อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 9)

อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 9)

โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com) ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิต

 

(ตอนก่อน)

มวยไท่เก๊กกับการรักษาโรค

รักษาร่างกาย

ท่านอู๋ถูหนานผ่านการเรียนวิชาแพทย์แผนตะวันตก(แผนปัจจุบัน)เป็นเวลา 7 ปี การแพทย์แผนจีน 6 ปี ท่านอู๋มีความชำนาญในวิชาแพทย์ อีกทั้งยังมีความชำนาญเฉพาะทางในการรักษาวัณโรคอีกด้วย หลักพื้นฐานของท่านอู๋ คือทฤษฎีเกี่ยวกับอวัยวะภายในของแพทย์แผนจีนสมัยโบราณ รวมกับวิชา เต้าอิ่น วิชาการนวด ทฤษฎีจิงลั่ว(เส้นลมปราณ) สัมพันธ์เข้ากับหลักทฤษฎีของมวยไท่เก๊ก รวมทั้ง ทางด้านปฏิบัติ สำเร็จออกมาเป็นวิธีการฝึกฝนกายใจทั้งภายในภายนอกที่สมบูรณ์แบบ วิชาการ บำรุงรักษาอวัยวะภายใน คือวิธีการหนึ่งในนั้นที่มีความสำคัญ วิชาแพทย์แผนจีนโบราณ เรียกอวัยวะภายในที่สำคัญของคนเราว่าอู่จ้างลิ่วฝู่หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ไตเรียกว่าอู่จ้าง ถุงน้ำดี กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ ซานเจียว เรียก ว่าลิ่วฝู่ อวัยวะภายในนอกจากนี้เรียกว่าอวัยวะภายในพิเศษ ซึ่งรวมสมอง ไขกระดูก กระดูก ชีพจร มดลูกรังไข่เป็นต้น ทฤษฎีอวัยวะภายใน ก็คือวิธีการใช้อาการที่ส่อออกมาและเห็นได้ทางภายนอก มารับรู้การเปลี่ยนแปลงทางพยาธิ ของอวัยวะภายใน ความคิดหลักและการน้าวนำในเรื่องนี้ คือ ทฤษฎีอินหยางและห้าธาตุของจีน จากนั้นจึงมาใช้วิธีเทียบเคียง อนุมานและเชื่อมความเกี่ยวข้อง มาเข้าใจผลการบังคับควบคุมซึ่งกันและกันของอวัยวะภายใน ซึ่งก็คือวิชาลักษณะของอวัยวะภายใน เพื่อเป็นการง่ายต่อการเข้าใจ ในเรื่องของการเสริมอวัยวะภายใน จึงได้นำตารางอย่างย่อมาให้ดูดังนี้

 

ห้าธาตุ
ไม้
ไฟ
ดิน
ทอง
น้ำ
ร่างกายเส้นเอ็นชีพจรกล้ามเนื้อผิวหนัง,ขนกระดูก
อวัยวะภายในตัน (จ้าง)ตับหัวใจม้ามปอดไต
อวัยวะภายในกลวง (ฝู่)ถุงน้ำดีลำไส้เล็กกระเพาะอาหารลำไส้ใหญ่กระเพาะปัสสาวะ
นิ้วมือที่เป็นตัวแทนนิ้วชี้นิ้วกลางนิ้วโป้งนิ้วนางนิ้วก้อย

 

เกี่ยวกับวิถีของการบำรุงสุขภาพและอายุวัฒนะ ก็คือวิชาการบำรุงอวัยวะภายใน รวมทั้งปัญหา ของการปรับสมดุลภายในและภายนอกร่างกายอย่างไร ท่านอู๋ถูหนานเห็นว่า ก็คือการฝึกมวย ไท่เก๊กเพื่อการรักษาร่างกาย และการดูว่าอวัยวะภายในทั้งหลาย มีการส่งผลกระทบอย่างไร

การฝึกมวยไท่เก๊กต้องทุ่มเทกายใจในสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอด ก่อนอื่นขอกล่าวบางอย่างก่อน การเริ่มต้นฝึกมวยไท่เก๊ก แน่นอนต้องร่ำเรียนและได้รับการถ่ายทอด (คือเรียนด้วยตนเองไม่ได้) ต่อจากนั้นเวลาทำการฝึกฝน ต้องสามารถวิเคราะห์ได้ วิเคราะห์อะไร? ต้องวิเคราะห์ถึงแขนขาโครงร่างทางภายนอกของเรา ทำอย่างไรจึงจะสามารถเชื่อมสัมพันธ์กับ อู่จ้างลิ่วฝู่ ซึ่งอยู่ภายในร่างกายให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ ยังต้องวิเคราะห์ว่าทำอย่างไร จึงจะสามารถ ใช้กายใจ ทั้งภายในและภายนอกให้เกิดผลกระทบร่วมกัน ควรทราบว่าร่างกายของคนเรา ทั้งภาย ในภายนอกมีกล้ามเนื้ออยู่ 2 ชนิด ชนิดแรกเรียกว่ากล้ามเนื้อที่ควบคุมได้ เช่นกล้ามเนื้อทางภายนอก ซึ่งส่วนใหญ่เราสามารถควบคุมได้ อีกชนิดหนึ่งคือกล้ามเนื้อที่ควบคุมไม่ได้ เช่นกล้ามเนื้อของอวัยวะ ภายใน ที่ล้วนเป็นกล้ามเนื้อที่ควบคุมไม่ได้ มวยไท่เก๊กซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของจีน มีจุดเด่นอยู่ที่สามารถอาศัยการฝึกฝนของมวยไท่เก๊ก มาควบคุมกล้ามเนื้อที่ควบคุมไม่ได้ของอวัยวะภายใน ฝึกจนค่อยๆบรรลุถึงจุดที่สามารถควบคุมได้ กล้ามเนื้อที่ควบคุมไม่ได้เหล่านี้ จะค่อยๆได้รับผลกระทบจากการชักนำและควบคุมของเรา แต่ว่า ความสามารถตรงนี้ ไม่ใช่ว่าสามารถฝึกออกมาได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ และไม่ใช่ว่าจะสามารถฝึก ออกมาได้โดยไม่ต้องมีอาจารย์มาคอยชี้แนะ และการใช้ความคิดของตนเองมาพิจารณาในการฝึกฝน ผู้ฝึกต้องทุ่มเทกายใจให้กับสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอด ค่อยๆวิเคราะห์แยกแยะ อีกทั้งยังต้องเรียนรู้วิธี การรับรู้ภายใน ว่าในที่สุดแล้วอู่จ้างลิ่วฝู่เชื่อฟังการควบคุมของเราแล้วหรือไม่ เมื่อระยะเวลาผ่าน พ้นไป จะค่อยบรรลุถึงระดับที่เมื่อพวกเราเคลื่อนไหวภายนอกครั้งหนึ่ง อวัยวะภายในส่วนหนึ่ง ก็จะมีการเคลื่อนไหวตามไปด้วย ต่อมาจึงจะบรรลุถึงระดับที่เคลื่อนไหวพร้อมเพรียงกันอย่าง สมบูรณ์แบบ อย่างนี้จึงนับได้ว่า ปฏิบัติจนถึงภายนอกภายในเป็นหนึ่งเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ในที่สุด เมื่อภายนอกของเราส่วนหนึ่งส่วนใดเกิดการเคลื่อนไหวบิดหมุน ก็จะสามารถส่งผลกระทบต่อ อวัยวะภายในส่วนใดส่วนหนึ่ง ท่านอู๋ถูหนานได้นำเอามวยไท่เก๊กที่ผ่านการวิเคราะห์อย่างยาว นานจนรู้ลึกซึ้ง กับวิชาเต้าอิ่นของวิชาแพทย์จีนโบราณที่ผ่านการวิเคราะห์มาอย่างยาวนานเช่นกัน นำเอาสองวิชานี้มารวมกัน จนได้ผลลัพธ์อย่างหนึ่ง

 

ใช้นิ้วกลางมานำการฝึกหัวใจ

มาพูดถึงเรื่องปัญหาของหัวใจก่อน ในปัจจุบันพบว่าผู้ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจ เกิดขึ้นได้กับทุกวัย คือ ผู้ทีอยู่ในวัยหนุ่มสาว ผู้ที่อยู่ในวัยกลางคน และผู้ที่อยู่ในวัยชรา โรคที่เป็นกับหัวใจเช่นหลอดเลือด ไปเลี้ยงหัวใจแข็งและตีบตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายเป็นต้น ท่านอู๋ถูหนานได้ทุ่มเทกายใจค้นคว้าเรื่อง นี้มานานหลายปี จะกล่าวอย่างคร่าวๆถึงวิธีการนี้ มวยไท่เก๊กสามารถทำให้ผู้ป่วย ได้รับผลทางด้าน การรักษาอย่างแน่นอน ภายหลังจากที่ได้ผ่านการฝึกฝนมวยไท่เก๊กอย่างถูกต้องถูกวิธี มีวิธีการง่ายๆ อยู่อย่างหนึ่ง ก็คือเวลาที่ฝึกมวยไท่เก๊ก ให้สนใจกับปลายนิ้วทั้งห้าของเรา เนื่องจากนิ้วทั้งห้าเป็น ตัวแทนของอู่จ้างลิ่วฝู่ ในเวลาที่ฝึกฝน หัวใจของเรามีนิ้วไหนที่เป็นตัวแทนเล่า? ก็คือนิ้วกลางนั่น เอง เวลาฝึกมวยไท่เก๊กต้องให้สติและสมาธิรวมตัว เอาความตั้งใจไปไว้ที่นิ้วกลางไม่ว่าจะทำท่าใด ล้วนต้องเอานิ้วกลางเป็นตัวนำ ฝึกฝนในลักษณะนี้ต่อเนื่องไปไม่ขาดกลางคัน ฝึกครั้งหนึ่งใช้เวลา ประมาณ 10 นาทีก็เพียงพอ ให้ฝึกฝนเป็นประจำก็จะได้รับผลอย่างแน่นอน แต่ต้องระมัดระวังว่าขณะที่โรคกำเริบอยู่นั้นอย่าได้ทำการฝึก เพราะว่าถ้าหากฝึกในเวลานั้น ไม่เพียงแต่ไม่ได้รับ ประโยชน์ แต่ยังเกิดโทษขึ้นอีกด้วย

จะขอกล่าวถึงสาเหตุการเกิดโรคเล็กน้อย ยกตัวอย่างการเกิดเส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจอุดตันนี่มีความ เกี่ยวข้องกับการที่ร่างกายไม่ค่อยได้มีการออกกำลังเป็นระยะเวลายาวนาน จึงทำให้การหมุนเวียน ของโลหิตช้าลงไป ในกระแสเลือดจะมีอนุภาคเล็กๆของไขมัน ซึ่งมีความเหนียว และเนื่องจากการ หมุนเวียนของเลือดช้าลง จึงทำให้อนุภาคเหล่านี้ไปเกาะติดอยู่กับผนังของหลอดเลือด และเกิดการ สะสมพอกพูนมากขึ้นทุกที ทำให้ผนังหลอดเลือดเล็กลง และเกิดการอุดตัน ก่อให้เกิดโรคหลายอย่าง ตามมาเช่นความดันโลหิตสูงเป็นต้น การฝึกมวยไท่เก๊กสามารถช่วยให้การหมุนเวียนของเลือดเร็วขึ้น ช่วยชำระและพัดพาอนุภาคเหล่านั้นออกไป ไม่ให้เกาะอยู่กับผนังหลอดเลือด เม็ดที่ใหญ่ก็เล็กลง เม็ดที่เล็กก็หายไป ผนังหลอดเลือดก็จะกลับคืนสู่ภาวะปกติ นี่คือเหตุผลบางประการที่มวยไท่เก๊ก สามารถช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับการอุดตันของเส้นโลหิต

 

ใช้นิ้วชี้มาฝึกตับ

นิ้วชี้และตับมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ท่านอู๋ถูหนานเคยสอนมวยไท่เก๊กให้กับผู้ที่ป่วยด้วยโรคตับ มาจำนวนหนึ่ง ผู้ป่วยเหล่านี้ผ่านการฝึกฝนมวยไท่เก๊กเป็นระยะเวลาครึ่งปีถึงหนึ่งปี โรคตับที่เคย เป็นอยู่ก็หายไป จากการตรวจทางห้องแล็บพบว่าตับของผู้ป่วยเหล่านั้นได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ จากการวิเคราะห์ของท่านอู๋ถูหนานอย่างยาวนาน พบว่าถ้าหากเวลาที่ฝึกมวยไท่เก๊กนั้น เราใช้นิ้ว ชี้มาชักนำการฝึก โดยต้องมีสติและสมาธิที่รวมตัว จากนั้นก็ปล่อยให้นิ้วชี้และตับร่วมทำงานด้วยกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ เวลาที่คุณฝึกมวยไท่เก๊กตับก็จะมีการเคลื่อนไหวอยู่ภายในตามการเคลื่อนไหวของ มือคุณอยู่ตลอดเวลา นี่มีเหตุผลอย่างไร? เรามาดูการเปรียบเทียบอย่างง่ายๆ เอาขวดมาใบหนึ่งบรรจุ น้ำเอาไว้ เสร็จแล้วจับขวดใบนี้หมุน น้ำในขวดจะยังไม่กระฉอกในทันที รอจนขวดหยุดนิ่งน้ำใน ขวดจะเริ่มกระฉอก จากนั้นก็จะกระฉอกกลับไปอีกด้าน เมื่อเวลาฝึกมวยไท่เก๊ก สมมติว่าร่างกาย ของเราหันไปทางตะวันออก ตอนนั้นตับอยู่ทางตะวันตกยังไม่เคลื่อนไหว รอจนเราหมุนกลับมา ทางตะวันตก ตอนนั้นตับจะเริ่มค่อยๆเคลื่อนไหวไปทางตะวันออก เมื่อหมุนเคลื่อนซ้ายขวา ขวาซ้าย กลับไปกลับมา ตับกับร่างกายของเราที่หมุนไปมา จะเกิดการบริหารในลักษณะนวดคลึง เหมือนกับ ได้เชิญหมอนวดมาใช้มือทำการกดคลึงบริเวณตับอย่างเบาๆฉันนั้น นี่ก็คือทฤษฎีอย่างง่าย ที่ทำไม มวยไท่เก๊กจึงสามารถรักษาโรคที่เกี่ยวกับตับได้

 

ใช้นิ้วโป้งมานำการฝึกกระเพาะอาหาร

โรคกระเพาะอาหารหนีไม่พ้นจากอาการเหล่านี้ อาหารไม่ย่อย เจ็บปวดบริเวณยอดอก ท้องผูกเป็นต้น เราสามารถใช้นิ้วโป้งมาทำการรักษา เวลาฝึกมวยไท่เก๊กต้องให้สติและสมาธิรวมตัว ใช้นิ้วโป้งมานำ การฝึก สามารถกระตุ้นให้กระเพาะอาหารและลำไส้ เกิดการเคลื่อนไหวแบบบีบรัดตัว คนที่รับประทาน อาหารแล้วไม่ย่อย จุดสำคัญอยู่ที่กระเพาะอาหารมีกำลังในการบีบรัดไม่แข็งแรง หรือภายในกระเพาะ อาหารมีโรคอันใดอยู่ ในกระเพาะอาหารของเรา ไม่ว่าเราจะรับประทานอาหารเข้าไปหรือไม่ กระเพาะ อาหารก็จะย่อยตามหน้าที่ของมัน ไม่ใช่ว่ามีอาหารที่รับประทานเข้าไปก็ย่อยมาก ไม่มีก็ย่อยน้อย ขณะเดียวกันการบีบรัดของลำไส้ ก็เป็นไปทีละช่วงของลำไส้ด้วยตัวของมันเอง เนื่องจากลำไส้จะขด ไปขดมามีลักษณะเป็นถุงๆ อาหารจากภายในจากถุงหนึ่งก็จะถูกบีบรัดให้เคลื่อนไปสู่อีกถุงหนึ่ง ลำไส้ เล็กจะดูดซึมสารอาหารเข้าไปสู่กระแสเลือด เพื่อนำไปหล่อเลี้ยงร่างกาย เมื่ออาหารเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ ก็ จะดูดซึมเพียงส่วนที่เป็นน้ำ เหลือส่วนที่เป็นกากก็จะถูกขับถ่ายออกมา เมื่อได้ฝึกฝนตามวิธีที่ได้กล่าว มาแล้วเป็นระยะเวลานาน การย่อยของกระเพาะอาหารและการบีบรัดของลำไส้ ก็จะดำเนินไปอย่าง เป็นระเบียบ อีกประการม้ามมีหน้าที่ในการช่วยย่อย ม้ามก็จะเพิ่มกำลังในการช่วยย่อยให้แก่กระเพาะ อาหาร ก็จะเข้าสู่การรักษาในลักษณะนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

ใช้นิ้วนางมานำการฝึกปอด

หากว่าปอดเป็นโรค คุณก็ฝึกด้วยนิ้วนาง เวลาฝึกมวยไท่เก๊กต้องให้สติและสมาธิรวมตัว ให้นิ้วนางนำ การเคลื่อนไหวและให้ส่งผลกระทบต่อปอด ในลักษณะนี้จะสามารถทำให้ปอดทำงานได้ดีขึ้น ร่างกาย ก็สามารถนำออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้มากขึ้น สามารถไปหล่อเลี้ยงตามเส้นเอ็น ผ่านไปถึงชั้นหนังกำพร้า คือออกซิเจนสามารถไปถึงชั้นของกล้ามเนื้อ หนังแท้ หนังกำพร้า ตลอดจน ถึงรูขุมขนทั้งหมดได้ ในตอนนี้พวกรูขุมขนก็สามารถขยายและหดตัวได้เต็มที่ การขยายและหดตัว ของรูขุมขนเป็นการหายใจทางรูขุมขน ถึงแม้ว่าการหายใจของรูขุมขนเมื่อเทียบกับการหายใจของ ปอดแล้วเป็นเพียงส่วนน้อยนิด แต่ตามแก่นแท้แล้วมันสามารถ ช่วยลดทอนการทำงานของปอดให้ ทำงานเบาลง แต่กลับสามารถเพิ่มอัตราการและเปลี่ยนออกซิเจนให้มากขึ้นอย่างนี้สามารถลดอัตรา การเกิดการสะสมแคลเซียมในช่องโพรงของปอดในรายของผู้ป่วยโรคปอด จะเกิดความชุ่มชื้นค่อยๆ แผ่ขยายออกไปทั่วปอด นี่คือเหตุผลของการที่มวยไท่เก๊กสามารถให้ผลทางรักษาโรคของปอดได้ ประการหนึ่ง แต่ถ้าหากยามที่อาการของโรคปอดกำเริบก็ไม่ควรฝึกต้องรอให้อาการของโรคหาย ทุเลาลงเสียก่อน จึงจะทำการฝึกได้

 

ใช้นิ้วก้อยมานำการฝึกไต

สุดท้ายมาพูดกันด้วยเรื่องของไต อาการโดยทั่วไปของโรคไตก็คือปวดเอว ปวดขา ปัสสาวะบ่อย เบาหวานเป็นต้น เวลาฝึกมวยไท่เก๊กต้องให้สติและสมาธิรวมตัว ให้จุดสนใจอยู่ที่นิ้วก้อย เอานิ้วก้อย มานำภายใน ให้นิ้วก้อยกับไตมีการเคลื่อนไหวพร้อมกัน ในวิชาแพทย์แผนจีน กล่าวถึงไตว่ามี 2 อย่าง อย่างหนึ่งคือมิ่งเหมิน อีกอย่างคือไต อย่างหนึ่งสังกัดธาตุไฟ อีกอย่างสังกัดธาตุน้ำ ให้ฝึกอย่างนี้เป็น เวลานานวัน ก็จะทำให้ธาตุน้ำและธาตุไฟปรับตัวจนเกิดความสมดุลขึ้น โรคของไตก็จะค่อยๆทุเลา หายไป

 

ใช้การหายใจมาปรับความสมดุลของอวัยวะภายใน

กล่าวถึงปัญหาความสมดุลของอวัยวะภายใน หากคนใดเกิดอาการป่วยขึ้นมา ก็หมาย ความว่าอู่จ้างลิ่วฝู่ของเขาเกิดการไม่สมดุลขึ้นมาแล้ว การแพทย์แผนจีนกล่าวว่าอย่าให้อวัยวะภาย ในอย่างใดอย่างหนึ่งแข็งแรงขึ้นมาโดดๆ และก็อย่าให้อวัยวะภายในใดอ่อนแอลงอย่างโดดๆ เฉพาะตัวมันเอง จะสามารถรักษาความสมดุลของอู่จ้างลิ่วฝู่ให้คงอยู่ตลอดไปอย่างไร อีกทั้งคุณจะ รู้ได้อย่างไรว่าอวัยวะภายในเหล่านั้นเกิดความสมดุลหรือไม่ เกี่ยวกับเรื่องนี้พวกเราสามารถเอา ลมหายใจตามปกติของเรามาช่วยในการวิเคราะห์ การแพทย์แผนจีนกล่าวถึง การหายใจเข้าออก ของคนเราหนึ่งครั้ง ชีพจรจะเต้น 4-5 ครั้ง ถ้าหากว่าในการหายใจเข้าออกหนึ่งครั้งชีพจรเต้นถึง 6 ครั้ง เรียกว่าชีพจรเต้นเร็ว เกิดอาการร้อนแล้ว มีอาการไข้ แต่ถ้าชีพจรเต้น 4 ครั้ง ครั้งที่ 5 เป็น จังหวะที่เปลี่ยนลมหายใจครั้งต่อไป เรียกชีพจรนี้ว่าไท่ซี สมมติว่าพวกเราคลำชีพจรของตัวเรา พบว่าอวัยวะภายในใดเกิดแข็งแกร่งผิดปกติขึ้นมา พวกเราทำการปรับสมดุลของอวัยวะภายใน นั้น ให้อวัยวะภายในนั้นกลับมาทำงานในระดับปกติ ถ้ารู้สึกว่าอวัยวะภายในใดทำงานพร่องไม่ สมบูรณ์ เมื่อเวลาเราฝึกมวยไท่เก๊ก ก็ใช้การหายใจมาปรับสมดุลของมัน ทำการเสริมในส่วนที่ พร่อง เมื่อเป็นเช่นนี้ ชีพจรของอู่จ้างลิ่วฝู่ทั้งระบบก็จะเต้นจำนวนครั้งที่พอเหมาะกับการหาย ใจเข้าออกหนึ่งครั้ง นั่นก็คือวัยวะภายในเกิดความสมดุลแล้ว

 

การฝึกมวยไท่เก๊กสามารถกล่อมเกลาให้จิตใจเกิดความสงบได้

คนเราได้รับผลกระทบและการรบกวนจากปัจจัยภายนอกอยู่เป็นประจำมิได้ขาด อารมณ์ทั้งหลาย ทั้งอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ปัจจัยเหล่านี้มากระทบกายใจของเรา ก็จะส่งผลต่อจิตใจของเรา ทำให้อู่จ้างลิ่วฝู่เกิดความไม่สมดุลขึ้นอย่างง่ายดาย เมื่อเวลาที่พวกเราฝึกมวยไท่เก๊ก ทำไมถึงต้อง รำกันช้าๆและต้องให้ใจสงบด้วย ก็เพราะต้องการกล่อมเกลานิสัยจิตใจของเรา ทำให้เกิดความ สงบสันติขึ้นในจิตใจ การฝึกฝนกายใจแบบนี้ โรคภัยต่างๆก็ไม่เกิดขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ท่านอู๋ถูหนาน ได้อธิบายไว้อย่างง่ายๆ

 

(ยังมีต่อ)