อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 10)

อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 10)

โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com) ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิต

 

(ตอนก่อน)

อายุวัฒนะ

อายุวัฒนะ การชะลอความเสื่อมและความชราคือจุดสำคัญของการวิเคราะห์เรื่องอายุวัฒนะ พวกเรามาถก ปัญหาในเรื่องของอายุวัฒนะก่อน การมีอายุวัฒนะของคนคนหนึ่ง ไม่ใช่การพูดถึงว่าสามารถ มีอายุอยู่ถึงได้กว่าร้อยปี จึงจะเรียกได้ว่ามีอายุวัฒนะ ปัญหานี้คุณต้องหาหลักการเพื่อมารู้จัก กับมัน ไม่ต้องสงสัยว่า พวกเราล้วนเป็นผลมาจากการที่พ่อแม่ร่วมกันแล้วกำเนิดบุตรชายหรือ บุตรหญิงออกมา หลังจากคลอดออกมาก็เหมือนเช่นการที่พ่อแม่ได้หว่านเมล็ดพืชพันธ์เอาไว้ พืชพันธ์ที่งอกงามขึ้นนี้จะค่อยๆเสื่อมโทรมลงอย่างช้าๆจนหมดสิ้นสภาพไปในช่วงชั่วอายุขัย ของคนเรา คนเราแต่ละคนมีต้นทุนของร่างกายที่ฟ้าประทานมาไม่เท่าเทียมกัน บางคนก็มี มาก บางคนก็มีอยู่น้อย จากความไม่เท่าเทียมกันในต้นทุนของร่างกาย จึงทำให้มีความต่างกัน ของอายุขัยที่สั้นยาวไม่เหมือนกัน อย่างนั้นใช่หรือไม่ว่าพวกเราถูกกำหนดอายุจากฟ้า ถ้าอย่าง นั้นพวกเราก็ปล่อยตามธรรมชาติก็ดีแล้ว ใยต้องไปวิเคราะห์ในเรื่องอายุวัฒนะกันอีกเล่า? แต่ว่า ไม่ว่าเป็นใครก็ตามล้วนแต่ไม่เต็มใจที่จะจากโลกนี้เร็วเกินไป ล้วนแต่หวังว่าจะมีอายุยืนยาว เพิ่มอีกสักวันหนึ่ง สามารถทำงานรับใช้สังคมเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง ลงหลักปักฐานให้รุ่นลูกมีฐานะ เพิ่มขึ้นอีกหน่อย คนที่อยู่ในวัยชราล้วนแต่มีจิตใจเป็นเช่นนี้ ดังนั้นพวกเราจึงต้องมาวิเคราะห์ว่า จะทำอย่างไรจึงจะสามารถชะลอความเสื่อมและความชรา สามารถยืดอายุขัยให้ยืนยาวออกไปได้ ตามความเห็นของท่านอู๋ถูหนาน สมมติว่าคนคนหนึ่ง มีอายุตามฟ้ากำหนดถึง 70 ปี ได้คิดหาวิธีชะลอความเสื่อม เพื่อยืดอายุออกไปได้ถึง 71 ปี อย่าง นี้สามารถพูดได้ว่ายืดอายุได้แล้ว ถ้ามีอายุยืนออกไปได้อีกหลายปีก็นับได้ว่ามีอายุวัฒนะแล้ว จะไปบังคับให้เขามีอายุยืนถึง 100 ปี หรือ 100 กว่าปีนั้นย่อมทำไม่ได้ อย่างนั้นจะใช้วิธีการใด จึงสามารถชะลอความเสื่อมและความชราได้เล่า ก่อนจะกล่าวในด้านลึก พวกเรามาลองดูอะไร กันหน่อย ร่างกายของท่านอู๋ถูหนานคือตัวอย่างที่ใช้ทดลองทฤษฎีนี้ ท่านอู๋ถูหนานปีนี้มีอายุย่างเข้า 98 ปีแล้ว(ค.ศ. 1983) ทุกคนเห็นว่าท่านอู๋ถูหนานมีสุขภาพ ร่างกายที่ดียิ่ง แต่ทุกคนคิดไม่ถึงหรอกว่า ที่ผ่านมา 98 ปีของท่านอู๋ถูหนานไม่ได้ผ่านมา อย่างราบรื่น ท่านอู๋ถูหนานภายหลังที่คลอดออกมาก็ป่วยด้วยโรคตับอักเสบ, ม้ามโต, วัณโรค ปอด, ลมชักซึ่งโรคลมชักนี้เวลานั่งคุยกันอยู่ดีดีก็ล้มลงไปชักได้ โรคพวกนี้ล้วนเป็นมาแต่ใน ครรภ์ ท่านอู๋ถูหนานเป็นเด็กอมโรคอย่างนี้ คนทั่วไปเมื่อคลอดออกมาส่วนใหญ่ก็มีร่างกาย ที่สมบูรณ์ แต่ท่านอู๋ถูหนานทำไมเมื่อคลอดออกมา ร่างกายถึงได้ผิดปกติไป นี่เป็นสิ่งที่ เกี่ยวกับฟ้ากำหนด

เนื่องจากในเวลานั้นบิดามารดาของท่านอู๋ถูหนานต่างก็มีอายุมากแล้ว ก็หวังอยากจะได้บุตร ไว้เชยชมสักคนหนึ่ง คิดไม่ถึงว่า เมื่อได้บุตรสมปรารถนาแต่ว่ากลับเป็นเด็กอมโรค เกรงว่า จะเลี้ยงไปไม่รอด จึงเชิญหมอหลีจื่อหยูซึ่งเป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นมาทำการตรวจ โรคให้ ท่านหมอผู้นี้เป็นหัวหน้าแพทย์หลวงในพระราชวังของราชวงศ์ชิง ได้ทำการรักษา ให้ท่านอู๋ถูหนานจนถึงอายุ 9 ปี สุขภาพของท่านอู๋ถูหนานได้ค่อยๆแข็งแรงขึ้น ท่านหมอ หลี่กล่าวว่า “อาศัยการรักษาด้วยการกินยา เกรงว่าจะรักษาเขาได้ไม่หายขาด อีกทั้งไม่สามารถ ช่วยให้แข็งแรงสมบูรณ์กว่านี้ได้ ต้องให้เขาไปฝึกพลัง” ตอนหลังปู่ของท่านอู๋ถูหนาน ได้ พาท่านไปฝึกมวยไท่เก๊กกับท่านอาจารย์อู๋เจี้ยนเฉวียน ติดตามท่านอาจารย์อู๋เรียนมวยอยู่ 8 ปี หลังจากนั้นท่านอาจารย์อู๋ได้แนะนำให้ท่านอู๋ถูหนาน ไปเรียนต่อกับท่านอาจารย์หยาง เส้าโหวอีก 4 ปี เวลาที่ฝึกมวยรวม 12 ปีนี้ มีความทุกข์อย่างสาหัส อย่างเช่นการฝึกติ้งซื่อซึ่ง คือการยืนอยู่นิ่งๆอยู่ในท่าเดียว ไม่อนุญาตให้เคลื่อนไหวให้ยืนตามเวลาที่อาจารย์กำหนด ไว้ ท่านอาจารย์พอให้ยืนแล้วเมื่อปรับท่าให้ถูกต้องเสร็จแล้ว ตัวท่านเองก็กลับไปดื่มน้ำชา สูบยาสูบแล้ว ยืนจนกระทั่งเหงื่อไหลท่วมตัว ท่านอาจารย์ก็จะออกมาดู ที่ออกมาไม่ได้สั่ง ให้พักหรอก แต่ให้เปลี่ยนท่ายืนต่างหาก ฝึกพลังอยู่อย่างนี้ ในตอนนั้นท่านอู๋ถูหนานพูดว่า“ป่วยตายเสียยังจะดีกว่า ที่ต้องมารับทัณฑ์ทรมานแบบนี้” มีหลายครั้งที่ท่านอู๋คิดโดดบ่อน้ำ ฆ่าตัวตาย ตอนหลังถูกท่านอาจารย์ตำหนิว่าท่านอู๋ไม่เอาไหน ท่านอู๋จึงกัดฟันแข็งใจฝึกฝน ต่อไป จากการฝึกฝนภายหลังจึงพบว่า ร่างกายมีการพัฒนาอย่างมาก ไม่เพียงแต่ร่างกายจะ ค่อยๆแข็งแรงขึ้นมา แม้แต่สมองก็ยังว่องไวขึ้นมาด้วย พลังชีวิตสมบูรณ์มีชีวิตชีวา ในตอน นั้นไม่ว่าจะเรียนหนังสือเล่มไหน ประวัติศาสตร์เล่มใดๆล้วนแต่ท่องจำได้หมด อย่างเช่น พวกโคลงกลอนท่องได้ตั้งบทแรกไปทั้งหมด ซึ่งไม่เพียงแต่ท่องจำเนื้อความเดิมได้เท่านั้น แม้แต่ส่วนของอรรถาธิบายก็ยังท่องได้ทั้งหมด ปัจจุบันนี้ท่านอู๋ถูหนาน(เมื่ออายุ 98 ปี) ก็ยัง สามารถท่องได้ทั้งหมด ไม่มีลืมเลือนเลย ภายหลังได้เรียนทางด้านวัฒนะธรรมของทาง ตะวันตก พวกวิชาคณิตศาสตร์, ตรีโกณมิติ, แคลคูลัส รวมทั้งภาษาต่างประเทศเป็นต้น ก็ล้วน ท่องจำได้ทั้งหมด เนื่องจากว่าร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ จึงทำให้มีสมองในการจดจำท่องจำ ยิ่งว่องไว นี่คือเหตุการณ์ตั้งแต่ตอนเด็กของท่านอู๋ถูหนาน

 

ท่านอู๋ถูหนาน อายุร่วมร้อย ยังตีคนจนลอยได้

ท่านอู๋ถูหนาน อายุร่วมร้อย ยังตีคนจนลอยได้

ต้องการซ่อมสร้างร่างกายที่เสื่อมไปต้องสนใจเรื่องอาหารการกิน คนเราพอเกิดมา ทุกๆวันก็มีความเสื่อมและถดถอยลงไป เสื่อมโทรมลงไปหนึ่งวัน อายุก็ หดสั้นลงไปหนึ่งวัน ดังนั้นท่านอู๋ถูหนานจึงวิเคราะห์ในจุดที่ว่า จะไม่ให้ร่างกายมันเสื่อม โทรมลงไปได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ แล้วสามารถหาทางช่วยเหลือได้หรือไม่ ช่วยใน การซ่อมสร้างร่างกาย ทำให้ร่างกายมีความเสื่อมโทรมน้อยลง เมื่อร่างกายเสื่อมโทรมลงถึง ที่สุด คนคนนั้นก็ถึงจุดจบใช่หรือไม่ ทำได้หรือไม่ที่จะไม่ให้ร่างกายเสื่อมโทรมลงจนหมด สิ้นทุกอย่าง ยังมีเหลือไว้อยู่บ้าง อย่างนี้เป็นอายุวัฒนะหรือไม่ นี่เป็นจุดสำคัญของการชะลอ ความเสื่อมความชรา หากมาพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดจะเห็นว่าค่อนข้างจะซับซ้อน เรา มาพูดถึงวัตถุสิ่งของบนโลกก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผ่านการรับแสงที่สาดส่องจากดวงอาทิตย์ บวก กับปัจจัยในการเปลี่ยนแปลงของวัตถุแต่ละชนิด ก่อให้เกิดวัตถุสิ่งของขึ้นมาสองประเภท ประเภทแรกคือบรรดาธัญพืช ผักผลไม้ ต้นไม้ ขอเรียกประเภทนี้ว่าวัตถุที่อยู่นิ่ง อีกประเภท หนึ่งคือพวกสัตว์ทั้งหลาย เรียกประเภทนี้ว่าวัตถุที่เคลื่อนไหว สมมติว่าในเวลาเช้าของแต่ ละวัน หากได้ดื่มนมแก้วหนึ่ง กินไข่ไก่สองฟอง รู้จะรู้สึกอิ่มสบายท้อง แต่สมมติว่าให้ หญ้ากับคุณสักฟ่อนหนึ่ง รำข้าวสักกอง หรือว่าเมล็ดกรวดทราย เรียกให้คุณกินลงไป แน่ นอนว่าคุณต้องกินเข้าไปไม่ได้ แต่เมื่อไก่ได้กินสิ่งเหล่านี้ลงไปวัตถุที่ไม่เคลื่อนไหวเหล่า นี้ก็จะถูกเปลี่ยนแปลง สามารถที่จะเปลี่ยนเป็นวัตถุที่เคลื่อนไหวได้ ซึ่งสิ่งที่ได้ก็คือไข่ไก่ คนเราก็กินมาไข่ไก่หรือว่าเนื้อของไก่ ท่านอู๋ถูหนานเชื่อว่า คนเราต้องการกินวัตถุที่เคลื่อนไหวได้ซึ่งก็คือพวกสัตว์ แต่พวกวัตถุที่อยู่ นิ่งซึ่งก็คือพืชคนเราก็กินเช่นเดียวกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วเกิดผลกระทบน้อยกว่าพวก สัตว์ สมมติว่าคุณกินแต่ข้าวไม่กินอย่างอื่น กินจนพุงกางก็ไม่รู้สึกว่าอย่างไร แต่หากว่าคุณกิน เนื้อวัวเนื้อแพะหรือว่าเนื้อหมูสักหลายก้อนลงไป กินกุ้งปลาลงไปอีก แม้ว่าจะกินน้อยกว่า ข้าวเมื่อกี้แต่ก็รู้สึกว่าอิ่มท้องได้นานกว่า ดังนั้นท่านอู๋ถูหนานสนับสนุนที่ว่าคนเรากินเนื้อ สัตว์มากกว่าพืช แต่ท่านอู๋ถูหนานก็ไม่ได้คัดค้านว่าไม่ต้องกินพืชผักเลย โปรตีนมากเกินไป ก็ทำให้เกิดโรคได้ ดังนั้นจึงยังคงต้องกินหลายๆอย่างเพื่อความเหมาะสม กินผักผลไม้รวมทั้ง ธัญพืชเป็นประจำมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแน่นอน มีนักข่าวที่ไปเยี่ยมเยือนท่านอู๋ถูหนาน มักตั้งคำถามกับท่านเป็นประจำว่าท่านปกติดื่มกินอะไรบ้าง ท่านตอบว่าตัวท่านเองได้ทำตาม หนังสือบางเล่มที่ว่าอะไรไม่ควรกิน อะไรที่ควรกินให้น้อย ท่านอู๋ถูหนานไม่ได้งดอาหารเนื้อ สัตว์พวกเป็นไก่ปลาหรือไข่ คิดจะกินอะไรก็กินอย่างนั้น เนื้อติดมันก็กิน วันไหนถ้ากินเนื้อ สัตว์สักหนึ่งชั่ง ก็จะกินอาหารจำพวกข้าวน้อยลง พวกผักก็กินไม่มาก ท่านอู๋ถูหนานยังดื่มสุรา ขาวอย่างดีของจีน อย่างเช่นเหมาไถเป็นต้น สูบใบยาของจีน ดื่มน้ำชาแก่ๆ แต่ว่าร่างกายก็ แข็งแรงมาก นี่เป็นความเคยชินในการดื่มกินของท่านอู๋ถูหนาน พูดถึงเรื่องชี่ของมวยไท่เก๊ก ในปัจจุบันนี้มีผู้คนจำนวนมากทำการวิเคราะห์ในเรื่องของชี่(ลมปราณ) ที่ท่านอู๋ถูหนานกล่าว ถึงเป็นเฉพาะเรื่องชี่ของมวยไท่เก๊ก ไม่ได้พูดรวมถึงเรื่องชี่ในวิชาชี่กงจุดแตกต่างที่สำคัญของ ทั้งสองวิชาคือ ของมวยไท่เก๊กเป็นการใช้ใจเดินพลังในเวลารำมวย ชี่โคจรไปทั่วร่างกาย ชี่แบบ นี้มาจากที่ไหนเล่า? คนคนหนึ่งกินอาหารประเภทต่างๆเข้าไปในร่างกาย อณูของอาหารที่มีคุณ ค่าเหล่านี้ก็จะก่อกำเนิดชี่ชนิดหนึ่งขึ้นมา มีชี่อีกชนิดหนึ่งได้มาจากอากาศที่เราหายใจเข้าไป ชี่ ทั้งสองชนิดนี้เข้ามารวมตัวกันที่บริเวณหน้าอกเรียกชี่นี้ว่าจงชี่จงชี่สามารถกระจายไปได้ทั่วทั้ง ร่างกาย ข้างบนขึ้นถึงศีรษะข้างล่างลงไปถึงเท้า ทุกๆส่วนของร่างกายไม่ว่าจะเป็นจุดเล็กจุดน้อย ไม่มีส่วนใดที่จงชี่ไปไม่ถึง ขณะเดียวกันมันก็จะคัดสรรสารที่หล่อเลี้ยงร่างกายนำส่งไปยังเส้น โลหิตเรียกว่าอิ๋งชี่(ชี่หล่อเลี้ยง) พาเอาชี่ส่วนที่กระจัดกระจายส่งไปตามนอกเส้นโลหิต ให้มัน ผ่านไปตามมัดกล้ามเนื้อต่างผ่านออกมาตามผิวหนังนอกร่างกายทั่วทั้งตัว คนเรามองดูเหมือน กับว่าไม่มีชี่ ความจริงคนเราทุกคนผิวนอกร่างกายของเรามีชี่ทั้งนั้น ชี่ชนิดนี้เรียกว่าเว่ยชี่ (ชี่คุ้มครอง) มันคอยดูแลควบคุมการหดขยายของรูขุมขน อากาศเย็นรูขุมขนก็หดเล็กลง อากาศ ร้อนรูขุมขนก็ขยายตัว ถ้าร้อนมากก็ขยายตัวเต็มที่เราก็จะรู้สึกเย็นเพราะความร้อนในร่างกาย ถูกระบายออกไปตามรูขุมขน รูขุมขนยังมีส่วนช่วยในการหายใจ ช่วยลดภาระในการหายใจ ของปอดลง อย่างนี้จึงได้รับประโยชน์จากการฝึกมวยไท่เก๊ก การใช้ชี่ของมวยไท่เก๊กแบ่งออกเป็นสองขั้น ขั้นแรกเรียกว่าอวิ้นชี่(บริหารชี่) ขั้นที่สองเรียก ว่าสื่อชี่(ใช้ชี่) ก่อนหน้าตอนที่เรายังไม่ได้รำมวยไท่เก๊ก ให้ปล่อยให้เลือดลมและลมหายใจ อยู่ในระดับปกติ ปล่อยให้ใจและร่างกายผ่อนคลาย อย่าได้คิดเรื่องต่างๆวุ่นวายสับสน แล้ว คุณก็สูดลมหายใจเข้า ลมหายใจต้องช้าและสม่ำเสมอ คุณสามารถรับรู้ได้ว่าชี่ที่แขนขาและ ตลอดทั่วทั้งร่างกายรวมกลับไปยังหน้าอก พอคุณค่อยๆหายใจออกชี่ก็จะไหลกลับไปตาม ส่วนต่างๆตามเดิม การจะพูดถึงเรื่องปฏิกิริยาของลมหายใจต่อร่างกายให้ครบถ้วนไม่ใช่เรื่อง ง่ายๆ อวิ้นชี่คือเมื่อเวลาที่คุณหายใจเข้า ต้องมีที่ที่แน่นอนให้ชี่เก็บสะสมเอาไว้ แล้วเอาเก็บ ไว้ที่ไหน? ที่ที่ว่านี้เรียกว่าตันเถียน แล้วตำแหน่งของตันเถียนอยู่ที่ไหน? วิธีหาตำแหน่งก็ ง่ายมาก เพียงคุณเอานิ้วชี้นิ้วกลางและนิ้วนางสามนิ้วเรียงกัน เอานิ้วทั้งสามนี้ทาบลงบนท้อง ให้นิ้วชี้วางอยู่บนสะดือ ตำแหน่งตรงนิ้วนางที่อยู่ในแนวเดียวกันสะดือก็คือตันเถียน (ตัน เถียนมี 3 ตำแหน่งอยู่หว่างคิ้วเรียกว่าตันเถียนบน อยู่ที่กลางอกใต้หัวใจเรียกว่าตันเถียน กลาง อยู่ใต้สะดือเรียกว่าตันเถียนล่าง) ชาวจีนพูดถึงเรื่องของตันเถียนมากมาย แต่คุณ ไม่ต้องไปสนใจ สนใจเพียงแต่ว่าการหาตำแหน่งของตันเถียนต้องใช้นิ้วของตัวเองเท่านั้น อย่าใช้นิ้วของคนอื่นวัด เนื่องจากว่านิ้วของแต่ละคนใหญ่เล็กไม่เท่ากัน การหายใจเข้าต้อง หายใจเบาๆให้ลึกเข้าไปถึงตำแหน่งตันเถียน เมื่อถึงตันเถียนก็ให้หยุดหายใจเข้า ให้หยุด ตรงนี้อย่าหายใจเข้าต่ออีก เพราะว่าจะทำให้เกิดโรคได้ เนื่องจากกล้ามเนื้อของท้องเกิดแรง กดดันและบีบรัด ทำให้เป็นโรคไส้เลื่อนได้ ก็คือลำไส้เล็กถูกชี่อัด เมื่อหลังจากเก็บชี่ไว้ที่ ตันเถียน จากนั้นจึงหายใจออก ต้องหายใจออกช้าๆอย่างนุ่มนวล ถึงตอนนี้คุณก็ใช้ใจเดินชี่ (พลัง)แล้ว ในใจของคุณคิดให้มันไปที่ไหน สมมติคิดให้ชี่ไปที่ปอด คุณก็คิดไปที่ปอด หากคุณคิดให้ชี่ไปที่ตับ คุณก็เอาความคิดไปไว้ที่ตับ ฝึกฝนอย่างนี้นานๆ อวัยวะภายในทั้ง หลายซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ควบคุมไม่ได้ ก็จะค่อยๆเชื่อฟังคุณ การอวิ้นชี่ขั้นนี้สามารถนำไป ใช้ร่วมกับการใช้นิ้วทั้งห้ามาฝึกอวัยวะภายในได้ และสามารถนำไปใช้ในการฝึกท่าเดี่ยว การฝึกติ้งซื่อ (การยืนจั้นจวงแบบต่างๆ)ของมวยไท่เก๊กได้ ขั้นที่สองเรียกว่าสื่อชี่ ฝีมือใน ขั้นนี้เข้าขั้นลึกแล้ว ชี่แบบนี้คุณสามารถเรียกใช้สั่งให้มันไปที่ไหนในร่างกายทั้งภายใน และภายนอกร่างกาย แขนขาส่วนต่างๆของร่างกายมันสามารถไปถึงหมด ส่วนใดของร่าง กายที่รู้สึกไม่สบายเมื่อชี่ถูกสั่งไปถึงก็สามารถรู้สึกถึงผลรับนั้นได้อย่างแน่นอน นี่เป็นการ ฝึกฝนอันยาวนานของมวยไท่เก๊ก ดังนั้นจึงเกิดผลรับของชี่ขึ้นมา

(ยังมีต่อ)