อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 2)

อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 2)

โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com) ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิต

 

(ตอนก่อน)

เริ่มฝึกวิทยายุทธ์

การฝึกวิชาลำบากยากเข็ญนัก ถึงกับเคยคิดที่จะฆ่าตัวตาย

ในสมัยนั้นการฝึกฝนวิชามวย มีความลำบากยากเข็ญอย่างมาก การฝึกมวยไท่เก๊กแบบดั้งเดิมจริงๆ มีการฝึกแบบหนึ่งที่เรียกว่าติ้งซื่อ คือการทำท่ามวยแล้วอยู่นิ่งๆ ยกตัวอย่างเช่นท่าหลันแชี่ยเหว่ย แบ่ง ออกเป็นหกท่วงท่าย่อย หรือหกการเคลื่อไหว เอาท่วงท่าย่อยพวกนี้มาฝึกติ้งซื่อ คือทำท่าย่อยท่าหนึ่ง แล้วหยุดนิ่งค้างไว้ โดยใช้เวลาที่หยุดนิ่งเท่ากับการหายใจเข้าออกหกครั้งหลังจากนั้นจึงเปลี่ยนเป็น ท่าต่อไป ดังนั้นการทำท่าหลันแชี่ยเหว่ย จึงต้องใช้เวลาเท่ากับการหายใจ 36 ครั้ง เป็นเวลา 2 นาที โดยประมาณ จึงจะทำท่านี้จบ โดยปกติคนทั่วไปหายใจเข้านาทีละ 18 ครั้งโดยประมาณ เพราะ ฉะนั้นเมื่อมาคำนวณดูแล้ว มวยไท่เก๊ก 1 ชุด มีท่วงท่าย่อยทั้งหมด 268 ท่วงท่าย่อย จึงต้องใช้เวลา ในการฝึกฝนมวยแบบติ้งซื่อ 1 ชุด เป็นเวลาเท่ากับ 1 ชั่วโมง 20 นาทีโดยประมาณ

ดังนั้นท่านอู๋ถูหนานเวลาฝึกมวย จึงฝึกจนหมดเรี่ยวแรง เหงื่อท่วมตัว ขนาดในฤดูหนาวซึ่งมีอากาศ หนาวจัด หลังจากฝึกเสร็จแล้ว รองเท้าที่สวมใส่อยู่ จะเปียกไปหมดราวกับผ่านการแช่น้ำมา ซึ่งถ้า ถอดรองเท้าออกมาแล้วสามารถเทเหงื่อออกมาได้ ท่านอู๋ถูหนานฝึกไปอย่างนี้ จนร่างกายค่อยๆแข็ง แรงขึ้นมา โรคตับอักเสบ วัณโรค และโรคลมบ้าหมู ก็หายขาดไป

เนื่องจากท่านมีอาการป่วยของโรคลมชัก จึงทำให้ขาทั้งสองข้างของท่านอู๋ถูหนาน สั้นยาวไม่เท่ากัน ขาข้างซ้ายสั้นกว่าขาข้างขวาถึง 2 นิ้ว ภายหลังเมื่อมาฝึกมวย ต้องมีการฝึกยืดเส้นเอ็น จนตอนหลัง ขาทั้งสองข้างถูกดึงจนเท่ากัน การดึงเพื่อยืดเส้นเอ็นนี่ นับได้ว่าทารุณมาก โดยเวลาฝึกต้องหาต้นไม้ ต้นหนึ่ง จากนั้นก็ยืนหันหลังเอาหลังพิงต้นไม้ไว้ เอาแขนทั้งสองข้างยื่นไปข้างหลัง โอบเอาต้นไม้นั้นไว้ ร่างกายตั้งตรง แล้วอาจารย์ก็จะยืนอยู่ด้านหน้าแล้วเอาขาเกี่ยวเอาด้านในของขาของท่านอู๋ถูหนานไว้ บนต้นไม้จะแขวนรอกเอาไว้ตัวหนึ่ง ที่ข้อเท้าข้างหนึ่งจะมีห่วงหนังคล้องไว้ ซึ่งมีเชือกโยงไว้กับรอก ตัวนั้น จากนั้นอาจารย์ก็จะดึงเชือก จนนิ้วเท้ายกสูงขึ้นถึงระดับศีรษะจึงหยุด และจะเอาปลายเชือกผูก เอาไว้ ให้ค้างอยู่ในท่านั้น ที่หนักกว่านั้นก็คือ ยังต้องดึงจนฝ่าเท้าแนบติดกับด้านหลังของศีรษะ นับได้ ว่าทรมานจริงๆ ในช่วงนั้นท่านอู๋ถูหนาน แม้ยามนอนหลับก็มักฝันร้ายเกี่ยวกับการฝึกนี้อยู่เสมอ

มีการฝึกวิชาที่เป็นพื้นฐานอย่างเช่น การพับเอว การเตะขา การทำสะพานโค้งเหล่านี้เป็นต้น วิชาพื้น ฐานเหล่านี้ต้องฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสามารถทำได้อย่างดีแล้ว จึงจะเริ่มต้นฝึกท่ามวยได้ สมัยก่อนโน้น การฝึกมวยไม่ได้เหมือนอย่างกับการฝึกในปัจจุบันนี้ ซึ่งพอเริ่มต้นเรียนก็ทำการฝึกท่ามวย ฝึกรำมวย กันเลย แต่ต้องทำการฝึกวิชาพื้นฐานเบื้องต้นอย่างที่กล่าวมาแล้วให้ได้ดีเสียก่อน อันที่จริงแล้วทุกๆ คนก็สามารถฝึกให้สำเร็จได้ เพียงแต่ดูแต่ว่าคุณฝึกหรือไม่ฝึกเท่านั้น ถ้าลงมือฝึกจริงก็ย่อมสำเร็จได้

ในครั้งนั้น เด็กที่อมโรคอย่างท่านอู๋ถูหนาน ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมากจากการฝึกฝน จนท่าน อู๋เองเคยคิดที่จะกระโดดบ่อน้ำเพื่อฆ่าตัวตาย มีบางครั้งที่อาจารย์เห็นว่าท่านอู๋เกิดกลัวความทุกข์ ทรมานจาการฝึกมวย อาจารย์ก็จะกล่าวว่า

“คิดอยากจะหายจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่อีกใจหนึ่งก็คิดกลัวความยากลำบากความทรมาน ไอ้อย่างนี้มัน ไร้อนาคตจริงๆ” ภายหลังท่านอู๋จึงคิดได้ว่า “คนเราทำไมต้องให้ผู้อื่นมาดูถูกว่าเป็นคนไร้อนาคต เป็น คนไร้น้ำยา เราเป็นชาวมงโกล บรรพบุรุษของเราตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวน ก็เคยบุกตะลุยมาแล้วทั่ว ปฐพี เราเองทำไมจะกลายเป็นคนไร้อนาคตไปได้เล่า เราต้องมีความหวังมีอนาคตอย่างแน่นอน”

เรียนการทุยโส่วแต่ละแบบ ฝึกฝีมือ 3 ขั้นตอน

หลังจากที่ท่านอู๋ถูหนานเรียนท่ามวยแบบติ้งซื่อจบแล้ว จึงเริ่มเรียนต๋าโส่วต๋าโส่วก็คือทุยโส่ว (ผลักมือ) นั่นเอง สมัยก่อนเรียกกันว่าต๋าโส่ว มาในภายหลังวิชามวยไท่เก๊ก เผยแพร่ไปถึงยังเมืองเซี่ยงไฮ้ จึงมี การแก้ไขเปลี่ยนแปลง เรียกเป็นทุยโส่วแทน การฝึกต๋าโส่วต้องเริ่มต้นฝึกจากการฝึกผลักด้วยมือเดียว เรียกว่าตันโส่วทุย การฝึกต้องมีคู่ร่วมฝึก สองคนฝึกจนกระทั่ง ละทิ้งตนเองได้แล้ว จึงเริ่มฝึกทุยโส่ว แบบสองมือ ฝึกจากการผลักด้วยวงราบ วงตั้ง วงเฉียง และวงที่เป็นรูปคล้ายเลข 8 ให้ฝึกการทุยโส่วใน วงต่างๆนี้จนมีความคล่องแคล่วแล้ว ทั้งสองคนก็เริ่มค่อยๆเปลี่ยนการยืน ในระดับเดิมที่ยืนแบบม้าสูง เป็นม้าที่ค่อยๆต่ำลง (คือย่อต่ำลงไป) ฝึกจนสามารถย่อต่ำลงไปจน และขาข้างที่เหยียดออกไปเลียด กับพื้น

ตัวอย่างเช่นใช้มือทำท่าหลี (เป็นชื่อหลักมือ หนึ่งในแปดหลักของมวยไท่เก๊ก) ฝ่ายตรงข้าม ร่างกายของ ตนเองเคลื่อนย้ายไปทางด้านหลัง โดยที่ส่วนล่างของร่างกาย เคลื่อนเลียดไปกับพื้น พอถึงจังหวะที่เคลื่อน ไปข้างหน้า ร่างกายส่วนล่างก็เคลื่อนเลียดไปกับพื้นเช่นกัน เหมือนกับอาการเลื่อยของงู ฟังแล้วอาจจะดู เหมือนง่าย แต่เวลาจะฝึกให้เป็นนั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก

ผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก กับการฝึกทุยโส่วแบบไม่ก้าวเท้า ก็นับได้ว่าสำเร็จไปขั้นหนึ่ง ต่อจากนั้นจึงฝึก การทุยโส่วแบบก้าวย่าง คือขณะผลักมือมีการก้าวเท้าไปด้วย การทุยโส่วแบบไม่ก้าวเท้า คือด้านตรง เรียกว่าสี่ทิศตรง ซึ่งมีเผิง หลี จี่ อั้นส่วนการทุยโส่วแบบก้าวย่าง คือด้านเฉียงหรือด้านมุม เรียกว่าสี่ทิศ เฉียง หรือสี่ทิศมุม ซึ่งมีไฉ่ เลี่ย โจ่ว เค่า ทั้งสองแบบไม่ได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่ทั้งสี่ทิศตรงและ สี่ทิศมุม มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงและสนับสนุนซึ่งกันและกัน เวลาท่านอาจารย์สอนทุยโส่วให้กับท่านอู๋ถู หนาน ท่านอาจารย์จะยืนอยู่ตรงกลาง หมุนตัวทีหนึ่งมือก็ทำการไฉ่(คล้ายกับการฉุดดึง) ผู้เป็นลูกศิษย์ ซึ่งอยู่วงนอก ก็ต้องตามแรงที่ถูกไฉ่ไป โดยถึงกับต้องวิ่งตาม วิ่งไปหลายก้าวเพิ่งจะตามทันการเคลื่อน ของอาจารย์ ท่านก็หมุนตัวกลับไปอีก ลูกศิษย์ก็ต้องวิ่งตามกลับไปอีก ฝึกจนเหงื่อไหลท่วมตัว

มาภายหลังท่านอู๋ถูหนาน ได้ศึกษาคัมภีร์อี้จิง จึงได้ทราบว่า นี่คือวงกลมที่ไม่แตกกระจายออก ความหมาย ก็คือ การวนเวียนอยู่กับศูนย์กลางของวงกลม และให้วงนอกเคลื่อนตาม ต้องไม่ยึดไว้แต่ก็ต้องไม่จาก ฟังดู ก็น่าจะง่ายดี แต่ว่าพลังอย่างนี้จะฝึกให้เป็นนั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก สรุปแล้วนี่เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น เป็น เพียงวิธีการฝึกโดยคร่าวๆ หลังจากนั้นจึงเริ่มต้นการฝึกพลัง

ท่านอู๋ถูหนาน

 

การฝึกพลัง เริ่มต้นต้องฝึกซงกง(คือฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นและข้อต่อต่างๆ)่ก่อน ซงกงอันนี้ ยากอยู่ ต้องฝึกตั้งแต่นิ้วเท้า ข้อเท้า หัวเข่า เอว ไหล่ทั้งสองข้าง แขนท่อนบน แขนท่อนล่าง ข้อมือ นิ้วมือ และกระดูกต้นคอทั้ง 7 ข้อ ซึ่งนอกจากศีรษะแล้ว ต้องทำการผ่อนคลายทุกๆส่วนของร่างกายให้ได้ทั้งหมด

การฝึกแบบนี้ทำให้ผู้ฝึกรู้สึกว่าร่างกายแทบจะแตกสลายออกไปเป็นชิ้นๆ หลังจากนั้นจึงค่อยมาฝึกพลังฝี มือ 3 ขั้นของมวยไท่เก๊ก พลังฝีมือขั้นที่หนึ่ง เรียกว่าเจ๊อะกงอันว่ามวยไท่เก๊กนั้นเนื้อแท้ก็คือ วิชาหมัด มวยประเภทหนึ่ง ถ้าเขามาอย่างนี้จะทำอย่างไร ถ้าเขาไปอย่างนี้จะทำอย่างไร เช่นท่าหลันแชี่ยเหว่ยใช้ ทำอะไร ท่าตันเปียนทำไมจึงต้องหมุนอย่างนั้น จะต้องเข้าใจและสามารถใช้ออกได้จาการเคลื่อนไหวทั้ง สองร้อยหกสิบกว่าการเคลื่อนไหวในท่ามวยทั้งหมด แต่ได้เท่านี้ก็ยังไม่นับว่าสำเร็จ เพราะว่าผู้ฝึกแค่รู้จัก การใช้ที่ตายตัว ยังไม่รู้จักการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงยังคงต้องวิเคราะห์ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลง เพื่อ ก้าวหน้าขึ้นอีกระดับหนึ่ง

พลังฝีมือขั้นที่สอง เรียกว่าจิ้งกง ทำไมถึงเรียกว่าจิ้งกงไม่เรียกว่าลี่กงละ(คำว่าจิ้งและลี่ในภาษาจีน ต่างก็ มีความหมายถึงพลังหรือแรงเช่นเดียวกัน แต่ที่จริงเป็นพลังที่มีรูปแบบที่แตกต่างกัน) เพราะว่ามวยไท่เก๊ก ไม่ใช้แรงที่กระด้าง พลังทั้งหมดที่ใช้ล้วนแต่เป็นพลังที่อ่อนหยุ่นมีสปริง แต่ว่าการฝึกพลังนี้มีเนื้อหาสาระ มากจริงๆ รอจนฝึกจิ้งกงจบแล้ว การฝึกขั้นต่อไปยิ่งยากขึ้นไปอีก

พลังฝีมือขั้นที่สามเรียกว่าชี่กง ชี่กง(พลังปราณ)ที่ท่านอู๋ถูหนานกล่าวถึงนี้ไม่ใช่ชี่กงที่ฝึกอย่างภายนอก แต่ เป็นชี่กงที่ฝึกอย่างภายในตามแบบของมวยไท่เก๊ก วิธีการฝึกชี่กงนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วน ส่วนแรก เรียกว่าอวิ้นชี่(การเคลื่อนลมปราณ) อวิ้นชี่คือการควบคุมให้ลมปราณสามารถเคลื่อนไปได้ทั่วทั้งร่างกาย คิด จะสั่งให้มันไปที่ไหนในร่างกาย มันก็จะไปถึงที่นั่น ไปทั่วร่างกายทั้งภายในและภายนอก ตั้งแต่อวัยวะภายใน ทั้งหลายไปจนถึงแขนขาทั้ง 4 ข้าง และส่วนอื่นๆของร่างกายทั้งหมด ไม่มีส่วนใดเลยที่ลมปราณหรือชี่จะไม่ สามารถแล่นไปถึงได้ ร่างกายก็ไม่มีส่วนใดที่จะไม่สามารถใช้ทำร้ายคู่ต่อสู้ได้ ท่านอู๋ถูหนานยังได้กล่าวกับผู้ ที่ไปสัมภาษณ์ท่านว่า”ถ้าพวกคุณไม่เชื่อ ก็ทดลองดูได้ ผมจะใช้นิ้วจี้ไปที่กลางฝ่ามือของคุณ คุณก็จะสามารถ รู้สึกได้ถึงลมปราณ หรือคุณสามารถที่จะผลักมายังตัวผม ที่ส่วนใดของร่างกายก็ได้ ร่างกายส่วนนั้นของผม ก็สามารถที่จะตีคุณกลับไปได้”

ในเมื่อส่วนไหนของร่างกายสามารถใช้ออกได้ ก็แสดงว่าสามารถเคลื่อนชี่ไปยังส่วนนั้นของร่างกายได้ และถ้า หากสามารถขับเคลื่อนพลังชี่ให้ออกนอกร่างกายได้ ก็จะสามารถส่งพลังนี้เข้าไปในร่างกายของคู่ต่อสู้ได้ หลัง จากนั้นก็จะให้พลังของตนเองเข้าร่วมหรือเข้าสัมพันธ์กับพลังของคู่ต่อสู้ ทำให้สภาวะของสองคนกลายเป็นคน เดียวกัน ถึงตอนนี้ไม่ว่าจะต้องการทำอะไรก็เป็นไปตามที่ใจต้องการแล้ว ท่านอู๋ถูหนานกล่าวว่า“คุณต้องการ ให้เขาคุกเข่าลง เขาก็จะคุกเข่าลงไป คุณต้องการให้เขานอนลงไป เขาก็จะนอนลงไป คนๆนั้นก็จะถูกคุณควบ คุมไว้แล้ว”

ท่านอู๋ถูหนานตีด้วยมวยไท่เก๊ก

ท่านอู๋ถูหนานตีด้วยมวยไท่เก๊ก

 

แต่พลังฝีมือแบบนี้ฝึกได้ยากมาก ท่านอู๋ถูหนานฝึกมาถึง 12 ปี ระยะเวลา 12 ปีนี้นับได้ว่ายาวนานทีเดียว ท่านอู๋ถูหนานฝึกมวยไทเก๊กได้อย่างไม่รู้จักเบื่อ และไม่มีวันจบ นั่นเพราะอะไร ท่านอู๋ถูหนานบอกว่าตัวท่าน เองนั้นถึงแม้โง่งมแต่ก็ไม่ถึงกับเลอะเลือน เนื่องด้วยมวยไท่เก๊กมีทั้งความน่าสนใจน่าสนุกและมีรสชาติ เหมือนดังเช่นกับการรับประทานผลสมอ พอกัดกินคำแรกจะรู้สึกว่ามีรสฝาดเสียเหลือเกิน แต่พอกัดกินไป เรื่อยๆก็กลับรู้สึกหอมหวานชุมคอขึ้นเรื่อยๆ ในตอนที่ท่านอู๋ถูหนานฝึกมาได้ 12 ปีแล้วนั้น ท่านรู้สึกว่าฝึก จนได้รสชาติแห่งความหวานของมวยไท่เก๊กแล้ว สุขภาพร่างกายก็แข็งแรงขึ้นมาด้วย

หยางเส้าโหวสอนมวย ตีจนล้มลุกคลุกคลาน

ท่านอู๋ถูหนานเป็นศิษย์คนแรกสุดของอาจารย์อู๋เจี้ยนเฉวียนภายหลังท่านเจี้ยนเฉวียน ได้แนะนำให้ท่านอู๋ถู หนานไปเรียนมวยต่อกับท่านหยางเส้าโหว อาจารย์ท่านนี้ร้ายกาจมาก ตีลูกศิษย์จนล้มลุกคลุกคลาน ตีแล้ว ตีอีก ฝึกมวยกับอาจารย์ท่านนี้ เพียงเขายื่นมือออกมาครั้งหนึ่ง ท่านอู๋ถูหนานก็หงายหลังล้มลงไปแล้ว ซ้ำ ยังซัดให้กระเด็นไปชนกับกำแพงอีก ที่บ้านของท่านอู๋ถูหนานมีห้องโถงที่ใหญ่มาก ห้องโถงห้องนี้ใช้เป็น สถานที่สำหรับเรียนวิชา ที่ห้องนี้มีบานประตูอยู่หกบาน ตกกลางคืนเวลาปิดประตู ต้องเอาคานไม้สอดขวาง เอาไว้ ที่เสาข้างบานประตูจะมีห่วงเหล็กตอกฝังเอาไว้ทั้งสองด้าน เวลาปิดประตูลงก็จะเอาคานไม้สอดเข้า ไปในห่วงเหล็กนั้นเพื่อขวางเป็นดาลประตู ท่านอู๋ถูหนานจำได้อย่างไม่มีวันลืมว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านอาจารย์ ปัดแขนออกไปทีหนึ่ง ตัวท่านอู๋ถูหนานก็กระเด็นออกไป ส่วนของเอวไปกระแทกเข้ากับห่วงเหล็กที่เสาข้าง ประตูนั้น ได้รับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ท่านอาจารย์ยังกล่าวว่า”เป็นอย่างไรแล้ว หมดกำลังใจเสียแล้ว หรือ” ท่านอู๋ถูหนานรีบตอบกลับไปว่า”ยังมีกำลังใจ ยังมีปณิธานอยู่”

ท่ามวยของท่านอู๋เจี้ยนเฉวียน

ท่ามวยของท่านอู๋เจี้ยนเฉวียน

 

ดังนั้นในครั้งต่อๆมา ท่านอู๋ถูหนานจึงคอยหลบหลีกไอ้ห่วงเหล็กมหาภัยเหล่านั้น ในสมัยนั้นพวกโต๊ะเก้าอี้ ภายในบ้านของท่านอู๋ถูหนาน ล้วนทำมาจากไม้แดงซึ่งมีความแข็งแกร่งและทนทานมาก เวลาที่เรียนมวย พวกเครื่องเรือนเหล่านี้จะถูกชนและถูกฟาดจนเสียหาย พอพนักเก้าอี้พังไป ก็เอามาทำเป็นตั่ง พอพื้นตั่ง พังไปอีก คราวนี้ก็เอาไปทำเป็นที่วางเตาไฟ มาตอนหลัง พอเวลาที่อาจารย์หยางมาสอนมวยที่บ้าน ปู่ของ ท่านอู๋ถูหนานต้องรีบเรียกให้คนในบ้าน มาช่วยกันขนเครื่องเรือนเหล่านั้นออกไปนอกห้องให้พ้นเสีย เวลา ฝึกมวยท่านอาจารย์หยางกลัวว่าท่านอู๋ถูหนานจะขี้เกียจและแอบอู้ ก็เลยไปเอาโต๊ะทำครัวจากในครัวมา 4 ตัว ซึ่งโต๊ะทำครัวนี้มีขาสูงกว่าโต๊ะทั่วไป โต๊ะนี้พ่อครัวใช้สำหรับเวลายืนหั่นผักหั่นเนื้อ อาจารย์หยางเอาโต๊ะ ทั้ง 4 ตัวมาเรียงต่อเข้าด้วยกัน แล้วก็สั่งให้ท่านอู๋ถูหนานมุดเข้าไปฝึกมวยที่ใต้โต๊ะนั้น ซึ่งจะต้องย่อต่ำเท่า กับการฝึกท่ามวยท่าหนึ่งในชุดของมวยไท่เก๊ก ที่เรียกว่าชีชุ่นเค่า ซึ่งท่านี้ก็คือการใช้หัวไหล่ของตนเองเข้า ตีฝ่ายตรงข้าม ตรงตำแหน่งของขาท่อนล่างต่ำลงไปเจ็ดนิ้ว

ท่านผู้เฒ่าผู้แก่ส่วนใหญ่ จะรู้กันว่าในตอนนั้นท่านอู๋ถูหนาน ได้รับความทรมานเหมือนการรับโทษทัณฑ์ เลยทีเดียว สรุปแล้วท่านอู๋ถูหนานจำไว้อย่างเดียวว่า ต้องฝึกมวยไท่เก๊กให้ดีให้ได้ นอกจากจะได้รับการ ถ่ายทอดที่แท้จริงแล้ว คนๆนั้นจะต้องมีกำลังใจ มีความกล้าหาญ ชนิดที่ใครก็ไม่สามารถมาขวางเอาไว้ ได้ มีความเด็ดเดี่ยวทรหดไม่ย่อท้อ มิฉะนั้นก็จะประสบภาวะล่มกลางคัน

ท่านอู๋ถูหนานได้เรียนกับท่านอาจารย์หยางจนจบ ใช้เวลาไป 4 ปี อาจารย์หยางพูดว่า”ข้าต้องไปแล้ว”อาจารย์ ในสมัยนั้นมีนิสัยที่ดีงาม ถึงแม้ว่าพวกเขาเหล่านั้น จะอาศัยเลี้ยงปากท้องด้วยการสอนศิษย์ แต่ว่าเมื่อเขาสอน จนจบแล้ว ก็จะบอกคุณว่าสอนจบแล้ว แล้วเขาก็จะจากไป คุณจะเชื้อเชิญอย่างไรเขาก็ไม่มาอีกแล้ว เพียงแต่ เมื่อถึงเวลาวันตรุษวันสารท ทุกคนก็จะมารวมตัวพบปะกันสักครั้ง

(ยังมีต่อ)