องสอนกันอย่างแบบโบราณ ท่วงท่าจึงจะสมบูรณ์แบบ ถูกต้องตามหลักมีคุณภาพ จึงนับว่าเชื่องช้าไม่ได้ เพราะว่า ผู้เรียนจะมีพื้นฐานที่ดี สามารถฝึกต่อในระดับสูงขึ้นได้ง่าย

แต่ในสมัยใหม่นี้ไม่เหมือนกันแล้ว ตามสวนสาธารณะมักจะ เห็นอาจารย์หนึ่งคนนำการฝึกผู้คนหลายสิบคน จนอาจถึง จำนวนเป็นร้อย ดังนั้นการจะหาอาจารย์ที่มีความอดทน ความพยายามที่จะมาสอนทีละท่าสองท่านั้นจะมีน้อยมาก ส่วนใหญ่ที่เป็นคือ อาจารย์จำรำมวยทั้งชุด ส่วนลูกศิษย์ ที่มาเรียนก็รำตามอาจารย์ไปเรื่อยๆ จนจบชุด ผ่านวันเวลา ไปสักระยะหนึ่ง ก็จะรำได้หมดทั้งชุด แต่เนื่องจากคนผู้นั้น ไม่ได้รับการสอนทีละท่าโดยตรงจากอาจารย์ผู้สอน ท่วงท่า จึงไม่มีความถูกต้องอย่างแท้จริง หลักเกณฑ์ในท่วงท่ามวย ก็ผิดพลาด ไม่ถูกต้อง ได้เพียงแต่เลียนแบบได้คลับคล้าย คลับคลาเท่านั้นเอง ส่วนใหญ่แล้ว แม้แต่จะเลียนแบบให้ เหมือนได้ ยังยากเลย อย่าว่าแต่จะสามารถเลียนจิตสำนึกใน การร่ายรำเลย ดังนั้นจึงมักพบว่าคนที่ไปเรียนในลักษณะนี้ ไม่นานนักก็เลิกไปหาอาจารย์อีก เพราะคิดว่าสิ่งที่ร่ำเรียนก็ มีอยู่เพียงเท่านี้เอง กลับไปรำเองก็ได้ ทำไมจึงต้องมาอีก นี่แหละจึงเป็นจุดเสื่อมของมวยไท่เก๊กในปัจจุบัน

เมื่อได้ฝึกท่วงท่าของมวยไท่เก๊กจนจบชุดแล้ว ตรงนี้ยัง ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นมวยไท่เก๊กแล้ว แม้ว่าจะฝึกต่อไป อีกสองสามปี ก็ยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นอยู่ดี เนื่องจากมวยไท่เก๊ก ไม่ได้เน้นอยู๋ที่ท่วงท่า และรูปแบบภายนอกเท่านั้น ยังเน้นและ ให้ความสำคัญถึงเรื่องภายใน และสิ่งที่เป็นเรื่องของภายใน นั้นมีมากมายหลากหลายจริงๆ มีลักษณะที่โดดเด่นเป็นพิเศษ คุณยังต้องฝึกฝนอยู่ทุกๆ วัน ต้องทำการวิเคราะห์เจาะลึก อยู่ตลอดเวลา คอยให้อาจารย์มาชี้แนะทุกๆ อย่าง ต้องเป็น แบบค่อยเป็นค่อยไป หากวันใดฝึกจนมีสิ่งที่เรียกว่าภายในเกิด ขึ้นมาแล้ว (สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะรู้สึกได้ด้วยตัวเอง) จึงสามารถ เรียกได้ว่าเป็นแล้ว มีพื้นฐานที่ดีแล้ว ได้รับรู้รสชาดแห่งมวย แล้ว หลังจากนี้ยังต้องขยันขันแข็งฝึกต่อไปอีก เพื่อว่าความ รู้สึกรับรู้รสชาดแห่งมวยจะยิ่งล้ำลึกมากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อ ฝึกฝนไปแบบนี้ ความก้าวหน้าก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ หากทว่า ฝึกไปแล้ว ยังไม่สามารถรับรู้รสชาดแห่งมวยหรือการรับรู้นั้น ยังไม่ถูกต้อง ก็นับว่ายังว่างเปล่าอยู่ ยังไม่ใช่มวยไท่เก๊ก เปรียบดังนำเอาหม้อเปล่าขึ้นตั้งบนเตาไฟ ความก้าวหน้า ย่อมไม่บังเกิดขึ้น ยังคงรู้จักแต่การใช้พละกำลังอยู่ ตามที่ กล่าวมา การเลือกหาอาจารย์จึงต้องรอบคอบ ต้องดูให้ดี เสียก่อน

ตามนัยที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น เป็นเงื่อนไขสำหรับผู้ที่ต้องการ ฝึกเพื่อพัฒนาให้เป็นศิลปะป้องกันตัว แต่ถ้ามีจุดมุ่งหมายฝึก เพื่อสุขภาพ ให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น หรือเพื่อบำบัดโรคเรื้อรัง บางชนิดแล้ว กฎเกณฑ์ของท่ามวยจะผิดเพี้ยนไปบ้าง ก็มิ ใช่เรื่องสลักสำคัญนัก เพียงแต่ขยันฝึกฝนทุกวัน ไม่ว่าอากาศ จะร้อนหรือหนาวเย็นอย่างไรก็ไม่ขาดการฝึกฝน สุขภาพร่าง กายก็ย่อมจะแข็งแรงขึ้นเป็นลำดับได้อย่างแน่แท้ แต่ก็เป็น ที่แน่นอนว่าระดับของประสิทธิผลย่อมต้องแตกต่างกันกับ เงื่อนไขแรกแน่

ถึงแม้ว่าโชคดีได้พบพานอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเข้าแล้ว แต่ แล้วใช้เวลาฝึกกับในการศึกษากับอาจารย์เป็นเวลาเพียง สั้นๆ ก็ไม่อาจฝึกให้สำเร็จไปได้ หากว่าใช้เวลาในการติด ตามอาจารย์สักปีหนึ่ง หรือกว่านี้ไม่มาก ทางด้านภายนอก ของท่ามวยก็พอใช้ได้อยู่บ้าง แต่เนื่องด้วยกฎเกณฑ์ของ มวยจะปรากฎออกมายามแสดงท่วงท่า อาจารย์ที่มีความ รู้ความเข้าใจในหลักเกณฑ์ของมวยอย่างลึกซึ้ง จึงสามารถ แสดงหลักเหล่านี้ออกมา เมื่อยามร่ายรำในคนที่ฝึกใหม่ ย่อมมีความเข้าใจในหลักเกณฑ์อยู่ในขอบเขตที่จำกัด จึง มีความสามารถเพียงเลียนแบบท่าทางภายนอกของอาจารย์ ได้เพียงใกล้เคียงเท่านั้น เมื่อใดที่ห่างใกลจากอาจารย์ หลักต่างๆ ของท่วงท่าก็จะหนีหายไปโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เนื้อ รู้ตัวเลย เปลี่ยนไปเป็นท่าที่ประหลาดพิกลอย่างที่ผู้รำก็ ไม่อาจรู้ได้

คนในสมัยก่อน เมื่อฝึกฝีมือเอาจริงเอาจัง และทุ่มเทอย่าง เต็มสติกำลังความสามารถ ในหนังสือมวยไท่เก๊กเก่าที่เขียน เอาไว้มักอ่านพบว่า "คนนั้นติดตามฝึกจากอาจารย์ท่าน นั้นอยู่ 10 กว่าปี" ในลักษณะนี้ การติดตามอาจารย์ฝึกฝีมือ ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน คนในสมัยปัจจุบันทำไม่ (ค่อย) ได้เสียแล้ว ถ้าหากไม่ทำความเห็นว่า นี่เป็นเรื่องที่ต้องฟัน ผ่าอุปสรรคให้ผ่านพ้นไป อย่างน้อยที่สุดก็จะขาดความเข้า ใจต่อมวยไท่เก๊กที่แท้จริง ไม่แน่ว่าอาจจะแอบหัวเราะเยาะ คนโบราณที่โง่เขลาเบาปัญญาว่า ทำไมจึงต้องเสียเวลาและ ทุ่มเทอย่างนั้น แท้จริงคนโบราณมิได้มีสติปัญญาด้อยกว่า พวกเราในยุคปัจจุบันเลย และพวกเขาไม่ใช่ไม่เคยคิดที่จะ หาทางลัดเพื่อความสำเร็จ แท้จริงพวกเขามีญาณทัศนะที่ รู้ตัวเองเป็นอย่างดี รู้ว่าตัวเองเมื่อเปรียบเทียบกับอาจารย์ แล้ว ยังด้อยและห่างไกลอยู่มาก และได้รู้ถึงความลึกซึ้งเข้า ใจได้ยากของพลังฝีมือ ไม่มีทางที่จะเรียนลัดได้ คนที่จะ สำเร็จกิจการใหญ่ได้ต้องผ่านประสบการณ์ ผ่านการขัดเกลา ที่โชกโชนและยาวนาน

หยางลู่ฉานติดตามเฉินฉางซิงอยู่ 10 กว่าปี จึงจะสำเร็จ และออกท่องเที่ยวหาประสบการณ์ไปจนในที่สุดได้รับ สมญาว่า "หยางผู้ไร้เทียมทาน" ในเหล่าอาจารย์ผู้มีชื่อเสียง ต่างๆ ต่างก็ต้องติดตามอาจารย์ของตนเองเป็นระยะเวลาอัน ยาวนาน จึงจะมีฝีมือเช่นนั้นได้