อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 4)
อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 4)
โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com) ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิต
ต้นกำเนิดมวยไท่เก๊ก
ต้นกำเนิดและพัฒนาการ ก่อนที่จะพูดถึงปัญหาของแหล่งกำเนิด และพัฒนาการของมวยไท่เก๊ก ท่านอู๋ถูหนานได้พูดถึงเกี่ยวกับการ จดบันทึกเรื่องราวของหนังสือ “วิพากษ์ต้นกำเนิดและพัฒนาการการแตกสาขา ของมวยไท่เก๊กตระกูลซ่ง” ในครั้งนั้น เมื่อราวปีสุดท้ายของรัชกาลฮ่องเต้กวางสู้ หรือไม่ก็ในปีรัชกาลแรกของฮ่องเต้เซวียนถ่ง ในราช วงศ์ชิง(ค.ศ. 1908-1909) มีเพื่อนของท่านอู๋ถูหนานคนหนึ่งมาบอกว่า “คุณฝึกมวยไท่เก๊กใช่หรือ เปล่า ที่บ้านของผมมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับมวยไท่เก๊ก”ท่านอู๋ถูหนานจึงออกปากขอยืม เพื่อนำเอามาคัดลอก เพื่อนคนนั้นบอกว่า “ไม่ต้องคัดลอก ผมไม่ได้ใช้มัน ก็ขอมอบให้แก่คุณเลย”
ผ่านไปหลายวัน เขาก็ได้นำหนังสือเล่มนั้นมามอบให้แก่ท่านอู๋ถูหนาน ก็คือหนังสือเล่มที่มีชื่อว่า“วิพากษ์ ต้นกำเนิดและพัฒนาการการแตกสาขา ของมวยไท่เก๊กตระกูลซ่ง” ดูจากลักษณะของหนังสือเล่มนี้ น่าจะ มีอายุเก่าแก่ กระดาษไม่เพียงแต่กลายเป็นสีเหลือง อีกทั้งยังกรอบจนน่ากลัวว่ามันจะแตกออกมา เพื่อน คนนั้นแนะนำว่า “คุณอย่าทำให้มันแตกเสียหาย ทางที่ดีเอากระดาษมาทากาวปิดทับด้านหลังของแต่ละ แผ่น ทับไว้อีกชั้นหนึ่ง จะได้แข็งแรงขึ้น” ท่านอู๋ถูหนานค่อยๆพลิกดู เห็นว่าตัวอักษรด้านในยังชัดเจนดีอยู่ ท่านอู๋จึงคัดลอกขึ้นมาอีกเล่มหนึ่ง เก็บหนังสือต้นฉบับเอาไว้เป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ คัดลอกบันทึกตระกูลซ่ง เยี่ยมเยียนซ่งซูหมิง ต่อมาอาจารย์ทั้งสองท่านของท่านอู๋ถูหนาน ก็คืออาจารย์อู๋เจี้ยนเฉวียนและอาจารย์หยางเส้าโหวได้ยิน ถึงเรื่องนี้ ต่างก็มีความต้องการที่จะได้หนังสือเล่มนี้ ท่านอู๋ถูหนานจึงได้คัดลอกขึ้นมาอีกสองฉบับ มอบ ให้อาจารย์ทั้งสองท่าน มาตอนหลังมีผู้รู้เรื่องนี้ขึ้นมาอีก และได้มาขอคัดลอกต่อ ซึ่งมีท่านจี้เต๋อ(จี้จื่อซิง) ผู้นี้ฝึกมวยตระกูลเยี่ย และได้กราบท่านหลิงซานร่ำเรียนมวยไท่เก๊กและการทุยโส่ว มีฝีมืออยู่ในระดับ แนวหน้าทีเดียว (ท่านหลิงซานผู้นี้ เป็นชาวแมนจู ได้กราบท่านหยางลู่ฉานเป็นอาจารย์ พร้อมกับท่าน ฉวนโหย่ว (บิดาของท่านอู๋เจี้ยนเฉวียน)และท่านว่านชุน(ชาวฮั่น) ซึ่งทั้งสามคนนี้เป็นองครักษ์ในวังของ ตวนอ๋อง มาภายหลังยังได้กราบท่านหยางปันโหวเป็นอาจารย์ สามคนนี้คนหนึ่งชอบทางแกร่งกร้าว คนหนึ่งชอบทางอ่อนหยุ่นสลายพลัง คนหนึ่งชอบทางการปล่อยพลัง) นอกจากนี้ก็มีท่านสวี่อวี่เซิงก็มาขอคัดลอกไป ท่านสวี่อยู่ในสมาคมวิจัยการกีฬาของนครปักกิ่งท่าน อู๋ถูหนานมีเพื่อนร่วมสำนักอยู่คนหนึ่ง ซึ่งมีแซ่อู๋เหมือนกัน คนนี้ฝึกมวยสิงอี้ และเรียนมวยไท่เก๊กกับ ท่านอู๋เจี้ยนเฉวียน คนนี้ก็มาขอยืมไปคัดลอก ตอนที่นำมาคืนนั้น ท่านอู๋ถูหนานพบว่าตัวหนังสือถูก เขาขูดลบออกไปเป็นจำนวนมาก โชคดีที่ท่านอู๋ถูหนานยังมีอยู่อีกเล่มหนึ่ง มิฉะนั้นคงต้องยุ่งยากแน่ ตอนหลังท่านจี้เต๋อจึงแนะนำว่า อย่าได้ให้คนอื่นคัดลอกต่ออีกแล้ว ยิ่งคัดลอกก็ยิ่งยุ่งเหยิง ดังนั้นท่าน อู๋ถูหนานจึงไม่ได้ให้ใครคัดลอกอีก แต่คนที่ขอคัดลอกไปแล้ว ก็ได้นำไปให้คนอื่นคัดลอกต่อๆออกไป อีก เมื่อเป็นเช่นนี้บันทึกตระกูลซ่งฉบับคัดลอกจึงมีมากมายแล้ว หยวนซื่อไข่ มีเลขาคนสำคัญอยู่คนหนึ่งชื่อซ่งซูหมิงผู้นี้มีความเชี่ยวชาญในคัมภีร์อี้จิง ชำนาญมวย ไท่เก๊ก เหล่านักมวยไท่เก๊กที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น เช่นจี้เต๋อ(จี้จื่อซิง), อู๋เจี้ยนเฉวียน, สวี่อวี่เซิง, หลิวเอินสุย, หลิวไฉ่เฉิน, เจียงเตี้ยนเฉิน รวมทั้งท่านอู๋ถูหนาน ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนท่าน ซ่งซูหมิงพร้อมกัน ท่านผู้เฒ่าท่านนี้ได้มายังปักกิ่ง และแนะนำว่าตนเองคือทายาทรุ่นหลังของ ซ่งหย่วนเฉียว เป็นทายาทรุ่นที่ 17 พวกของท่านอู๋ถูหนานได้ไปเยี่ยมเยียนท่านซ่ง โดยได้นำหนังสือ เล่มนั้นติดไปด้วย หลังจากที่ได้พบกัน ท่านซ่งได้กล่าวว่าที่บ้านของเขาก็มีหนังสือแบบเดียวกัน ซึ่ง เป็นหนังสือที่บรรพบุรุษของท่านซ่ง คือซ่งหย่วนเฉียวเป็นคนเขียนขึ้น เมื่อนำเอามาเปรียบเทียบดู พบว่ามีข้อแตกต่างเพียงเล็กน้อย ตรงชื่อของหนังสือ ของท่านอู๋ถูหนานใช้ชื่อหนังสือว่า“วิพากษ์ ต้นกำเนิดและพัฒนาการการแตกสาขา ของมวยไท่เก๊กตระกูลซ่ง” ส่วนของท่านซ่งใช้ชื่อว่า“วิพากษ์ต้นกำเนิดและพัฒนาการการแตกสาขา พลังไท่เก๊กของซ่งหย่วนเฉียว”นอกจากนี้แล้ว ข้อความทุกอย่างในหนังสือล้วนเหมือนกันหมด หนังสือเล่มนี้จึงเป็นบันทึกที่ครั้งซ่งหย่วนเฉียว เรียนมวยไท่เก๊กกับท่านปรมาจารย์จางซันเฟิงที่แท้แน่นอน ไม่ผิดพลาด หลังจากนั้นทุกคนได้ ทุยโส่วกับท่านซ่ง ส่วนใหญ่ไม่มีใครสู้ท่านซ่งได้ พวกซ่งหย่วนเฉียวทั้งเจ็ดคนติดตามท่านจางซันเฟิงเรียนมวยไท่เก๊ก “วิพากษ์ต้นกำเนิดและพัฒนาการการแตกสาขา ของมวยไท่เก๊กตระกูลซ่ง”ซึ่งซ่งหย่วนเฉียว (ซ่งเอี๋ยงเกี๊ย) ได้จดบันทึกเอาไว้ว่า เขาและอวี๋เหลียนโจว(หยู่เหน่ยจิว),อวี๋ไต้เอี๋ยน(หยู่ไต่ง้ำ), จางสงซี (เตียส่งโคย), จางชุ่ยซัน(เตียชุ่ยซัว),อินลี่ถิง(ฮึงหลีเต๊ง), และมั่วกู่เซิง(หมกกกเซีย) (ทั้ง 7 คนนี้กิมย้งได้นำไปเป็นตัวละครในเรื่องดาบมังกรหยก) ทั้ง 7 คนนี้ได้กลับไปยังเขาอู่ตัง (บูตึง) เพื่อกราบปรมาจารย์หลี่แต่ว่าไม่พบ กลับได้พบกับอวี้ซวีจื่อ(เป็นชื่อทางพรต) จางซันเฟิง ที่อารามอวี้ซวี บนเขาไท่เหอ ท่านจางซันเฟิงเป็นอาจารย์ของจางสงซีและจางชุ่ยซัน ท่านจางซันเฟิง บำเพ็ญพรตอยู่ที่เขาไท่เหอ ตั้งแต่ต้นรัชสมัยหงอู่ (จูหยวนจางแห่งราชวงศ์หมิง) ทั้ง 7 คนได้กราบขอเรียนวิชาเพิ่มเติมอยู่เดือนกว่า จึงได้เดินทางกลับ ซ่งหย่วนเฉียวได้กล่าวไว้ว่าฟูจื๋อหลี่ (ปรมาจารย์หลี่) เป็นคนในสมัยราชวงศ์ถัง มีชีวิตยืนยาวผ่านมาหลายยุคหลายสมัย จาก ราชวงศ์ถังมาจนถึงราชวงศ์หมิง และยังกล่าวอีกว่า เขา(ซ่งหย่วนเฉียว)และอวี๋เหลียนโจวไปท่อง เที่ยวยังเขาอู่ตัง พบกับฟูจื๋อหลี่ได้รับเคล็ดลับที่เป็นคำกลอน เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย มีคำขยายว่า พวกซ่งหย่วนเฉียว อวี๋เหลียนโจวทั้ง 7 คน ทุกๆปีจะไปยังเขาอู่ตังเพื่อกราบท่านจางซันเฟิง เพื่อ ต่อวิชา มีอยู่ปีหนึ่งได้ติดตามท่านจางซันเฟิงออกท่องเที่ยว พวกเขาได้พบกับคนๆหนึ่ง ชื่อว่าฟูจื๋อหลี่ บุคคลคนนี้ซ่งหย่วนเฉียวได้บันทึกไว้ว่า เป็นคนในสมัย ราชวงศ์ถัง มาภายหลังมีการค้นคว้าเอกสาร ทางประวัติศาสตร์ พบว่าไม่เป็นความจริง ซึ่งเอกสารนั้นได้กล่าวไว้ว่า ฟูจื๋อหลี่เป็นคนในปลายสมัย ราชวงศ์หยวนต่อต้นราชวงศ์หมิง ซึ่งนี่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ ซึ่งขณะเดียวกันทำให้รู้ได้ว่าบันทึกของ ซ่งหย่วนเฉียว มีบางจุดที่ไม่น่าเชื่อถือ มีการบันทึกเอาไว้ว่ามวยไท่เก๊กแรกสุดเริ่มมีในสมัยราชวงศ์เหนือใต้ แท้ที่จริงนั้นมวยไท่เก๊กมาจากที่ไหนกันแน่ จากการอ้างอิงบันทึกทางประวัติศาสตร์ ในสมัยของ ราชวงศ์เหนือใต้ (ซ่ง, ฉี, เหลียง, เฉิน) ในช่วงของราชวงศ์เหลียง(ค.ศ. 502-557) มีเจ้าเมือง ผู้ปกครองเมืองเซ่อโจวคนหนึ่งชื่อว่าเฉิงหลิงสี เขาโปรดปรานในการฝึกมวยไท่เก๊กเรียกให้เหล่า ข้าราชการบุ๋นและบู๊ฝึกมวยไท่เก๊ก ภายหลังเกิดกบฏโหวจิ่งขึ้น ที่มณฑลอานฮุยได้รับความทุกข์ยาก จากไฟสงคราม เว้นแต่ที่เซ่อโจว(เป็นอำเภอที่อยู่ในมณฑลอานฮุย)เท่านั้นที่ไร้เรื่องราว เนื่องมา จากว่าโหวจิ่งเห็นว่า ที่อำเภอเซ่อโจวมีกองกำลังที่กล้าแข็ง ยังไม่กล้าที่จะบุก เรื่องนี้ทำให้มองเห็นว่า มวยไท่เก๊กสามารถใช้ได้เป็นอย่างดี ในการปกป้องมาตุภูมิ หลังจากสมัยของเฉิงหลิงสี มวยไท่เก๊กซึ่งได้ถ่ายทอดกันในตระกูล ตกทอดมาจนถึงชนรุ่นหลังของ ตระกูลเฉิง ที่ชื่อเฉิงปี้ คนผู้นี้เป็นจิ้นซื่อ(บัณฑิตหลวง) เป็นบัณฑิตสังกัดตำหนักตวนหมิง ผู้นี้ร่ำเรียน หนังสือไว้มาก สามารถวิเคราะห์คัมภีร์อี้จิงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เขากล่าวไว้ว่ามวยไท่เก๊ก มีมาก่อน บรรพบุรุษของเขาคือเฉิงหลิงสี ทั้งยังกล่าวไว้ว่าเฉิงหลิงสีได้เรียนมาจากหันก่งเยี่ยแต่น่าเสียดายว่า เรื่องนี้ไม่สามารถตรวจสอบจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ได้ว่า มีบุคคลที่ชื่อหันก่งเยี่ย และหันก่งเยี่ย ได้ร่ำเรียนมวยไท่เก๊กนี้จากใคร เรื่องราวของเฉิงปี้ผู้นี้ มีเรื่องเล่าสืบทอดกันมาอย่างกว้างขวางในอำเภอเซ่อโจวของมณฑลอานฮุย เขา ได้แต่งหนังสือเล่มหนึ่งชื่อหมิงสุ่ยจี๋ เฉิงปี้หลังจากฝึกฝนมวยไท่เก๊ก เขาเห็นว่ามวยไท่เก๊กในตอนนั้นมี การใช้ศอกค่อนข้างน้อย จึงเพิ่มเติมการใช้ศอกเข้าไปอีก 15 ท่า เนื่องจากเขาทำการวิเคราะห์คัมภีร์ อี้จิง จึงได้ชื่อว่าเสียวจิ่วเทียนฝ่า ในหนังสือหมิงสุ่ยจี๋ก็ได้บันทึกเอาไว้ เฉิงปี้ยังได้เขียนอรรถาธิบาย คัมภีร์โจวอี้ขึ้นมา 3 ฉบับ คัมภีร์อี้จิง ไม่เพียงมีแต่คัมภีร์โจวอี้ เดิมทียังมีคัมภีร์เหลียงซัน คัมภีร์กุยจ้าง มาถึงปลายยุคราชวงศ์ซ่งต่อต้นราชวงศ์หยวน แผ่นดินเกิดความวุ่นวายจากภัยสงคราม จึงรักษาไว้ได้แต่ เพียงคัมภีร์โจวอี้เท่านั้น นอกนั้นอีกสองคัมภีร์ล้วนสูญหายไป ภายหลังมาถึงสมัยราชวงศ์หมิง หนังสือใน ชุดของหมิงสุ่ยจี๋ มีเนื้อหาภายในได้สูญหายไปเช่นกันเช่นหนังสือเสียวจิ่วเทียน ในสมัยราชวงศ์ถัง(ค.ศ. 618-907) มีผู้ศึกษาแนวทางเต๋าชื่อสวี่เซวียนผิงบุคคลผู้นี้ยังเป็นทั้งนัก อักษรศาสตร์และนักกวี และเป็นชาวเมืองเซ่อโจวในมณฑลอานฮุย มวยไท่เก๊กที่สวี่เซวียนผิงถ่ายทอด ออกไป ได้รับการถ่ายทอดมาจากอวี๋ฮวนจื่อ ใช้ชื่อมวยว่า 37 ท่า มีอีกชื่อว่าฉางเฉวียน(มวยยาว) เนื้อหาของวิชาไม่แตกต่างไปจากวิชาที่เฉิงหลิงสีร่ำเรียน สวี่เซวียนผิงมักไปมาหาสู่กับกวีเอกหลี่ไป๋ (ผู้ได้รับฉายาว่าเซียนสุรา) ทั้งสองคนมักเยี่ยมเยียนกันและต่อบทกวีกัน จางซันเฟิงได้รับการถ่ายทอดจากนักพรตมังกรไฟ สมัยราชวงศ์หยวน(ค.ศ. 1279-1368) ท่านจางซันเฟิงถือกำเนิดที่มณฑลเหลียวตง เป็นผู้ที่มี สติปัญญาความสามารถทางด้านอักษรศาสตร์เกินผู้อื่น เมื่อราชวงศ์หยวนวางรากฐานที่ปักกิ่ง อัครเสนาบดีเหลียนซีเซี่ยน ได้กราบบังคมทูลเสนอให้ท่านจางซันเฟิงไปปกครองเขตจงซาน(ปัจจุบัน คืออำเภออันกั๋ว มณฑลเหอเป่ย) ท่านจางซันเฟิงรอบรู้กว้างขวาง เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ของจีนโบราณ แต่ตัวท่านจางซันเฟิงชืดชาต่อลาภยศชื่อเสียง เอนเอียงไปชอบทางวิชาบำรุงสุขภาพ และการมีอายุวัฒนะของลัทธิเต๋า ท่านมีความรู้สึกปลงตกต่อความรุ่งเรืองและเสื่อมโทรมของยุคต่าง ในประวัติศาสตร์ ไม่มีจิตใจที่อยากจะเป็นขุนนาง จึงได้ขอลาออกจากการเป็นขุนนาง ต่อมาบิดามารดา ของท่านได้ถึงแก่กรรมลง จึงได้ไว้ทุกข์ให้แก่บุพการีเป็นเวลา 3 ปี ตามประเพณี หลังจากนั้นก็ได้เอา บรรดาทรัพย์สมบัติทั้งหมด แบ่งแจกจ่ายให้กับคนในตระกูลเดียวกัน แล้วจึงออกท่องเที่ยวไป โดยได้นำ เอาบ่าวที่เป็นเด็กชายติดตามไปด้วยสองคน คนหนึ่งชื่อชิงเฟิงอีกคนหนึ่งหมิงเยี่ย ท่านได้ท่องเที่ยวไป ตามที่ต่างๆเป็นอันมาก น่าเสียดายที่ไม่ได้พบพานสัจธรรม
![]() | ![]() |
| ภาพท่านจางซานเฟิง | บางตำราเล่ากันว่าท่านจางซานเฟิงคิดมวยไท่เก๊กได้จากการเห็นกระเรียนตีกับงู |
ภายหลังได้เดินทางไปถึงเขาหัวซานที่มณฑลส่านซี เงินทองที่ติดตัวไปด้วยก็ได้ใช้ไปจนเหลือเพียงเล็ก น้อย บ่าวทั้งสองคนที่ติดตามมาด้วยก็ทยอยล้มตายไป ระหว่างที่คิดปลงอนิจจังอยู่คนเดียวนั้นเอง ก็มี นักพรตท่านหนึ่งลงมาจากเขา ชื่อว่าหั่วหลงเจินเหริน(นักพรตมังกรไฟ) สมัยก่อนนั้นบรรดานักพรต ล้วนมีชื่อทางพรต(แบบเดียวกับชื่อทางพระ) ร่องรอยของหั่วหลงเจินเหริน ท่านอู๋ถูหนานได้ค้นคว้าจาก หนังสือจำนวนหนึ่ง มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งได้จดบันทึกเอาไว้ว่า ท่านหั่วหลงเจินเหรินมีชื่อจริงว่าเจี่ยเต๋อเซิน แต่วันเดือนปีเกิดรวมทั้งชาติตระกูลไม่ได้กล่าวไว้ชัดเจน หั่วหลงเจินเหรินได้พาท่านจางซันเฟิงกลับไปยัง อารามของท่าน เห็นว่าทั้งร่างกายและจิตใจของท่านจางซันเฟิงอ่อนล้าอย่างมาก จึงบอกให้บำรุงร่างกาย ให้แข็งแรงเสียก่อน จึงจะเริ่มสอนการบำเพ็ญเพียรให้ ตรงจุดนี้ท่านอู๋ถูหนาน มีความเห็นบางอย่างที่อยากจะพูดให้ฟังว่า เนื่องจากพวกเขานั้น(หมายถึงผู้บำเพ็ญ พรต)เป็นผู้ศึกษาค้นคว้าทางศาสนาและหลักปรัชญา มุ่งเน้นทางด้านสุขภาพและการมีอายุวัฒนะ ส่วนเรื่อง การต่อสู้ป้องกันตัวเป็นเรื่องรอง หนังสือบันทึกทางประวัติศาสตร์ส่วนมาก เช่นถงเสวียนเอี้ยวเพียน(บท ความสำคัญทางสัจธรรม), ต้าเต้าลุ่น(วิพากษ์เต๋า) เป็นต้น หนังสือเหล่านี้ล้วนแต่บันทึกไว้ว่าท่านจางซันเฟิง ฝึกทางบำรุงสุขภาพและการมีอายุวัฒนะ ไม่ได้กล่าวถึงมวยไท่เก๊ก ศาสนาเต๋ามุ่งเน้นที่การชำระพลังถือ เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เรื่องทางวิชาบู๊เป็นความสำเร็จที่เล็กน้อย เพราะเช่นนี้เองบันทึกต่างๆในอดีต กาลของประเทศจีน จึงมักบันทึกไว้ในลักษณะนี้ เช่นคนๆนั้นทีคุณธรรมอันสูงส่งเช่นไร มีความรู้อันไพศาล แค่ไหน มีวิธีการปกครองประเทศให้สงบสุขได้อย่างไร มีวิธีการลดหย่อนภาระของประชาชนและฟื้นฟู เศรษฐกิจที่เสียหาย(จากสงคราม)ได้อย่างไร มีเคล็ดลับอันพิสดารในการบำรุงสุขภาพและการมีอายุวัฒนะ อย่างไร กับความเก่งกล้าทางด้านหมัดมวยวิทยายุทธ์ ถูกมองว่าเป็นเพียงศิลปวิทยาอันเล็กน้อย จึงถูกละเลยตัดทิ้งไปเสียไม่มีการกล่าวถึง กล่าวได้ว่าถ้าหากว่าคุณพยายามคุ้ยแคะปัญหานี้ขึ้นมา ได้แต่ พูดว่าคุณเป็นคนใจแคบแล้ว ท่านจางซันเฟิงอยู่ที่เขาหัวซาน นอกจากได้ร่ำเรียนวิชาบำรุงสุขภาพและการมีอายุวัฒนะจากท่านหั่วหลงเจินเหริน แล้ว ยังได้ร่ำเรียนวิชาการออกกำลังและบริหารร่างกาย ซึ่งก็คือมวยไท่เก๊ก อาจารย์ของท่าน หั่วหลงเจินเหริน ก็คือท่านปรมาจารย์ผู้เฒ่าเฉินปั๋ว ซึ่งก็คือท่านปรมาจารย์เฉินซีอี๋ท่านนี้เป็นผู้ค้นคว้าทาง ด้านมวยไท่เก๊กโดยเฉพาะ ได้ร่วมค้นคว้ากับอีกสองท่านคือคนแซ่เฉิงและคนแซ่จูได้เขียนหนังสือ “อรรถาธิบายแผนภาพไท่เก๊ก” ซึ่งอธิบายถึงที่มาและกฎเกณฑ์ของไท่เก๊ก รวมทั้งเนื้อหาอีกไม่น้อยเป็นต้น มวยไท่เก๊กที่ท่านจางซันเฟิงร่ำเรียน มีความเหมือนกับชุดที่สวี่เซวียนผิงในสมัยราชวงศ์ถังฝึกอยู่ โดยมี เอกสารบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สามารถสืบค้นและอ้างอิงได้


