แนวทางเพื่อนำเข้าสู่ประตูแห่งมวยไท่เก๊ก ตอน2

แนวทางเพื่อนำเข้าสู่ประตูแห่งมวยไท่เก๊ก ตอน2

(ตอนก่อน)

โครงสร้างการแบ่งระดับการเรียนการสอนวิชามวยไท่เก๊ก

เนื่องจากวิชามวยไท่เก๊กนั้นมีความละเอียดซํบซ้อนมาก ท่วงท่าหรือการเคลื่อนไหวต่างๆ ต้องการความถูกต้องแม่นยำอย่างสูง นอกจากนี้ ศิลปยุทธ์ชนิดนี้ยังให้ความสำคัญกับการ พัฒนาเพิ่มพูนทักษะต่างๆ ทีละเล็กละน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งความละเอียดอ่อนในการ ควบคุมจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึก และปฏิกริยาตอบโต้ต่างๆ กล่าวได้ว่า ไม่มีทางลัดในการ บรรลุสู่ความสำเร็จในวิชามวย รวมทั้งไม่แนะนำให้ผู้ใดพยายามสรรหาหรือออกแบบหลัก สูตรหรือวิธีการเรียนเร็วเรียนลัดใดๆ หนทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จมีเพียงความอุตสาหะ ความพยายามอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในการค่อยๆ ฝึกฝนเรียนรู้ สู่ความเข้าใจในหลักวิชาและ ทักษะที่ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้น รวมถึงการเข้าถึงรายละเอียดที่ละเอียดยิ่งๆ ขึ้น ในการควบคุมทั้ง ร่างกายและจิตใจ ทั้งนี้จากประสบการณ์ในการสอนวิชามวยไท่เก๊กมายาวนาน ท่าน อาจารย์หยางอวี๋ถิงได้แบ่งระดับการฝึกออกเป็นสามระดับ ซึ่งแต่ละระดับมีแง่มุมเฉพาะที่ ต้องเน้นย้ำหรือให้ความสำคัญ ดังนี้

ระดับที่ 1

1. เรียนรู้ท่ามวยทีละท่วงท่า เรียนการเคลื่อนไหวทีละการเคลื่อนไหว ปฏิบัติตามผู้ฝึกสอน หรือตำราคู่มือให้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะทำได้ การจะต่อท่าถัดๆ ไป จะกระทำก็ต่อเมื่อผู้ ฝึกสามารถทำท่าเดิมที่เรียนไปได้ค่อนข้างถูกต้องแล้ว ทั้งนี้ผู้ฝึกจะต้องฝึกท่วงท่าเดิมนั้น ซ้ำๆ หลายๆ ครั้งต่อเนื่องกัน เพื่อให้สามารถจดจำลำดับและรูปแบบท่าทางที่ถูกต้องได้ นอกจากนี้การยืนนิ่งๆ ในท่วงท่าใดท่าหนึ่งโดยปรับให้อยู่ในแง่มุมที่ถูกต้องเป็นเวลานาน หลายๆ วินาที จนถึงหลายๆ นาที ซึ่งเรียกว่าการยืนเสาหรือจั่นจวง เป็นวิธีการฝึกฝนที่ดีที่ สุดสำหรับการฝึกกำลังขา ฝึกแรงจม และฝึกความอดทน เพื่อสร้างความมั่นคงแข็งแรงให้ กับร่างกายช่วงล่างให้ประหนึ่งมีรากยึดติดกับพื้นดิน

การยืนจั่นจวงที่ถูกต้อง

การยืนจั่นจวงที่ถูกต้อง

2. สร้างนิสัยหรือความเคยชินใหม่ให้กับส่วนต่างๆ ของร่างกาย ให้ดำเนินตามหลักวิชามวย ไท่เก๊กโดยเฉพาะในจุดสำคัญต่างๆ ดังนี้

- ตั้งศีรษะให้ตรง ให้กระหม่อมตั้งขึ้นโดยไม่ออกแรงใดๆ ให้เสมือนหนึ่งมีเส้น ด้ายแขวนกระหม่อมลงมาจากด้านบน - กระดูกสันหลังทิ้งตัวลงมาในแนวดิ่ง กระดูกส่วนล่างตั้งตรง - เก็บอกเล็กน้อยให้เป็นธรรมชาติ - คลายกล้ามเนื้อหลัง ยกแผ่นหลังส่วนบนขึ้นเล็กน้อย - ปล่อยไหล่ให้ลดลงอย่งเป็นธรรมขาติ - ถ่วงศอกไว้ด้านล่างเสมอ

3. สร้างมโนคติที่ชัดเจนสำหรับลักษณะเฉพาะของการเคลื่อนไหวในการร่ายรำมวยไท่เก๊ก คือการผ่อนคลาย นิ่มนวล ช้า กลม และราบเรียบสม่ำเสมอ พยายามกำกับการเคลื่อนไหว ให้อยู่ในลักษณะนี้มากขึ้นๆ แม้ว่ามันอาจจะต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะสามารถกำจัดอาการ เก้งก้าง งุ่มง่ามและแข็งเกร็ง ซึ่งมักจะแสดงออกมาอย่างชัดเจนสำหรับผู้ฝึกใหม่ๆ ผู้ฝึกก็ ควรพยายามให้มากเพื่อปรับปรุงแก้ไขอาการต่างๆ เหล่านี้ออกไปทีละเล็กละน้อยในการ ฝึกแต่ละวัน ทั้งนี้หลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งปีหรือกว่านั้น การเคลื่อนไหวต่างๆ ก็จะเริ่ม ง่ายและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

อาจารย์ หวังเฟ่ยเซิง ร่ายรำมวยไท่เก๊ก

อาจารย์ หวังเฟ่ยเซิง ร่ายรำมวยไท่เก๊ก

ระดับที่ 2

1. เพิ่มรายละเอียดสำหรับท่ายากให้มากขึ้น เช่น ท่าที่ต้องวางน้ำหนักลงบนขาเพียงข้าง เดียวท่าหมุนตัวกลับหลังหัน หรืออื่นๆ

2. ปรับปรุงความสามารถในการคุมศูนย์กลางร่างกายอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้อยู่ในภาวะขาด สมดุล

3. ปรับปรุงการประสานงานระหว่าง มือ สายตา ลำตัว และเท้า ให้ความสนใจเป็นพิเศษ กับช่วงเอว สังเกตว่าเอวจะต้องมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาในทุกท่วงท่า อาจจะเล็กหรือ ใหญ่ หรือแม้เพียงเล็กน้อย โดยสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ทั้งนี้ โดยดำเนินตามหลักพื้นฐานของวิชามวยไท่เก๊กคือ "เมื่อมีการเคลื่อนไหว ทุกส่วนของ ร่างกายต้องเคลื่อนไหว" และ "เมื่อหยุดเคลื่อนไหว ทุกส่วนของร่างกายต้องอยู่ในภาวะ สงบนิ่ง"

4. จำแนกความเต็ม ความว่าง ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นๆ

5. ปรับปรุงการประสานระหว่างท่วงท่าแต่ละท่าให้มีความกลมกลืน ฝึกฝนให้สามารถ ประสานการเคลื่อนไหวขณะร่ายรำมวยทั้งชุดให้มีความต่อเนื่องเป็นหนึ่งเดียว

ระดับที่ 3

1. ใส่ใจเป็นพิเศษสำหรับการร่ายรำมวยทั้งชุดให้มีความเบา คล่อง และเลื่อนไหลโดย ไม่สะดุดหรือขาดตอน

2. ฝึกฝนวิธีการใช้ในการต่อสู้ หรือความหมายต่างๆ ของแต่ละท่วงท่าในการนำไปใช้ งาน และฝึกฝนการใช้ให้เหมือนหนึ่งการเผชิญหน้ากับปรปักษ์จริงๆ

3. ปรับเปลี่ยนระดับความเร็วในการร่ายรำมวยในแต่ละครั้ง เช่น การรำให้ช้าที่สุดเท่าที่ จะทำได้โดยยังคงความต่อเนื่องของท่วงท่าและสภาวะจิต และทดลองร่ายรำให้เร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้ โดยไม่ให้มีอาการลนลานจนทำท่าทางที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ให้มีการร่าย รำแบบลวกๆ ไม่ใส่ใจและขาดความระวัง อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนส่วนใหญ่ ควรกระทำ ในระดับความเร็วปกติ หรืออาจช้ากว่าปกติ

4. พยายามผสานท่วงท่าต่างๆ เข้ากับการหายใจด้วยกระบังลม ให้เป็นธรรมชาติที่สุด

5. เรียนรู้และฝึกฝน "การผลักมือ" โดยเริ่มตั้งแต่การฝึกด้วยแขนข้างเดียว จนถึงสองแขน จากการหลักมืออยู่กับที่ ไปสู่การผลักมือพร้อมกับก้าวเดิน จากการประยุกต์ใช้สี่หลักพื้น ฐาน คือ หลักเผิง ลวี๋ จี่ อั่น ไปสู่แปดหลัก คือ เผิง ลวี๋ จี่ อั่น ไช่ เลียะ โจ่ว และโค่ว

(ยังมีต่อ)