อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 1)

อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 1)

โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com) ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิต

ประวัติท่านอู๋ถูหนาน

 

ท่านอู๋ถูหนาน เป็นนักมวยไท่เก๊กที่มีฝีมือสูงส่ง เป็นนักวิเคราะห์มวยไท่เก๊ก และได้ค้นคว้าประวัติศาสตร์ของมวย ไท่เก๊ก ตลอดอายุขัยของท่าน ซึ่งผลงานของท่านนั้นมีหลักฐานอ้างอิงได้ทุกอย่าง ท่านคบหาสหายในวงการยุทธ์ ของประเทศจีนไว้มากมาย ในสมัยที่ท่านยังดำรงชีวิตอยู่นั้น มีผู้ฝึกวิทยายุทธ์ในสายต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝึก มวยไท่เก๊ก, รายการโทรทัศน์, หนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ ซึ่งตีพิมพ์ทั้งที่เป็นภาษาจีนและเป็นภาษาต่าง ประเทศ อาทิเช่นภาษาญี่ปุ่น, ฝรั่งเศส, อังกฤษ เป็นต้น ทั้งบุคคลและสื่อเหล่านั้นต่างก็เดินทางไปพบกับท่าน เพื่อขอสัมภาษณ์บ้าง เพื่อขอเรียนมวยไท่เก๊กบ้าง เพื่อขอความกระจ่างและความรู้ในด้านวิทยายุทธ์และมวย ไท่เก๊กบ้าง

ท่านอู๋ถูหนาน

ท่านอู๋ถูหนาน

 

ท่านอู๋ถูหนานเป็นศิษย์ของยอดอาจารย์ด้านมวยไท่เก๊ก 2 ท่าน คือท่านอู๋เจี้ยนเฉวียน ปรมาจารย์มวยไท่เก๊ก ตระกูลอู๋ และท่านหยางเส้าโหว หลานของท่านหยางลู่ฉานผู้ซึ่งเป็นปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลหยางและเป็น พี่ชายร่วมสายโลหิตของท่านหยางเฉิงฟู่ผู้ซึ่งทำให้มวยไท่เก๊กเผยแพร่ออกไปอย่างแพร่หลาย ไม่เพียงเท่านั้น ท่านอู๋ถูหนานยังเป็นผู้ที่มีอายุยืนยาวมาก เมื่อปีที่ถึงแก่กรรมนั้นท่านมีอายุได้ 105 ปี (ค.ศ. 1884-1989) แม้แต่ทางรัฐบาลจีนเองยังให้การยกย่องและให้สมญานามว่า เป็นเสาหลักของวงการมวยไท่เก๊กและเป็นดาว อายุวัฒนะแห่งยุทธภพ เนื่องจากท่านอู๋ถูหนานมีอายุยืนยาวมาก อีกทั้งยังมีความทรงจำที่ดีมาก พวกเราจึง สามารถรับรู้เรื่องราว ประวัติของท่าน เรื่องราวของอาจารย์ไท่เก๊กรุ่นเก่า อีกทั้งวิธีการฝึกมวยในสมัยโบราณ ทำให้รู้ได้ว่ามีความยากลำบากเพียงใด ซึ่งเรื่องเหล่านี้ได้เล่ามาจากปากของท่านเอง โดยมีศิษย์ของท่านคนหนึ่ง ชื่อหม่าโหย่วชิงเป็นผู้สัมภาษณ์โดยการบันทึกลงในเทป และต่อมาได้ถอดเทปนี้ออกมาเป็นตัวหนังสือ ตอนนี้ เราก็มาติดตามดูประวัติของเสาเอกของวงการมวยไท่เก๊กกัน

ท่านอู๋เจี้ยนเฉวียน ปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลอู๋ (โง้ว)

ท่านอู๋เจี้ยนเฉวียน ปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลอู๋ (โง้ว)

 

เกิดมาเป็นเด็กขี้โรค อายุเก้าขวบเริ่มฝึกมวย

เมื่อตอนที่ท่านอู๋ถูหนานเกิดมานั้น บิดามารดาของท่านมีอายุค่อนข้างสูงแล้ว เนื่องจากบิดามารดาของท่านไม่ เคยมีบุตรเลยตั้งแต่แต่งงานกันมา ดังนั้นจึงมีความปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะได้บุตรไว้สืบสกุลสักคนหนึ่ง แล้วสิ่ง ที่สองสามีภรรยาใฝ่ฝัน ก็เป็นความจริงขึ้นมา เมื่อได้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง ความจริงการได้บุตรชายคนหนึ่ง นับว่าเป็นโชค และเป็นเรื่องน่ายินดี แต่เนื่องจากตอนที่มารดาท่านอู๋ตั้งครรภ์นั้น มีอายุค่อนข้างสูง เริ่มย่างเข้า สู่วัยชราแล้ว จึงทำให้ทารกที่คลอดออกมา มีสุขภาพที่อ่อนแอ และมีโรคต่างรุมเร้าอยู่ ท่านอู๋เมื่อสมัยเป็นทารก มีร่างกายที่ซูบผอม ใบหน้าเป็นสีเหลือง มีอาการไอและเป็นโรคหอบหืด ทำให้บิดามารดาของท่านเป็นกังวลยิ่ง นัก เกรงว่าจะเลี้ยงลูกคนนี้ไปไม่รอด ท่านอู๋ถูหนานเล่าว่า ผิวกายตอนเป็นเด็กของท่านเป็นสีเขียว ซึ่งเป็นสีเขียว แบบเดียวกับเครื่องแบบของทหารบก และสีผิวก็คล้ายกับถูกย้อมไว้ด้วยเมล็ดของต้นก้ามปูหรือต้นจามจุรี ซึ่งเป็น สีเขียวอมเหลือง เด็กแถวละแวกบ้านของท่านอู๋ มักจะมาชักชวนกันออกไปเล่นกันตามประสาเด็ก แต่พ่อแม่ ของเด็กเหล่านั้น มีความรู้สึกที่ไม่คอยจะยินดีปรีดานัก มักจะเตือนลูกๆของพวกเขาว่า“อย่าไปเล่นกับเด็กที่ถูก ย้อมด้วยน้ำต้มของเมล็ดของต้นก้ามปูนะ ประเดี๋ยวหรอกพวกแกก็จะถูกแพร่เชื้อให้กลายเป็นแบบเดียวกับมัน น่าเกลียดน่ากลัวจะตายไป” ช่างเป็นคำพูดที่ประชดแดกดันท่านอู๋เสียเหลือเกิน

ภายหลังบิดาของท่านอู๋ได้ไปเชิญท่านหัวหน้าแพทย์หลวง ในวังหลวงของราชวงศ์ชิงมา หัวหน้าแพทย์หลวงท่าน นี้มีชื่อว่าหลีจื่ออวี้ หมอหลี่ได้มาทำการตรวจดูอาการเจ็บป่วยให้กับท่านอู๋ ท่านหมอหลี่คนนี้เป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียง เป็นอันมากในยุคนั้น ในสมัยนั้นมีคนไข้เป็นจำนวนมากที่ต้องการให้ท่านหมอหลี่ช่วยตรวจรักษาโรคให้ จนขนาด ที่ว่าพวกคนไข้เหล่านั้นจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เพียงแค่ขอให้หมอหลี่ทำการตรวจให้สักครั้ง แม้ต้องตายไปก็ จะไม่กล่าวโทษเลย

หลังจากที่ท่านหมอหลี่ได้ตรวจโรคให้ท่านอู๋แล้ว ก็ได้กล่าวว่า “ข้าฯอยู่ในวังหลวงนั้น ได้ทำการตรวจรักษาให้กับ เหล่าเชื้อพระวงศ์และเหล่าขุนนาง ซึ่งมักจะเป็นโรคของคนรวย เป็นอะไรนิดๆหน่อยๆก็จะต้องได้รับการรักษากัน โรคของเจ้าหนูน้อยที่เป็นอยู่นี้ ถ้าข้าฯไม่ให้การรักษาแล้ว ก็นับว่าขาดซึ่งจรรยาแพทย์อย่างยิ่ง การที่จะไม่ให้การ รักษาเขาย่อมทำไม่ได้ และโรคของเจ้าหนูน้อยที่ตรวจพบก็มี โรคตับอักเสบ วัณโรค โรคลมบ้าหมู ซึ่งทั้งหมด ล้วนแต่เป็นโรคก่อนกำเนิด คือเป็นตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งทำการรักษาได้ยากมาก แต่ข้าฯก็จะค่อยๆให้การ รักษาแก่เขา”

หลังจากผ่านการรักษาโรคมาได้ระยะเวลาหนึ่ง โรคของท่านอู๋ก็ค่อยๆทุเลาขึ้น ภายหลังท่านหมอหลี่ได้ให้คำแนะ นำแก่บิดาของท่านอู๋ว่า "วิถีทางที่ดีที่สุดที่จะให้เด็กน้อยนี้หายจากโรคที่เป็นอยู่ก็คือให้เขาฝึกพลัง (หมายถึงการ ฝึกมวยหรือฝึกวิชาชี่กง)" สมัยนั้นพวกชาวแมนจูที่อาศัยอยู่ในปักกิ่ง จะมีสถานที่ที่ไว้ฝึกวิชาแขนงต่างๆ ที่เรียก ว่าห้องฝึกฝีมือ เช่นถ้าต้องการเรียนการเขียนหนังสือ การวาดภาพ ก็ต้องไปเรียนในสถานที่ที่เรียกว่า ห้องฝึกฝีมือ หนังสือและการวาดภาพ ถ้าต้องการฝึกวิชายิงเกาทัณฑ์ วิชาดาบ วิชายกหิน (ยกน้ำหนัก) ก็เรียกห้องนี้ว่าห้องเกา ทัณฑ์ดาบและศิลา หากต้องการฝึกวิชามวยก็ต้องไปที่ห้องมวยดังนั้นตอนที่ท่านอู๋ถูหนานมีอายุได้ 9 ปี บิดาของ ท่านจึงได้นำตัวท่านไปฝึกมวยที่ห้องมวย

ครูผู้สอนวิชามวยที่ห้องมวย เป็นครูมวยผู้เฒ่า มีชื่อว่าเฉวียนโหย่ว(ท่านเฉวียนโหย่วผู้นี้ เป็นชาวมงโกล และเป็น องครักษ์ในวังของตวนอ๋อง ได้ศึกษาวิชามวยไท่เก๊กกับท่านหยางลู่ฉาน ซึ่งเป็นปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลหยาง ภายหลังได้ถ่ายทอดวิชานี้ให้แก่บุตรชายชื่อเจี้ยนเฉวียน ซึ่งต่อมาตระกูลนี้ได้ใช้แซ่ตามอย่างชาวฮั่นเป็นแซ่อู๋ ชื่อว่า อู๋เจี้ยนเฉวียน) ซึ่งท่านเฉวียนโหย่วได้มอบหมายให้บุตรชายชื่ออ้ายเซินมีอีกชื่อว่าเจี้ยนเฉวียน เป็นผู้ทำการสอนแทน

ท่านหยางลู่ฉานปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลหยาง

ท่านหยางลู่ฉานปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลหยาง

ท่านหยางเส้าโหวท่านหยางเส้าโหว
ท่านหยางเส้าโหว หลานปู่ของท่านหยางลู่ฉาน

 

ท่านอู๋นั้นทางหนึ่งให้ท่านหมอหลี่ทำการรักษาต่อเนื่องไป อีกทางหนึ่งก็ฝึกฝนมวย ซึ่งมวยที่ฝึกนั้นก็คือมวยไท่เก๊ก ท่านอู๋ถูหนานได้ติดตามฝึกฝนมวยไท่เก๊กอยู่กับท่านอู๋เจี้ยนเฉวียน เป็นเวลา 8 ปี หลังจานั้นท่านเจี้ยนเฉวียนได้ แนะนำให้ไปเรียนวิชามวยไท่เก๊กต่อกับอาจารย์อีกท่านหนึ่ง อาจารย์ท่านนั้นก็คือท่านหยางเส้าโหว (หยางเส้าโหว เป็นหลานปู่ของท่าน หยางลู่ฉาน เริ่มเรียนมวยตั้งแต่อายุ 7 ปี มีนิสัยแข็งกร้าว เวลาประลองฝีมือกับใครมักออก มือทำร้ายคู่ต่อสู้จนได้รับบาดเจ็บ ท่ามวยของหยางเส้าโหวเล็กและเร็ว เวลาสอนลูกศิษย์มักลงมือรุนแรง จึงทำให้ ลูกศิษย์มีความหวาดกลัว และมักจะเรียนอยู่ได้ไม่นานก็เลิกราไปไม่ยอมเรียนต่อ) ท่านอู๋ได้เรียนกับท่านหยางเส้า โหวอีก 4 ปี รวมระยะเวลาที่เรียนมวยไท่เก๊กจากทั้งสองอาจารย์เป็นเวลาถึง 12 ปี (ยังมีต่อ)