เกร็ดบู๊ลิ้ม สำนักอู่ตัง (ตอนที่ 2)

เกร็ดบู๊ลิ้ม สำนักอู่ตัง (ตอนที่ 2)

โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com)

ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิตปีที่ 2 ฉบับที่ 16-23

(ตอนก่อน)

อู่ตังพ่าย (บูตึงผ่าย) หมายถึงสำนักบูตึงหรือบู๊ตึ๊ง สำนักอู่ตังเป็นอารามทางลัทธิเต๋า เป็นสำนัก ฝ่ายพรต สำนักอู่ตังเริ่มต้นจากปรมาจารย์จางซันเฟิง (เตียซำฮง) ได้บำเพ็ญพรตอยู่บนเขาอู่ตัง และต่อมาได้รับศิษย์เอาไว้ได้ถ่ายทอดวิชามวยไท่เก๊กและวิชาอื่นๆ ที่เป็นฝ่ายมวยภายใน โดย สำนักอู่ตังเป็นตัวแทนฝ่ายมวยภายใน ส่วนวัดเส้าหลินเป็นตัวแทนฝ่ายมวยภายนอก ซึ่งทั้งสอง สำนักนี้เป็นสำนักศิลปะการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศจีน

อู่ตังซาน (บูตึงซัว) คือภูเขาบูตึงตั้งอยู่ในมณฑลหูเป่ยทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจีน มีอีกชื่อว่าไท่เหอซาน (ไท่หั่วซัว) ข้างบนมีอารามของลัทธิเต๋าและมีผู้บวชเป็นนักพรตบำเพ็ญอยู่ ที่นี่ เขาอู่ตังมี 72 ยอดเขา36 หน้าผา 24 ถ้ำ ที่มีชื่อเสียง เล่ากันว่าที่เขาอู่ตังมีนักพรตเจินอู่ (จิงบู้) มาบำเพ็ญพรตจนสำเร็จเป็นเซียนเง็กเซียนฮ่องเต้มีบัญชาให้เฝ้าพิทักษ์ทางด้านทิศเหนือ เจินอู่มีชื่อเดิมว่าเสวียนอู่ (เหี่ยงบู้) ฮ่องเต้เจินจงของราชวงศ์ซ่งได้เปลี่ยนชื่อให้เสียใหม่ว่าเจินอู่

อู่ตังเฉวียน (บูตึงคุ้ง) คือวิชามวยของอู่ตังหรือบูตึง อันเป็นวิทยายุทธ์ของสำนักใหญ่สำนักหนึ่ง ของจีน วิชามวยของสำนักนี้เน้นความสงบมาสยบความเคลื่อนไหว ใช้ความอ่อนหยุ่น พิชิตความ แข็งแกร่ง ใช้ความช้าเข้าต่อกรกับความเร็ว ใช้ช่วงสั้นเอาชนะช่วงยาว ฝึกฝนทั้งภายในและภาย นอก ให้ความสำคัญทั้งทางด้านรูปลักษณ์และจิต

วิชามวยอู่ตังที่สำคัญก็มี มวยไท่จี๋ (ไท่เก๊ก) มวยอู๋จี๋ (มวยบ่อเก๊ก) มมวยอู่ตังไท่อี้อู่สิง (มวยบูตึง ไท่อิกโหงวเฮ้ง) มวยอู่ตังอวี๋เหมิน (มวยบูตึงหื่อมึ้ง) อู่ตังปาเสอ (บูตึงโป้ยจี้) อู่ตังจิ่วกงสือปาถุย (บูตึงเกาเก็งจับโป้ยทุ่ย) มวยภายในอู่ตังจางสงซี (มวยภายในบูตึงเตียส่งโคย) เป็นต้น

อู่ตังไท่อี้อู่สิงเฉวียน (บูตึงไท่อิกโหงวเห่งคุ้ง) มวยนี้มีชื่อดั้งเดิมว่า อู่ตังไท่อี้อู่สิงฉินพูเอ้อสือ ซานซื่อ (บูตึงไท่อิกโหงวเฮ้งคิ่มผกหยี่จับซาเส็ก) ถ่ายทอดกันมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงในปี รัชกาลหงจื้อ โดยจางโซ่วชิ่ง ซึ่งเป็นอาจารย์รุ่นที่ 8 แห่งสำนักมังกร ในปี 1929

จินจื่อเทา (เป็นเชื้อพระวงศ์แมนจูที่มีชื่อเป็นแมนจูว่าอ้ายซินเจี๋ยหลอผู่ซวน) ได้ไปยังเขาอู่ตัง เรียนวิชามวยนี้จากนักพรตหลี่เหอหลิน

มวยไท่อี้อู่สิงใช้ฝึกเพื่อบำรุงลมปราณ เสริมสร้างสุขภาพและยังใช้ในการป้องกันตัวได้ การเคลื่อน ไหวอ่อนหยุ่นคล่องแคล่วและเป็นวงกลม ใช้จิตไม่ใช้กำลัง เคลื่อนไหวช้าๆ การเคลื่อนไหวดุจดั่ง งู มวยนี้ยังมีการฝึกพื้นฐานมีชื่อเรียกว่า อู่ตังจิ่วกงสือเอ้อฝ่า (บูตึงเกาเก็งจับหยี่หวบ)

อู่ตัวอวี๋เหมินเฉวียน (บูตึงหื่อหมึ่งคุ้ง) เป็นหนึ่งในสี่วิชามวยของอู่ตังที่มีชื่อเสียง (มวยสี่ชนิดคือ มวยอวี๋เหมิน, ปาเสอ, ไท่อี้อู่สิง, และจิ่วกงสือปาถุ่ย ตามบันทึกของอู๋จื้อชิง ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือ ไท่จี๋เจิ้งจง กล่าวไว้ว่า

มวยอวี๋เหมิน มีเพลงมวยทั้งหมด 13 ชุด การใช้มีส่วนคล้ายคลึงกับมวยไท่เก๊ก และมีการผลักมือ (ทุยโส่ว) มวยอวี๋เหมินใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว เช่นเดียวกับมวยสายอู่ตังอื่นๆ ใช้ความ อ่อนพิชิตความแข็งกร้าว อาศัยการคล้อยตามท่าทางของคู่ต่อสู้ การปล่อยพลัง เลียนแบบการ สะบัดตัวของปลา มีการใช้ร่างกาย 5 ส่วน เป็นอาวุธ ที่เรียกว่า อู่เฟิง (โงวฮง) ซึ่งหมายถึงส่วน ศีรษะ หัวไหล่ ศอก ก้น และหัวเข่า ทั้ง 5 ส่วนนี้สามารถออกพลังทำร้ายคู่ต่อสู้ได้

วิชานี้ถ่ายทอดมาจากเมืองเสียนหนิง มณฑลหูเป่ย ในสมัยปลายราชวงศ์หมิงต่อต้นราชวงศ์ชิง ที่เขาหลงถันเมืองเสียนหนิง มีคนอยู่ 6 คนเป็นเพื่อนสนิทกัน เชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊ หกคนนี้มี แซ่เกอ เหอ จง ต่ง หัน จั๋ว ครั้งได้ไปเที่ยวที่เขาเฉวียนในช่องเขาจินเฟิ่ง ได้พบเห็นปลาในบึง ว่ายน้ำไล่กันอย่างคล่องแคล่วว่องไวเป็นอัศจรรย์ พร้อมกับได้เห็นชาวประมงทำการเหวี่ยงแห จับปลาอย่างคล่องแคล่วชำนาญ จึงได้คิดค้นมวยนี้ขึ้นมาจากแรงบันดาลใจของปลา

มวยภายในอู่ตังจางสงซี (มวยภายในอู่ตังเตียส่งโคย) วิชามวยนี้เกิดในสมัยราชวงศ์หมิงในรัช สมัยเจียจิ้ง จางสงซีได้พัฒนามวยนี้จากพื้นฐานมวยอู่ตังรวมกับมวยของอีก 8 ตระกูลคือ เจิง เยี่ย ตู้ จ้าว หง จื้อ และ หัว หลอมรวมเป็นวิชามวยนี้ขึ้นมา จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า ปาเหมินฮุ่ยจง (โป้ยมึ้งห่วยจง) วิชามวยนี้ได้รวมเอาวิชาทางการใช้ยา และวิชาชี่กงรวมอยู่ด้วย

อาวุธของสำนักอู่ตัง อาวุธที่พบเห็นกันบ่อยของสำนัก

อู่ตังมีกระบี่ไท่จี๋ (กระบี่ไท่เก๊ก) กระบี่อู่ตัง (กระบี่บูตึง) กระบี่ไป๋หง (กระบี่แป๊ะฮ้ง -กระบี่รุ้งขาว) ดาบไท่จี๋ ดาบไท่จี๋เสวียนเสวียน (ดาบไท่เก๊กเหี่ยงเฮี้ยง) ดาบลิ่วเหอ (ดาบหลักฮะ -ดาบหก สัมพันธ์) ทวนไท่จี๋, ทวนอินฝู (ทวนอิมฮู้) พลองไท่จี๋ พลองอินฝู (พลองอิมฮู้) พลองสงซี (พลองซ่งโคย) เป็นต้น

(ยังมีต่อ)