แนวทางเพื่อนำเข้าสู่ประตูแห่งมวยไท่เก๊ก ตอน3

แนวทางเพื่อนำเข้าสู่ประตูแห่งมวยไท่เก๊ก ตอน3

คำสอนของอาจารย์หยางอวี๋ถิงสำหรับหลักสำคัญบางประการ

(ตอนก่อน)

1. อะไรคือความหมายของ "อี้" และจะใช้ "อี้" นำร่างกายได้อย่างไร

คำว่า "อี้" โดยทั่วไปหมายถึง จิต เจตจำนง หรือความคิด ในการฝึกวิชามวยไท่เก๊ก "การใช้อี้นำกาย" หมายถึงการที่ผู้ฝึกฝนมีมโนภาพที่ชัดเจน อยู่ภายในใจถึงสิ่งที่กำลังจะกระทำอยู่ก่อน แล้วจึงปล่อยให้ร่างกายเป็นผู้กระทำไปตาม นั้น หรืออาจหมายถึงการแสดงให้เห็นว่าผู้ฝึกกำลังใช้จิตหรือความตั้งใจเข้าไปจับอยู่ ที่ส่วนใดของร่างกาย หรือส่วนใดของร่างกายที่เป็นจุดรวมความคิดในขณะนั้น แม้ว่า มันจะไม่ใช่เรื่องแปลกผิดปกติอะไร เพราะปกติคนเราก็ต้องคิดถึงสิ่งที่กำลังจะทำก่อน ที่จะลงมือกระทำอยู่แล้ว หากแต่เราก็ไม่เคยได้ฝึกฝนกระบวนการคิดนั้นอย่างจริงจัง หรือมีสติรู้ตัวในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่ตลอดทังกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ และในขณะ เดียวกันก็ยังต้องคอยปรับท่วงท่าให้ถูกต้องแม่นยำเช่นที่ปรากฏในจินตภาพ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเมื่อเจตจำนงหรือความตั้งใจนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงร่างกายภายนอก แต่ ยังรวมไปถึงกระบวนการภายในด้วย ดังนั้นมันจึงต้องอาศัยเวลาในการฝึกฝนเพื่อให้ ผู้ฝึกมีความคุ้นเคยกับกระบวนการเหล่านี้ และใช้เวลาอีกนับเดือนนับปี ที่จะฝึกฝนและ ขัดเกลากระบวนการนี้ให้ละเอียดยิ่งขึ้นๆ

เนื่องจากท่วงท่าและการเคลื่อนไหวในวิชามวยไท่เก๊กมีความซับซ้อนมาก และยังต้อง การการประสานงานระหว่างร่างกายทั้งภายในและภายนอกอย่างสูงมาก จึงเป็นสิ่งที่ เป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้ฝึกฝนจะสามารถเข้าถึงจินตภาพของรายละเอียดต่างๆ ที่ชัดเจน ของท่วงท่าและความเคลื่อนไหวต่างๆ ว่ามันคืออะไร และจะทำมันได้อย่างไรได้ตั้งแต่ แรก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะต้องร่ายรำมวยทั้งชุดต่อเนื่องกันโดยยังสามารถรวมจิตเป็น หนึ่งเดียวได้ตลอดช่วงการร่ายรำ ซึ่งทั้งนี้อาจารย์หยางอวี๋ถิงจึงได้ออกแบบกระบวน การฝึกฝนเพื่อบรรลุกระบวนการดังกล่าวไว้ ดังต่อไปนี้

เริ่มจากตั้ง "อี้" เอาไว้ที่จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของกระบวนท่าเท่านั้น เมื่อผู้ฝึกฝนได้ ฝึกเช่นนี้จนมีความชำนาญแล้ว จึงค่อยๆ เลื่อน "อี้" ไปตลอดเส้นทางการเคลื่อนไหว อย่างละเอียดจากจุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดสิ้นสุด เพื่อให้ได้เส้นทางการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน ของแต่ละท่วงท่า จากนั้นฝึกฝนท่วงท่าการเคลื่อนไหว โดยให้ใช้ "อี้" เป็นตัวนำ ให้ร่าง กายเคลื่อนไหวตาม จากจุดเริ่มต้น ตลอดเส้นทาง จนถึงจุดสิ้นสุดของท่วงท่า ปฏิบัติเช่น เดียวกันในทุกๆ ท่วงท่าการเคลื่อนไหว และสุดท้ายกระทำเช่นนี้ให้ต่อเนื่องกันตลอด การรำมวยทั้งชุด จนเมื่อผู้ฝึกฝนมีความชำนาญในการฝึกเช่นนี้แล้ว ให้ละทิ้งแนวคิด เรื่องจุดหรือเส้นออกไป และแทนที่มันด้วยจุดเคลื่อนที่ในใจ แล้วปล่อยให้ร่างกาย เคลื่อนไปตามการเคลื่อนที่ของจุดเคลื่อนที่นั้นอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอด เมื่อมันเคลื่อน ร่างกายเราก็เคลื่อน เมื่อมันถอย เราเดินหน้า หลัวจากผู้ฝึกได้ทำการฝึกฝนเช่นนี้ทุกๆ วันเป็นระยะเวลาหนึ่ง ผู้ฝึกจะสามารถร่ายรำมวยไท่เก๊กทั้งชุดได้อย่างต่อเนื่องมีชีวิตชีวา ดุจปุยเมฆเลื่อนสายน้ำไหล

และเนื่องจากวิชามวยไท่เก๊กตั้งอยู่บนพื้นฐานของศิลปะการกำกับร่างกายด้วย "อี้" ดังนั้นยิ่งผู้ฝึกสามารถกำกับดูแลส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ละเอียดขึ้นๆ ก็ยิ่งง่ายที่จะ ทำให้เกิดความผ่อนคลาย มีความรู้สึกที่อ่อนไหว ปฏิกริยาตอบสนองของร่างกาย ทำงานเร็วขึ้น และยิ่งมีพัฒนาการในการฝึกฝนมากขึ้นเท่าใด ระดับความสนใจและ การเอาใจใส่ในการฝึกก็ยิ่งลึกซึ้งเพิ่มพูนยิ่งขึ้น ซึ่งจากจุดนี้เองที่ผู้ฝึกฝนจะได้รับรู้ ถึงเสน่ห์ที่แท้จริงของศิลปะชนิดนี้

โดยปกติ เมื่ออาจารย์ผู้สอนบอกให้ผู้ฝึกวาง "อี้" ไว้ที่ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย มัน จะหมายถึงการคิดหรือวางจิตไว้ที่ส่วนนั้น แต่การวาง "อี้" บนส่วนหนึ่งของร่างกาย และ การเลื่อน "อี้" จากส่วนหนึ่งไปยังอีกส่วนหนึ่ง จะต้องยิ่งมายิ่งเล็ก ยิ่งมายิ่งละเอียด ยก ตัวอย่างเช่น ผู้ฝึกเริ่มจากการวาง "อี้" บนมือข้างหนึ่งแล้วเลื่อนไปอีกข้าง แต่เมื่อผู้ฝึก คิดถึง "มือ" ยังสามารถคิดให้ละเอียดขึ้น เช่น คิดถึงเพียง "ฝ่ามือ" แล้วจึงเลื่อนไปยัง "นิ้วมือ" หรือจากนิ้วมือหนึ่งไปยังอีกนิ้วหนึ่ง หรือแม้แต่จากโคนนิ้วไปจนถึงปลายเล็บ ซึ่งกระบวนการคิดให้ละเอียดนี้สามารถกระทำให้ละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไปได้ไม่สิ้นสุด ดังนั้น จึงไม่มีขีดจำกัดสำหรับการฝึกฝนพัฒนาและบรรลุถึงศิลปยุทธ์ชนิดนี้ ยิ่งผู้ฝึกฝนมีความ ก้าวหน้ามากขึ้น การใช้ "อี้" ของเขาก็จะยิ่งละเอียดมากยิ่งขึ้นเช่นกัน

(ยังมีต่อ)