อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 11)

อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 11)

โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com) ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิต

 

(ตอนก่อน) ตอบปัญหา

ต่อไปนี้เป็นบางคำถามที่มีผู้ไปเยี่ยมเยือนท่านอู๋ถูหนานและได้ถามคำถามเหล่านี้ ถาม : ขอเรียนถามว่ามวยไท่เก๊กคืออะไร

ตอบ : มวยไท่เก๊กมีกำเนิดขึ้นมานานมากแล้ว ย้อนกลับไปในโบราณกาลยุคสมัยแรกเริ่มของประเทศจีน ในสมัยนั้นเรื่องหยูกยายังไม่ค่อยมี ผู้คนเมื่อเกิดการเจ็บป่วยเพียงอาศัยวิชาเต้าอิ่นวิชาการนวดมา ทำการรักษา ภายหลังจากผ่านยุคสมัยของนักการแพทย์ นักค้นคว้าวิชาเกี่ยวกับการบำรุงสุขภาพและ เพื่อการรักษาโรค เรื่องของการมีอายุวัฒนะ มีผู้ที่เก็บเกี่ยวเอาประสบการณ์เหล่านี้รวบรวมเอาไว้ ผนวกเข้าไว้ในวิชาหมัดมวย มวยไท่เก๊กก็มีกำเนิดเช่นนี้ ในช่วงปลายราชวงศ์หมิงต่อต้นราชวงศ์ชิง มีนักมวยไท่เก๊กคนหนึ่งชื่อหวางไป่เจีย เขากล่าวไว้ใน “หลักมวยภายในของจางซันเฟิง”ว่ามวย ภายนอกมีเส้าหลินมีวิชาที่ลึกล้ำเยี่ยมยอด จางซันเฟิงเชี่ยวชาญในมวยเส้าหลิน ได้พลิกวิชา และ ให้ชื่อว่ามวยภายใน ไม่เป็นสองรองจากเส้าหลิน ที่หวางไป่เจียชี้ถึงมวยภายในนี้ก็คืออีกชื่อหนึ่ง ของมวยไท่เก๊ก

มวยไท่เก๊กไม่เหมือนกับวิชาหมัดมวยอื่นๆ ซึ่งมองคร่าวๆจากภายนอกมีอยู่ 4 ประการ อย่างแรก มวยไท่เก๊กไม่ใช้กำลังที่แข็งกระด้าง เน้นที่จิตไม่เน้นการใช้กำลัง ไม่กระโดดโลดเต้น เมื่อรำมวย ทั้งชุดจบลงเลือดลมและลมหายใจยังคงเป็นปกติ อย่างที่สองมวยไท่เก๊กใช้ความสงบสยบการเคลื่อน ไหว ยามที่ฝึกมวยร่างกายและจิตใจต้องแสดงให้เห็นถึงความสงบและผ่อนคลายตลอดเวลา ยามที่ ใช้ออกก็เช่นเดียวกันต้องมีท่าทางที่ใช้ความสงบเข้าควบคุมการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม อย่าง ที่สามมวยไท่เก๊กใช้ความอ่อนหยุ่นเอาชนะความแข็งกร้าว ใช้ความอ่อนๆหยุ่นๆไม่ใช้กำลัง ก็ สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามที่มีพลังมหาศาลได้ อย่างที่สี่มวยไท่เก๊กสามารถใช้ความอ่อนแอกว่า เอาชนะคนที่แข็งแรงกว่า ซึ่งหมายถึงมีความแตกต่างกันของอายุ หนุ่มกับแก่ และความต่างทาง ด้านรูปร่างตัวใหญ่เล็กที่ต่างกันมาก คนที่อ่อนแอกว่าสามารถเอาชนะคนที่แข็งแรงกว่า เมื่อมอง จากปัจจัยทั้งสี่ข้อที่ได้พูดถึง ไม่ว่าจะฝึกรำมวย ฝึกทุยโส่วหรือว่าฝึกอาวุธ ถ้าหากมีปัจจัยทั้งสี่ข้อ นี้ครบ มันก็คือมวยไท่เก๊ก มิฉะนั้นก็จะเป็นวิชามวยอื่นไป ไม่ใช่มวยไท่เก๊ก

ภาพวันแต่งงานท่านอู๋ถูหนานเมื่ออายุ 25 และภรรยาอายุ 15

ภาพวันแต่งงานท่านอู๋ถูหนานเมื่ออายุ 25 และภรรยาอายุ 15

ถาม : ในวิพากษ์มวยไท่เก๊กของหวังจงเยว่กล่าวถึงคำที่ว่าวิชาสำนักอื่นๆมากมาย คำว่าสำนักอื่นๆนั้น หมายถึงอะไร อีกทั้งยังกล่าวว่าผู้ศึกษาต้องศึกษาอย่างละเอียด พวกเราจะศึกษาให้ละเอียดอย่างไร ตอบ : หวังจงเยว่เดิมคือหวังจง คนโบราณล้วนแต่มีฉายา เขาเป็นชาวซีอานซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเขาหัวซาน จึงได้ฉายาว่าจงเยว่ คนภายหลังไม่ทราบความจริงว่าที่แท้เขาชื่อหวังจง เพียงรู้จักแต่หวังจงเยว่ และก็ยังมีคนที่ค้นคว้าทางประวัติศาสตร์เพียงรู้จักแต่หวังจง แต่ไม่รู้ว่าหวังจงก็คือหวังจงเยว่ เรื่องนี้เพราะว่าผม(ท่านอู๋ถูหนาน)ได้เดินทางไปตรวจสอบข้อมูลที่ซีอาน ซึ่งได้พบกับผู้เฒ่าใน พื้นที่นี้จึงได้เข้าใจเรื่องโดยกระจ่างแจ้ง กับข้อกล่าวอ้างของท่านผู้เฒ่าเชื่อถือได้หรือเปล่า? ในประเทศจีนตั้งแต่ยุคโบราณมาก็ให้ความสำคัญกับ “เรื่องการปกครองให้ถามประชาชน”เรื่อง เล่าในหมู่ชาวบ้านเป็นเรื่องที่เรียบง่าย มีข้อมูลมากมายที่สามารถเชื่อถือได้ ที่หวังจงเยว่กล่าวว่า มีสำนักอื่นๆมากมาย หมายความถึงในสมัยนั้นมีวิชามวยที่มีรูปแบบแตกต่างกันหลากหลายวิชา กับมีวิชาหมัดมวยที่มีความแตกต่างกันไม่มาก ซึ่งวิชาหมัดมวยเหล่านี้เดิมทีไม่ใช่มวยไท่เก๊ก แต่ว่าเขาก็เรียกมันว่ามวยไท่เก๊ก หวังจงเยว่ไม่ได้ชี้ว่าในมวยไท่เก๊กเองมีหลายฝ่ายหลายสำนัก ผมดูแล้วว่าความหมายในข้อเขียนของเขาน่าจะอธิบายได้อย่างนี้ แล้วสามารถพิสูจน์ได้อย่างไร เนื่องจากเขากล่าวว่าวิชาสำนักอื่นๆมากมาย แม้ว่าท่าทางจะแตกต่างกัน แต่หนีไม่พ้นการใช้ความ แข็งแกร่งข่มเหงที่อ่อนแอ ที่ช้าต้องยอมให้ที่เร็วกว่า มีกำลังชนะที่ไม่มีกำลัง ออกมือช้าต้องยอม ที่ออกมือเร็วกว่า นี่เป็นความสามารถของธรรมชาติดั้งเดิม ไม่เกี่ยวกับการที่เรียนมาแล้วจึงมีเรื่อง แบบนี้ขึ้น มวยไท่เก๊กเริ่มต้นที่เฉิงหลิงสีซึ่งอยู่ในสมัยราชวงศ์เหลียงในยุคของราชวงศ์เหนือใต้ สืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงจางซันเฟิง ในช่วงเวลานั้นท่ามวยชุดของมวยไท่เก๊กส่วนใหญ่จะ เหมือนกันมีที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่นท่า “ไป๋เฮ่อเลี่ยนชื่อ(นกกระเรียนกางปีก)” มีที่กลายเป็น “ไป๋เอ๋อเลี่ยนชื่อ(ห่านขาวกางปีก)” เป็นต้น เหล่านี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการออก เสียง หรือเนื่องจากเมื่อเวลาที่ทำ การคัดลอกเกิดการเขียนหรือการอ่านออกเสียงผิดพลาดไป เรื่องต่อมาคือเรื่องของปัญหาของลำดับท่าที่มีการสลับสับเปลี่ยนกัน กฎเกณฑ์มวยไท่เก๊กใน ยุคโบราณเน้นหนักที่ ไม่ว่าท่าไหนจะก่อน ท่าไหนจะหลัง เพียงให้ท่าทั้ง 37 ท่าร้อยเรียง ไม่ขาดตอนกันอย่างเป็นธรรมชาติก็ใช้ได้ อีกประการคือกฎเกณฑ์ดั้งเดิมของมวยไท่เก๊ก ไม่ว่า จะเป็นอย่างไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ถ้าหากเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎเกณฑ์ดั้งเดิม เสียมันก็ไม่ใช่มวยไท่เก๊กแล้ว ที่เรียกว่าไม่ใช่มวยไท่เก๊ก สามารถอธิบายได้อย่างนี้การเข้าบุก และตีอย่างดุร้ายรุนแรง ก็คือการที่ฝ่ายหนึ่งใช้แรงตีฝ่ายที่ไม่มีแรง ก็คือฝ่ายที่มือที่ช้ากว่าต้องยอม ฝ่ายที่มือที่รวดเร็วกว่า มาตรว่าคุณจะมีฝีมือสูงส่งอย่างยิ่ง แต่เมื่อใช้กฎเกณฑ์ของมวยไท่เก๊กมา เปรียบเทียบแล้ว คุณก็ยังคงไม่ใช่มวยไท่เก๊ก ที่ผมอธิบายแบบนี้ก็มีบางคนรู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผล มวยไท่เก๊ก ที่จริงเป็นชื่อที่ใช้เรียกขานกัน นอกจากชื่อนี้มีการใช้ชื่ออื่นมาเรียกแทนมวยไท่เก๊ก ก็มีให้เห็นไม่น้อย เช่น เซียนเทียนเฉวียน(มวยก่อนฟ้าหรือมวยก่อนกำเนิด),โฮ่วเทียนเฉวียน (มวยหลังฟ้าหรือมวยหลังกำเนิด), ซานสือชีซื่อ(สามสิบเจ็ดท่า),เสียวจิ่วเทียนฝ่า (วิชาเก้าสวรรค์ น้อย), สือซานซื่อ(สิบสามท่า) เป็นต้น นี่ล้วนไม่ใช่เป็นชื่อแท้ของมวยไท่เก๊กชื่อที่แท้จริงยังคง เป็นไท่จี๋เฉวียน(มวยไท่เก๊ก) ชื่อที่แตกต่างออกไปเหล่านี้เนื่องมาจากปรมาจารย์ท่านนั้นๆคิดค้น ก่อตั้ง เกิดแรงบันดาลใจต่อมวยไท่เก๊ก ท่านผู้นั้นมีทัศนะต่อชุดมวยแบบปัจเจกบุคคล และตั้งชื่อ ให้ชุดมวยนั้นด้วยตัวของท่านเพียงผู้เดียว ก็เหมือนกับชื่อของพวกเรา ชื่อแซ่ของพวกเราไม่ สามารถเปลี่ยนแปลงตามใจ แต่สามารถตั้งชื่อฉายาอย่างอื่นเพิ่มขึ้นมา สรุปคือไม่สามารถทิ้งชื่อ แซ่ดั้งเดิมไปได้ แต่ว่าสามารถตั้งชื่ออื่นๆใดขึ้นมาเรียกขานแทนได้ เช่นผู้สันโดษลิ่วอี เรียกอย่าง นี้ก็รู้ได้ว่าหมายถึงคนคนนั้น แบบนี้บางครั้งก็สร้างความสับสน มีบางคนไม่รู้ถึงต้นสายปลายเหตุ ซึ่งเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าชื่อและฉายาของคนเดียวกลายเป็นคนสองคนไป เรื่องนี้เป็นความเคยชิน อย่างหนึ่งทางด้านภาษาและอักษรศาสตร์มาตั้งแต่โบราณของจีน พวกเราเมื่ออ่านหนังสือประวัติ ศาสตร์จีนโบราณควรเพิ่มความรอบคอบและระมัดระวังในเรื่องนี้ ถาม : ขอให้ท่านช่วยเล่าว่าประโยชน์ของชี่ในเวลาที่ฝึกมวยไท่เก๊กคืออะไร ตอบ : เวลาที่ฝึกมวยไท่เก๊กจะมีชี่ปรากฏให้รู้สึกได้ ตามการวิเคราะห์ในยุคปัจจุบัน ชี่ก็คือไฟฟ้าชีวภาพ ซึ่งไฟฟ้าชีวภาพจะมีอยู่ในร่างกายของสิ่งที่มีชีวิตทุกอย่าง ถ้าหากว่าไฟฟ้าชีวภาพในร่างกายของ คุณไม่มีอยู่หรือว่าอ่อนแรงมาก ก็คือชีวิตของคุณไม่สมบูรณ์แล้ว ดังนั้นคุณต้องเข้าใจและยึดกุม ในเรื่องสนามไฟฟ้าของไฟฟ้าชีวภาพ คนที่ก่อนหน้าที่ยังไม่ได้ฝึกมวยไท่เก๊ก รูขุมขนบนผิวหนัง ในพื้นที่หนึ่งตารางมิลลิเมตร จะขยายตัวได้ประมาณ 70 -80 รู หากสามารถผ่านการฝึกที่ถูกต้องแท้ จริง ผมเน้นถึงว่าฝึกได้อย่างถูกวิธี ฝึกศิลปะวิชาได้ถูกวิธี หลังจากการฝึกที่ถูกวิธีประมาณหนึ่งนาที ผ่านไป กลับมาดูผิวหนังตรงที่เดิมในพื้นที่หนึ่งตารางมิลลิเมตร จะพบว่ารูขุมขนสามารถขยายออก ได้ถึงหลายพันรู สิ่งที่ดีของมันคือเมื่อรูขุมขนขยายมันก็จะทำหน้าที่ทำการหายใจทางรูขุมขน เมื่อรู ขุมขนทั่วทั้งร่างกายทำการหายใจทางรูขุมขนแล้ว ก็จะช่วยประหยัดแรงงานในการหายใจของปอด แต่ประโยชน์ที่สำคัญอีกอย่างของมันคือ เมื่อทั่วทั้งร่างกายเวลาที่มีการผลัดเปลี่ยนการหายใจ ก็จะก่อ เกิดไฟฟ้าชีวภาพขึ้นมา นั่นเพราะอะไร เนื่องจากว่าในแต่ละเซลล์ในร่างกายของคนเรา มีประจุ ไฟฟ้าขั้วลบอยู่ แต่ส่วนผนังภายนอกของแต่ละเซลล์จะมีประจุไฟฟ้าขั้วบวก ถ้าหากว่าประจุลบใน เซลล์อ่อนลง เมื่อนั้นประจุบวกที่อยู่ภายนอกเซลล์ก็จะเข้าไปภายในเซลล์ เช่นนี้เมื่อประจุบวกและ ประจุลบมีการแลกเปลี่ยนกันขึ้น ก็จะเกิดการเสียดสีกัน ทำให้เกิดการสปาร์ค นี่จึงทำให้เกิดพลัง ไฟฟ้าขึ้นมา ประจุทั้งสองตัวนี้จะมีการเข้าและออกอยู่ตลอดเวลาทำให้มีการเสียดสีกันไม่ขาด นี่คือ สนามไฟฟ้าของไฟฟ้าชีวภาพ เมื่อเวลาที่พวกเราฝึกมวยไท่เก๊กกัน ในแต่ละเซลล์ก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนประจุกัน ไฟฟ้าชีวภาพก็จะ ก่อเกิดขึ้นไม่ขาดสาย การอธิบายอย่างนี้ ก่อนนี้ยังไม่มีใครทำมา อันนี้เนื่องมาจากว่าผมได้สัมผัสรู้สึก ได้จากการฝึกมวยไท่เก๊ก ปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปไกลมาก การอธิบายของผมนี้ต่อไปจะ สามารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ศิลปะวิชาก็ถูกต้องสมบูรณ์ เมื่อฝีมือของ คุณลึกล้ำยิ่งขึ้น ชี่ของคุณซึ่งก็คือไฟฟ้าชีวภาพก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น มันจะเปลี่ยนเป็นพลังได้อย่าง รวดเร็วมากเมื่อยามใช้ออกในเวลาที่ใช้ในต่อสู้ การเปลี่ยนแปลงของชี่เป็นพลังในมวยไท่เก๊กทำไม ถึงมีความรวดเร็วมาก เพราะว่ามันเป็นไฟฟ้าชีวภาพที่เป็นคลื่นไมโครเวฟ คลื่นไมโครเวฟนี้ไม่สามารถ เอาวิธีการใดมาคำนวณได้ว่ามันมีความรวดเร็วขนาดไหน เนื่องจากว่าคลื่นไมโครเวฟนี้ เคลื่อนที่ด้วย ความเร็ว 300,000 กม./วินาที พวกเราเวลาที่ฝึกมวยไท่เก๊กต้องผ่านการฝึกฝนเช่นนี้ มันไม่เพียงแต่เป็น ไฟฟ้าชีวภาพเท่านั้น มันยังเป็นคลื่นไมโครเวฟอีกด้วย ในปัจจุบันทุกที่ทั่วโลกล้วนใช้คลื่นไมโครเวฟ นี้ อย่างเช่นใช้ในการตรวจหาโรคของอวัยวะภายใน ใช้ในการติดต่อสื่อสารโทรคมนาคมเป็นต้น ใน ด้านการวิเคราะห์คลื่นไมโครเวฟในด้านของการใช้เพื่อการต่อสู้ในมวยไท่เก๊ก ในหลายปีนี้ตัวผมก็มี พลังฝีมือที่เหมาะสมกับการทดลอง แต่ติดอยู่ที่ว่าไม่มีห้องทดลอง การวิเคราะห์นี้ยังมีความจำกัดอยู่ มากเนื่องจากเป็นการใช้สมองมาคิดบวกกับการรับรู้ทางร่างกายมาใช้ ยังคงต้องรอผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์ ต่อไป ถาม : มวยไท่เก๊กในเวลาที่ต่อสู้กันมีการรับกระบวนท่าอย่างไร อะไรที่เรียกว่าหลิงคง ตอบ : ในเวลาที่รับกระบวนท่าในเวลาต่อสู้ของมวยไท่เก๊ก แบ่งการรับกระบวนท่าออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือใช้มือและแขนทั้งคู่มารับสัมผัสกับฝ่ายตรงข้าม ก็คล้ายกับการต่อสู้โดยทั่วไป แต่ถ้า หากทั้งสองฝ่ายยังไม่มีการแตะถูกตัวกัน ฝ่ายหนึ่งก็สามารถเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งได้ ซึ่งจัดอยู่ใน ประเภทที่สอง ซึ่งจัดอยู่ในวิชาชั้นสูงของมวยไท่เก๊ก ที่เรียกว่าหลิงคงขั้นแรกของหลิงคงก็คือการ ฝึกพลัง ฝึกจนกระทั่งมันเกิดขึ้นมา จิง(สารจำเป็นที่หล่อเลี้ยงร่างกาย)และี่(ลมปราณ)ในร่างกาย คนเราเป็นวัตถุธาตุสองชนิด ทั้งสองอย่างนี้เมื่อรวมตัวกันเป็นหนึ่งก็จะก่อเกิดเสิน(พลังชีวิตและสติ) ขึ้นมา สามารถเรียกได้ว่าเสินเป็นการตกผลึกของวัตถุธาตุ มันมีความลุ่มลึกถึงที่สุด ไม่สามารถคำนวณ สภาพของอินหยางได้เรียกว่าเสิน คุณบอกว่ามันเป็นอิน มันไม่ใช่อิน บอกว่ามันเป็นหยาง มันก็ไม่ ใช่หยาง เนื่องด้วยหากว่าเป็นอินหรือเป็นหยาง ก็เปลี่ยนสภาพเป็นอินหยางแล้ว มันเป็นวัตถุธาตุ ที่ก่อกำเนิดจากสัมพันธ์กันของอินและหยาง ซึ่งก็คือเสิน

มากล่าวถึงเวลาที่รับมือคู่ต่อสู้ต่อ จะใช้เสินมารับมืออย่างไร ถ้าหากการที่มือหรือแขนของคนสอง คนมาสัมผัสกัน เป็นการใช้ความรู้สึกในระยะใกล้ เนื่องจากมีการสัมผัสกันแล้ว สิ่งที่ใช้คือความรู้ สึกที่สัมผัสกัน แต่สิ่งที่พวกเราพูดถึงกันคือหลิงคง ซึ่งหลิงคงคือความรู้สึกที่สัมผัสได้ในระยะไกลความรู้สึกสัมผัสได้ในระยะไกลส่วนใหญ่สามารถแบ่งได้เป็นการสัมผัสจากการมองเห็น การสัมผัส ได้จากการได้กลิ่น และการสัมผัสได้จากการได้ยิน ผู้ฝึกมวยไท่เก๊กในระดับต้นส่วนมาก มักจะพูด คำๆ นี้ว่า พวกเราลองฟังแรงดู คนทั่วไปพอพูดจบแล้วก็แล้วไป ตามความเป็นจริงที่พูดว่าฟังดู เขา ไม่ได้ฟังจริงๆ บางครั้งเล่น(ทุยโส่ว)กันอยู่ครึ่งวัน เขาฟังไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง สาเหตุเนื่องมา จากเขาไม่ได้ใช้ความรู้สึกในการได้ยิน ความรู้สึกในการได้กลิ่น และความรู้สึกในการได้เห็นไม่ ได้ใช้ความรู้สึกทั้งสามอย่างนี้ไปฟัง ในตอนที่มือและแขนของพวกเรายังไม่ได้แตะสัมผัสถูกฝ่าย ตรงข้าม ควรจะฟังที่ไหน ในเวลานั้นตาสามารถมองเห็นได้ จมูกสามารถสูดดมกลิ่นได้ หูก็สามารถ ได้ยินได้ ทุกๆส่วนล้วนใช้การสัมผัสในระยะไกล แบบนี้ทุกอย่างของฝ่ายตรงข้าม รวมกระทั่ง อวัยวะภายในจนถึงสภาพทางภายนอก เราต้องเข้าไปรับรู้มัน การเต้นของชีพจรของเขา ความดัน โลหิตที่สูงต่ำของเขา การหายใจสั้นยาวของเขา การเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารของเขา หรือ แม้แต่กระเพาะปัสสาวะลำไส้ใหญ่เล็กพวกเราก็ล้วนฟังได้สัมผัสได้ แบบนี้หลังจากที่ตลอดร่างกาย ของพวกเราอยู่ในสภาวะว่าง พวกเราเพียงมองปราดเดียวก็รู้ได้ทันที พอถึงตอนนี้พวกเราก็เข้ารับ กระบวนท่าของเขา ไม่มีอะไรที่รับไม่ได้ การสัมผัสระยะไกลเรียกได้อีกอย่างว่าการควบคุมระยะ ไกล พวกเราเมื่อใช้เสินก็สามารถเข้าควบคุมเขาได้แม้อยู่ในระยะที่ห่างออกไป การเปลี่ยนแปลง อย่างนี้ เป็นการเข้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่ต้องมีรูปลักษณ์ เมื่ออยู่ในช่วง ไร้รูปไร้ลักษณ์ก็คือได้รวมเป็นหนึ่งเดียวแล้ว กล่าวถึงเมื่อร่างกายของตนเองอยู่ในสภาวะว่าง ไม่ว่าวัตถุสิ่งของใดๆล้วนไม่สามารถเพิ่มเข้ามาบนร่างกายของเราได้อีก เรียกสภาวะนี้ว่า สภาวะ ร่างกาย(และจิตใจ)ว่าง ในลักษณะนี้เมื่อมีสิ่งใดเข้ามาที่เราจึงสามารถตอบโต้กลับไปได้อย่าง เป็นธรรมชาติ หากว่าพูดในเชิงลึกลงไปอีก ก็คือในช่วงเวลาที่คุณเตรียมพร้อมก่อนที่จะรับมือคู่ต่อสู้ อวัยวะภาย ในทั้งอู้จ้างลิ่วฝู่ของคุณเองล้วนมีการเคลื่อนไหวทั้งหมด อวัยวะภายในเหล่านี้มันคอยเตรียมพร้อม อยู่ภายใน ถึงแม้ว่าดูจากภายนอกจะเห็นเพียงการเคลื่อนไหวของแขนขาก็ตาม แต่ความเป็นจริง ภายในร่างกายของคุณตั้งแต่สมอง ตลอดจนถึงอู่จ้างลิ่วฝู่ ไปจนถึงการไหลเวียนของกระแสโลหิต ถึงระบบการหายใจเป็นต้น ซึ่งล้วนมีบทบาทอยู่ภายในร่างกาย ดังนั้นมวยไท่เก๊กจึงเป็นเรื่องที่ เกี่ยวกับทั้งระบบ และก็สามารถกล่าวได้ว่า การใช้ทฤษฎีของมวยไท่เก๊กในการต่อสู้อาศัยตาม กฎของอี้จิง นี่จึงใช่มวยไท่เก๊ก ดังนั้นการอยู่ในระยะห่างโดยที่ยังไม่ปล่อยพลังออกไป คุณก็จะรู้ได้ว่าเมื่อไหร่จึงควรปล่อย พลัง ฝ่ายตรงข้ามจะเคลื่อนไหวในส่วนใด คุณก็จะรู้ว่าส่วนใดของเขาจะเคลื่อนไหว พูดอีกอย่าง ก็คือ ในขณะที่คุณยังไม่ได้สัมผัสกับฝ่ายตรงข้าม แม้กระทั่งคุณยังไม่ได้ใช้ความรู้สึกในการสัมผัส ระยะไกล แต่คุณก็มองเห็นฝ่ายตรงข้ามกระจ่างดุจนิ้วบนฝ่ามือแล้ว ดังนั้นการที่คุณจะเข้าไปถึง ส่วนใดของฝ่ายตรงข้าม ก็เหมือนกับการเข้าไปในที่ที่ไม่มีคนอยู่ ผมเคยเขียนเอาไว้หลายประโยค กล่าวถึงในเวลาเช่นนี้ว่า “คู่ต่อสู้อยากจะเปลี่ยนแต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนได้ คู่ต่อสู้อยากจะจู่โจมแต่ ก็ไม่สามารถกระทำได้” ตอนหลังยังกล่าวถึง “นี่คือการสำเร็จขั้นสูง”นี่เรียกว่าฝีมือในระดับสูง การใช้พลังไปเปลี่ยนการเคลื่อนพลังของฝ่ายตรงข้าม นี่เป็นฝีมือในระดับกลาง การใช้แต่ท่าทาง แล้วส่งผลให้เกิดการแพ้ชนะขึ้น นี่เป็นฝีมือในขั้นต่ำ ก็คือเมื่อผมใช้กระบวนท่าหนึ่งเพื่อทำลาย กระบวนท่าหนึ่งของคุณ อย่างนี้เป็นฝีมือในขั้นต่ำของมวยไท่เก๊ก ไปจนกระทั่งเป็นแบบของ การใช้แรงตะลุยกันนี่ไม่ใช่มวยไท่เก๊กแล้ว ถึงแม้จะเรียกว่าเป็นมวยไท่เก๊ก แต่ความเป็นจริงมัน ไม่ใช่มวยไท่เก๊ก แม้แต่จะนับเป็นฝีมือในขั้นต่ำก็ยังนับไม่ได้เลยมันเป็นการใช้แรงตีคนที่ไม่มี แรง คนที่ช้ากว่าต้องยอมคนที่เร็วกว่า เป็นความสามารถดั้งเดิมของเรา ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการ เรียนเรื่องแรงแล้วใช้มัน

จบ