เกร็ดบู๊ลิ้ม อู่ซู (ตอนที่ 1)

เกร็ดบู๊ลิ้ม อู่ซู (ตอนที่ 1)

โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com)

ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิตปีที่ 2 ฉบับที่ 16-23

อู่ซู่่่่ (บู๊ซุก) สากลและไทย นิยมออกเสียงว่า วูซู อู่ซู่่่่ เป็นการออกกำลังกาย และเป็นวิชาต่อสู้ป้องกัน ตัวรวมอยู่ด้วยกัน ซึ่งเป็นวิชาที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณกาลของจีน

คำว่าอู่ซู่่่่ รวมหมายถึงการใช้มือเปล่า เช่น ตี ชก เตะ ถีบการทุ่ม การคว้าจับ ฯลฯ รวมกับการใช้อาวุธ ชนิดต่างๆ ซึ่งมีทั้งการรับและตีโต้กลับ ทั้งมือเปล่าและอาวุธ มีทั้งการร่ายรำเป็นชุด และเป็นท่าเดี่ยวๆ สามารถฝึกฝนด้วยตัวคนเดียว และฝึกเข้าคู่กันตั้งแต่สองคนขึ้นไป

อู่ซู่่่่เป็นคำรวมที่หมายถึงวิทยายุทธ์จีนทุกแขนงวิชา เช่นมวยเส้าหลินทุกประเภทวิชา มวยไท่เก๊ก มวย ปากั้ว เป็นต้นต่างก็เป็นอู่ซู่่่่ทั้งสิ้น ในปัจจุบันอู่ซู่่่่ หรือวูซู ถูกบรรจุเข้าไปอยู่ในการแข่งขันระดับเอเชี่ยน เกมส์ การเรียกวิชาอู่ซู่่่่ มีการเปลี่ยนแปลงการเรียกขานตามยุคสมัย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงการเรียกมาแทบ ทุกสมัย อู่ซู่่่่ เรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า กั๊วะซู่ (ก๊กซุก) คือหมายถึงวิทยายุทธ์ของประเทศจีน ในสมัยยุค ชุนชิว เรียกอู่ซู่่่่ ว่า อู่อี้ สมัยจ้านกั๋ว เรียกว่า จี้จี สมัยฮั่นเรียกว่า จี้เฉี่ยว สมัยหมิงและชิงเรียกว่า จี้อี้ หรือเรียกว่า จี้หย่ง สมัยหมิงกั้วะ แรกๆ เรียกว่า อู่ซู่่่่่ ต่อมาในช่วงหลังของหมิงกั้วะ เปลี่ยนมาเรียกว่า กั้วะซู่ แต่มาในยุคปัจจุบันกลับมาเรียกว่า อู่ซู่ อีกครั้ง

การเปลี่ยนแปลงของอู่ซู่ มาจากวิชาโบราณของจีนเช่น โส่วปั๋ว เจี๋ยวตี่ เต้าอิ่น เจี้ยนซู่ เป็นต้น ผ่านกาลเวลามายาวนานค่อยๆ หลอมรวมเอาวิชาต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ค่อยๆ กลายมาเป็น อู่ซู่ ในปัจจุบัน

โส่วปั๋ว (ชิวผัก) แปลตรงตัวก็คือ การต่อสู้ด้วยมือ เป็นวิชาการต่อสู้โบราณของจีนในยุคแรกๆ ใน หนังสือฮั่นซู หมวดอี้เหวินจื้อ บันทึกไว้ว่า ในวิชาการทหาร 13 อย่าง มีวิชาโส่วปั๋ว 6 บทรวมอยู่ ด้วย เป็นวิชาที่ทหารในสมัยโบราณนำมาใช้ในเวลาที่เกิดการตะลุมบอนกันขึ้น ซึ่งใช้กันในสนามรบ จริงๆ

เจี๋ยวตี่ (กั้กตี้) เป็นวิชาการต่อสู้โบราณอีกแขนงหนึ่ง มักใช้เป็นการละเล่นเพื่อการประลองกำลังกัน มีลักษณะคล้ายๆ กับมวยปล้ำในปัจจุบัน เน้นความคล่องแคล่ว การใช้กำลัง และมุ่งทำให้คู่ต่อสู้ล้ม ลงกับพื้น

เจี้ยนซู่ (เกี้ยมซุก) คือวิชากระบี่ เป็นหนึ่งในวิชาการต่อสู้โบราณของจีน วิชากระบี่นี้เป็นที่นิยมอย่าง มากในยุคชุนชิว และยุคจ้านกว๋อ กระบี่เป็นอาวุธที่คนสมัยโบราณมักพกพาติดตัว เนื่องจากมีความ คล่องตัวสูงในการใช้เพื่อป้องกันตัว

ในสมัยนั้น พวกข้าราชการชั้นสูงหรือพวกขุนนาง ก็นิยมฝึกฝนวิชากระบี่กันเป็นส่วนมาก ในหนังสือฮั่นซู หมวดอี้เหวินจื้อ บันทึกไว้ว่า ในวิชาการทหารมีวิชากระบี่อยู่36 บท แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าขาดการ สืบทอดไป

อย่างเซิงซู่ (เอียงแซซุก) เป็นวิชาเกี่ยวกับการบำรุงสุขภาพ และอายุวัฒนะของจีน เริ่มมีขึ้นสมัยของ กษัตริย์หวงตี้ ในบทไจ้โหย่วของจวงจื่อกล่าวว่า "หวงตี้ถามถึงแนวทางการบำรุงร่างกายให้มีอายุยืน ยาว กว้างเฉิงจื่อตอบไปว่า การไม่มอง ไม่ฟัง รักษาจิตใจให้สงบ ร่างกายตั้งตรง ต้องสงบและสะอาด" คนฝึกอู่ซู่เรียกอย่างเซิงซู่ว่า วิชาเน่ยกง ซึ่งคือวิชากำลังภายในนั่นเอง เป็นการใช้ความสงบสยบการ เคลื่อนไหว ซึ่งไม่ตรงกับจุดมุ่งหมายดั้งเดิมของเหล่าผู้ฝึกวิชาอายุวัฒนะ

เต้าอิ่นถู่น่า (เต่าอิ้งโถวนับ) เป็นวิชาที่ว่าด้วยการฝึกลมหายใจ หลักการคือ การรับเอาพลังบริสุทธิ์ เข้าร่างกาย และคายเอาของเสียในร่างกายออกไป โดยใช้การหายใจที่ลึก ยาว ละเอียด เล็ก และ ต่อเนื่อง ถ้าพูดโดยหลักวิทยาศาสตร์แล้ว การหายใจแบบนี้ย่อมสามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้า ร่างกาย และหายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเท่าที่ร่างกายจะทำได้ ซึ่งโดยปกติ คนเรามักหายใจเข้าออกอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพที่ตนมีอยู่ พูดง่ายๆ คือ ปกติพวกเรา มักหายใจไม่เต็มปอดจริงๆ ในสมัยฮั่นมีวิชาอู่ฉินซี่ (โงวคิ่มหี่) ในยุคหลังมีวิชาอี้จินจิง (เอ๊กกึงเก็ง) ปาต่วนจิน (โป้ยตึ่งกิ้ม) สือเอ้อต่วนจิน (จับหยี่ตึ่งกิ้ม) เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นวิชาเต้าอิ่นถู่น่า

อู่ฉินซี่ (โงวคิ่มหี่) เป็นวิชาเต้าอิ่นวิชาหนึ่ง ซึ่งหมอหัวถวอ (หั่วท้อ) หรือที่พวกเรารู้จักกันคือหมอ ฮูโต๋ ซึ่งมีชีวิตอยู่ในสมัยสามก๊ก มีวิชาการแพทย์อันล้ำเลิศ สามารถทำการผ่าตัดได้แม้แต่การผ่าตัด สมอง (ด้วยเหตุนี้จึงถูกโจโฉประหารชีวิต เนื่องจากโจโฉมีอาการปวดศีรษะเรื้อรังและหมอฮูโต๋เสนอ ให้ทำการผ่าตัดสมอง โจโฉคิดว่าฮูโต๋คิดฆ่า เนื่องจากสมัยก่อน ถ้าทำการเปิดสมอง ต้องตายแน่นอน จึงนำตัวไปฆ่าเสียเลย) หมอหัวถวอได้คิดค้นวิชาอู่ฉินซี่ขึ้นมา ท่าทางเลียนแบบการเคลื่อนไหวของ สัตว์ห้าชนิดด้วยกัน อันได้แก่เสือ กวาง หมี วานร และนก มีสรรพคุณสามารถบำรุงสุขภาพและรักษา โรคได้ ปัจจุบันยังมีการฝึกกันอยู่

ปาต่วนจิน (โป้ยตึ่งกิ้ม) เชื่อกันว่าปาต่วนจินถ่ายทอดมาจากเย่วเฟย (หงักฮุย) เราเรียกกันว่างักฮุย แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด เป็นวิชาถู่น่าหายใจเอาพลังบริสุทธิ์เข้า หายใจออกคายเอาของเสีย ออก ปาต่วนจินแยกออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกมีอยู่ด้วยกัน 8 ท่า ท่าส่วนใหญ่จะใช้ฉีหม่าซื่อ (ท่าขี่ม้า) เป็นหลัก (เน้นการฝึกเส้นเอ็น อีกประเภทหนึ่งเรียกว่าสือเอ้อต่วนจิน (จับหยี่ตึ่งกิ้ม) มี่ท่าฝึก ทั้งหมด 3 ชุด 24 ท่า ท่าส่วนใหญ่ใช้ท่ายืนตรงธรรมดา มีอีกชื่อว่า เหวินปาต่วน (บุ่งโป้ยตึ่ง)

สำนักฝ่ายเหนือกับสำนักฝ่ายใต้

ทางบู๊ลิ้มมีการแบ่งสำนักเหนือใต้ออกเป็นสองแบบด้วยกัน

แบบแรก แบ่งโดยลักษณะของมวยภายในกับมวยภายนอก หากเป็นมวยไท่จี๋ สิงอี้ ปากั้ว เป็นต้น ซึ่งเน้นความอ่อนหยุ่น พลังภายใน เต้าอิ่นเป็นหลัก เรียกเป็นสำนักฝ่ายใต้ หรือเรียกว่าหนานจง (หน่ำจง) หากเป็นประเภทฉางเฉวียน หรือมวยที่มีลักษณะเน้นความรุนแรงรวดเร็วเป็นหลัก เรียก ว่าสำนักฝ่ายเหนือ หรอเป่ยจง (ปั้กจง)

แบบที่สอง ถ้าเป็นมวยที่เน้นการใช้หมัด ใช้ช่วงสั้น ท่วงท่าเล็ก สั้นรัดกุมคือฝ่ายใต้ ซึ่งเป็นที่นิยม กันแถบลุ่มแม่น้ำฉางเจียง (แม่น้ำแยงซีเกียง) ลุ่มแม่น้ำจูเจียง ส่วนฝ่ายเหนือนิยมการออกอาวุธ ด้วยเท้าเป็นหลัก ใช้ช่วงยาวท่วงท่าเหยียดกว้าง นิยมกันในแถบลุ่มแม่น้ำหวงเหอ (แม่น้ำเหลือง หรือฮวงโห) ดังนั้นจึงมักมีคำที่ใช้กันในบู๊ลิ้มว่า "หมัดใต้เตะเหนือ" เพราะเหตุนี้

เน่ยเจียเฉวียน (ไหล่แกคุ้ง) คือมวยภายใน ในปลายราชวงศ์หมิง หวางหลีโจว ได้บันทึกไว้ในหนาน เหลยเหวินจี๋กล่าวไว้ว่า "มีวิชาที่เป็นฝ่ายภายใน ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว คู่ต่อสู้ที่ใช้ กำลังจะถูกทำให้ล้มลง ส่วนเส้าหลินนั้นเป็นฝ่ายภายนอก" มวยภายในเน้นความสงบนิ่ง ส่วนมวย ภายนอกเน้นการเคลื่อนไหว มวยภายในที่เห็นได้ในปัจจุบันนี่ก็มีมวยไท่จี๋ (มวยไท่เก๊ก) มวยสิงอี้ ฝ่ามือปากั้ว (ฝ่ามือแปดทิศ)

ว่ายเจียเฉวียน (หงั่วแกคุ้ง) คือมวยภายนอกอันมีวัดเส้าหลินเป็นต้นตำรับ มวยเส้าหลินเริ่มต้นขึ้น ที่วัดเส้าหลินในมณฑลฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) โดยมีต้นกำเนิดวิชาจากวัดเส้าหลินที่ภูเขาซงซานใน มณฑลเหอหนาน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากมหาสมณะต๋าหมัว (ตั๊กม้อ) ท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อ ได้คิดวิชาขึ้นสองวิชา คือ คัมภีร์ล้างไขกระดูก และคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น โดยเขียนเป็นคัมภีร์ขึ้น สองม้วน (หนังสือในสมัยโบราณบันทึกลงบนผ้าแล้วม้วนเอาไว้เป็นม้วนๆ) คัมภีร์ล้างไขกระดูกได้ มอบไว้ให้แก่มหาสมณะฮุ่ยเข่อ ซี่งวิชานี้ได้ขาดตอนไปไม่ได้ถ่ายทอดมาถึงยุคปัจจุบ้น ส่วนวิชา เปลี่ยนเส้นเอ็นยังอยู่ที่วัดเส้าหลินและได้ถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบัน

(ยังมีต่อ)