อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 5)
อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 5)
โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com) ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิต
จากจางซานฟงถึงหยางลู่ฉาน
จางซันเฟิงคือผู้ที่ทำให้มวยไท่เก๊กเจริญรุ่งเรือง
เมื่อตอนที่ท่านจางซันเฟิงบำเพ็ญพรตอยู่ มีความรู้สึกว่าการปฏิบัติของผู้บำเพ็ญพรต จะหนักไปทาง ปฏิบัติด้วยท่านั่งและท่านอน เมื่อนั่งนอนด้วยเวลาที่ยาวนาน ก็ทำให้แข้งขาเกิดอาการเหน็บชาขึ้นมา ได้ ต้องรอสักพักหนึ่งจึงจะลุกขึ้นเดินเหินได้ตามปกติ ท่านจึงได้เพิ่มเติมท่าเท้าที่มีการเตะถีบในมวย ไท่เก๊กเข้าไปอีก และท่าพวกนี้ก็คือท่าเท้าในการเตะถีบ ของมวยไท่เก๊กที่นิยมกันในปัจจุบัน
ครั้งที่ท่านจางซันเฟิง ติดตามท่านหั่วหลงเจินเหรินฝึกฝนร่ำเรียนวิชาการบำรุงร่างกาย อายุวัฒนะ และมวยไท่เก๊กนั้น ก็มีอายุย่างเข้า 67 ปีแล้ว ภายหลังที่ท่านจาริกไปถึงภูเขาอู่ตัง ก็มีอายุได้ 70 กว่าแล้ว ในยุคนั้นบรรดานักพรตมักต้องออกจาริกท่องเที่ยวไปตามป่าเขา ในระหว่างการเดินทาง ยากนักที่จะไม่ประสบพบพานกับปัญหาใดๆ ควรจะต้องมีวิทยายุทธ์ติดตัวอยู่บ้าง จึงจะรักษาตัวรอด เอาไว้ได้ ท่านจางซันเฟิงคิดว่ามีอายุมากเข้าวัยชราแล้ว ถ้าหากว่าเกิดพบพานผู้ที่มีความรวดเร็ว กว่าตนเอง มีพลังที่เหนือกว่าสมบูรณ์กว่า อย่างนั้นจะอาศัยอะไรไปรับมือคนเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ท่าน ได้เกิดปัญญาขึ้นมา และได้คิดทฤษฎีออกมาหลายข้อ
ข้อแรกคือ ใช้ความสงบสยบการเคลื่อนไหว ข้อที่สอง ใช้ความอ่อนหยุ่นพิชิตความแข็ง ข้อที่สาม ใช้ความช้าเอาชนะความรวดเร็ว ข้อที่สี่ ใช้น้อยต่อต้านมาก
ท่านเคยกล่าวว่า ถ้าหากตรงข้ามกับทฤษฎีทั้งสี่ข้อนี้แล้ว ย่อมไม่ใช่มวยไท่เก๊กต่อมาภายหลัง ท่านได้สอนศิษย์ไว้ไม่น้อย ทฤษฎีของท่านได้สืบทอดต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน กลายเป็น ปรัชญาแห่งยุค
ในปัจจุบันภายในประเทศจีน นิยมฝึกฝนมวยไท่เก๊กกันอย่างแพร่หลาย ในต่างประเทศทั่วโลกก็ มีผู้คนฝึกฝนมวยไท่เก๊กอยู่ทั่วไป ในสถานการณ์อย่างนี้ ถ้าหากพวกเราไม่ปฏิรูปให้ถึงแก่นแท้ ให้ถึงรากเหง้าแล้ว จะทำให้เกิดการถ่ายทอดที่ผิดๆสืบต่อกันไป ก่อให้เกิดความเข้าใจที่ผิดพลาด การปฏิรูปให้ถึงรากเหง้า ก็คือการที่ไม่ป้ายสีใส่ร้ายต่อผู้คนในยุคโบราณ และไม่หลอกลวงคน ในยุคปัจจุบัน อีกทั้งไม่หลอกลวงผู้คนในรุ่นหลังอีกด้วยต้องบรรยายให้ตรงตามความเป็นจริง ใช้ลักษณะของบุคคลภายนอกหรือบุคคลที่สามมาเขียนประวัติศาสตร์ นี่จึงเป็นลักษณะที่ควรจะ มีของนักประวัติศาสตร์ ความจริงที่ผ่านมามีการจดบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนอย่างยิ่ง ดังเช่นที่หวังอวี่หยางเขียนบรรยายไว้ “วิชาหมัดมวย สำนักเส้าหลินเป็นฝ่ายมวยภายนอก สำนัก อู่ตังของจางซันเฟิงเป็นฝ่ายมวยภายใน จากจางซันเฟิงภายหลังมีผู้สืบทอดคือหวังจง หวังจงได้ ถ่ายทอดไปยังแถบเวินโจวและเฉินโจว ในรัชสมัยเจียจิ้งแห่งราชวงศ์หมิง ตั้งแต่โบราณถึง ปัจจุบันทั้งสองสำนัก ได้ถ่ายทอดออกไปทั่วทางตะวันออกของประเทศจีน” นี่เป็นบันทึกตอนหนึ่งทางประวัติศาสตร์ หวังอวี่หยางมีฐานะเป็นปรมาจารย์ทางด้านอักษร ศาสตร์ ได้เขียนวรรณกรรมชิ้นนี้ขึ้นมา เป็นการมองอย่างบุคคลที่สามจริงๆ เนื่องจากเขา ไม่ใช่คนในแวดวงยุทธจักร ดังนั้นเหตุผลจึงอยู่ในเกณฑ์ที่น่าเชื่อถือ ที่อารามไป่หวิน(อารามเมฆขาว)ในปักกิ่ง(อารามแห่งนี้เป็นอารามเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของ ศาสนาเต๋า) ท่านจางซันเฟิงเคยพำนักอยู่ที่นี่ ช่วงปีต้นๆของหมิงกั๋ว ท่านอู๋ถูหนานได้ไปยัง อารามเมฆขาวแห่งนี้ และได้พบกับนักพรตท่านหนึ่งชื่อหูอวี้สี่ขณะนั้นเขาสอนมวยไท่เก๊กอยู่ ที่ปักกิ่ง ท่านอู๋ถูหนานได้ถามว่า เขาได้ร่ำเรียนมวยไท่เก๊กมาจากที่ไหน เขาตอบว่า“ตั้งแต่ หลังราชวงศ์หมิงมา พวกเราในอารามแห่งนี้ถือเป็นวิชาที่ต้องฝึกฝนกันเป็นประจำ นอกจาก การไปประกอบพิธี เล่นดนตรี และสวดมนต์แล้ว ก็ใช้มวยไท่เก๊กมาทำการบริหารร่างกาย”เขายังได้พูดย้ำว่า “ต้องการความสำเร็จอย่างสูง ให้ขัดเกลานิสัยจิตใจ ต้องการความสำเร็จ อย่างต่ำ ก็ฝึกวิทยายุทธ์” เขายังได้อธิบายอีกว่า “มวยไท่เก๊กเอาไว้ป้องกันตัว ไม่ใช้เอาไว้ใช้ ไม่นำมวยไท่เก๊กไปส่งเสริมทางด้านศาสนา วิถีพรตถือการมีอายุยืนเป็นหลัก” ท่านจางซันเฟิง ได้สิ่งที่ตกทอดมาจากเฉิงหลิงสี, สวี่เซวียนผิง, เฉิงปี้ และหั่วหลงเจินเหริน จนกระทั่งยุคของท่านจางซันเฟิงได้รวบรวมเอาความรู้ของทุกท่านมาประสานกันเข้าให้ สมบูรณ์ ถึงแม้ว่ามวยไท่เก๊กจะมีกำเนิดมาแล้วอย่างยาวนาน แต่ว่าการนำเอาความรู้ของ ทุกท่านมาประสานกันให้สมบูรณ์ เกิดขึ้นในยุคของท่านจางซันเฟิง ดังนั้นจึงมีบางคน ไม่ ยอมรับว่าท่านจางซันเฟิงเป็นผู้ทำให้มวยไท่เก๊กเจริญรุ่งเรือง เชื่อว่าผู้ที่รักในมวยไท่เก๊ก ทั่วโลก คงมีวิจารณญาณที่เที่ยงธรรมของแต่ละบุคคล

ว่ากันว่าเป็นรูปท่ามวยของท่านจางซานฟง
หวังจงเยว่-เจียงฟา-เฉินฉางซิงแห่งเฉินเจียโกว ท่านอู๋ถูหนานเคยไปที่เป่าจีในนครซีอาน ไปเดินสำรวจและสอบถามชาวบ้าน ในยุคนั้นมี เรื่องเล่าสืบต่อกันมาของชาวบ้านที่นั่นเป็นจำนวนมาก และมีบทวิจารณ์ของนักเขียนระดับ ปัญญาชน ล้วนกล่าวถึงเรื่อง ภายหลังยุคของท่านจางซันเฟิง มีชาวซีอานคนหนึ่งชื่อหวังจง ฉายาจงเยว่ ท่านผู้นี้เป็นนักศึกษา ชมชอบท่องเที่ยวไปตามป่าเขา เขาได้ไปถึงอารามจินไถ ที่เป่าจี เข้ากราบนักพรตท่านหนึ่งเพื่อขอเรียนมวยไท่เก๊ก นักพรตท่านนี้เป็นศิษย์คนหนึ่ง ของท่านจางซันเฟิง จึงมีบันทึกทางประวัติศาสตร์เขียนไว้ว่า “ภายหลังยุคของซันเฟิงมีหวังจง” ท่านอู๋ถูหนานเคยไปที่เป่าจีหลายครั้ง ไปดูว่ามีที่ไหนบ้างที่มีนักพรตฝึกมวยไท่เก๊ก ดูว่าเป็น ช่วงสมัยไหน และนักพรตท่านใดเป็นผู้ถ่ายทอดให้แก่หวังจง เนื่องจากในอารามพรต ไม่มี การจดบันทึกไว้ให้สืบเค้าได้ จนถึงบัดนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่เลื่อนลอย ก็มีแต่รอคอยวันเวลาใน ภายภาคหน้า ค่อยเสาะหาหลักฐานเพื่อมาวิเคราะห์ แต่เชื่อแน่ว่า หวังจงเป็นผู้ที่มีความรู้ เจนจบ เป็นผู้รวมเอาความรู้ทั้งอดีตและปัจจุบันเอาไว้ผู้หนึ่ง และยังสามารถรับเอาและฝึกฝน มวยไท่เก๊ก ที่สืบทอดมาจากท่านจางซันเฟิงได้อย่างดีเยี่ยม เขาได้เขียนบทประพันธ์ที่เกี่ยว กับมวยไท่เก๊กไว้เป็นจำนวนมาก แต่ที่เหลือมาถึงปัจจุบัน มีเพียงไม่กี่บทที่ได้เห็นกันอยู่เป็น ประจำ เช่นวิพากษ์มวยไท่เก๊ก, อธิบายการเดินพลัง, บทเพลง 13 ท่าเป็นต้น ภายหลังจาก ท่านหวังจง มีสายหนึ่งถ่ายทอดไปยังซื่อหมิง เกิดเป็นสำนักฝ่ายใต้ขึ้น อีกสายหนึ่งเป็นสำนัก ฝ่ายเหนือ ถ่ายทอดต่อกันจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง จนถึงสมัยของฮ่องเต้คังซีแห่งราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1662-1722) ถ่ายทอดถึงเจียงฟาแห่งเหอหนาน เจียงฟาเปิดกิจการร้านเต้าหู้อยู่ที่นครซีอานในมณฑลส่านซี เป็นผู้ที่มีความกตัญญูต่อมารดา เมื่อถึงสิ้นปีของทุกปี เจียงฟาต้องเดินทางจากซีอานกลับไปยังเหอหนานเพื่อเยี่ยมเยียนมารดา มีอยู่ปีหนึ่ง ขณะที่เขากำลังเดินทางกลับไปเยี่ยมมารดา เนื่องจากเดินอ้อมจึงต้องผ่านเฉินเจียโกว ได้พบเห็นคนของเฉินเจียโกวกำลังฝึกเผ้าเฉวย พวกเขาฝึกเผ้าเฉวยที่ได้รับการถ่ายทอดมา จากต้นตระกูล ซึ่งถ่ายทอดลงมาทุกรุ่นตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง เจียงฟาได้เห็นท่าทางและการเคลื่อนไหว ในยามฝึกเผ้าเฉวยของพวกเขาเห็นว่าช่างแข็ง กระด้างเสียเหลือเกิน ล้วนเป็นท่าที่บุกและตีอย่างรุนแรง ในใจคิดว่าทำไมจะต้องสิ้นเปลือง เรี่ยวแรงถึงขนาดนั้น อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงหัวเราะฮาฮาออกมา การหัวเราะในครานี้ นำความ ไม่พอใจมาสู่ผู้ที่สอนมวยอยู่ บุคคลผู้นี้มีนามว่าเฉินฉางซิงอาศัยอยู่ในเฉินเจียโกวของผู้คน ตระกูลเฉิน จากบันทึก เฉินฉางซิงเป็นผู้ที่มีรูปร่างสูงใหญ่และสง่างาม ลำตัวตั้งตรงดั่งป้าย ในสมัยนั้นลานฝึกมวยจะมีกฎอยู่ว่า ห้ามส่งเสียงที่ออกไปทางสนุกสนานหรือแสดงความตลก หลังจากที่เจียงฟาหลุดเสียงหัวเราะออกไป ก็รู้สึกเป็นการไม่เหมาะสม จึงหันหลังกลับแล้วเดิน หนี เฉินฉางซิงก็ไล่กวดมาจากข้างหลัง เมื่อเห็นว่าเข้าใกล้เจียงฟา เฉินฉางซิงจึงยื่นมือออก ใช้กรงเล็บคว้าหัวไหล่ของเจียงฟา เจียงฟาเพียงหันศีรษะกลับไปมอง เฉินฉางซิงก็กระเด็น ออกไปไกลกว่าหนึ่งวาล้มลงอยู่กับพื้น เฉินฉางซิงซึ่งเป็นผู้ที่มีสติปัญญา จึงคืบคลานลุกขึ้นมา กล่าวว่า “ท่านอาจารย์มาถึง” ครั้นแล้วจึงเชื้อเชิญเจียงฟาไปที่บ้านของเขา กราบอาจารย์ เพื่อขอเรียนมวย เนื่องจากเจียงฟาต้องรีบกลับไปเยี่ยมมารดา ขณะเดียวกันก็เห็นถึงความจริงใจของเฉินฉางซิง จึงนัดไว้อย่างมั่นเหมาะว่า อีก 3 ปีให้หลังมาพบกันที่นี่ เฉินฉางซิงถามเจียงฟาว่า จะสั่งให้ทำ อะไรหรือไม่ภายใน 3 ปีนี้ เจียงฟาบอกว่า “สิ่งสำคัญคือทุกๆวันในตอนเช้า เจ้าจงคัดเศษหิน พอถึงตอนค่ำเจ้าจงหักกิ่งไม้เล็กๆไว้ เอาทั้งสองสิ่งนี้แยกออกเป็นสองกอง กองสะสมเอาไว้ทุกๆ วัน เอาไว้ 3 ปีให้หลังตอนที่ข้าฯกลับมา ถ้าหากไม่มีของทั้งสองอย่างนี้ ข้าฯจะไม่สอนเจ้า” หลังจากที่เจียงฟาไปแล้ว เฉินฉางซิงก็ได้ยึดมั่นในคำสั่ง ทำตามคำสั่งนั้น สามปีให้หลังเจียงฟา ก็กลับมาที่เฉินเจียโกวตามสัญญา และได้เห็นว่าเฉินฉางซิง ได้ทำตามคำสั่งไว้จริง จึงกล่าวกับ เขาว่า “ที่ข้าฯเรียกให้เจ้านั่งยองๆคัดเศษหินทุกวัน จุดประสงค์ก็เพื่อสลายความแข็งกระด้าง ของเอวและขาทิ้ง และที่เรียกให้หักกิ่งไม้ก็เพื่อให้มีการหมุนของลำตัวส่วนบน เพิ่มความคล่อง ตัวให้กับเอวและศีรษะ” และแล้วเจียงฟาก็ได้รับการเชื้อเชิญให้ไปที่บ้านของเฉินฉางซิง และ เฉินฉางซิงได้ทำพิธีกราบอาจารย์เพื่อเรียนมวยไท่เก๊ก แต่การกระทำของเฉินฉางซิง ก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่คนในตระกูลเฉินอย่างมาก รู้สึก เสียหน้า รวมทั้งเป็นการฝ่าฝืนกฎของตระกูลที่สืบทอดกันมา ด้วยเหตุนี้ทั้งหมดจึงเห็นพ้อง ต้องกันว่า แต่นี้ต่อไป ห้ามมิให้เฉินฉางซิงเป็นครูฝึกเผ้าเฉวยของตระกูลเฉินอีกต่อไป เขา เพียงแต่สอนมวยไท่เก๊กที่มาจากนอกตระกูล หยางลู่ฉานมานะบากบั่นจนได้เคล็ดอันพิสดารของวิชามวย ภายหลังหยางลู่ฉานและหลี่ป๋อขุยสองคน ได้พกพาเสบียงและเงินทอง เดินทางจากอำเภอ หย่งเหนียนในมณฑลเหอเป่ย ไปยังเฉินเจียโกวเพื่อหาเฉินฉางซิงขอเรียนมวยไท่เก๊ก ทั้ง สองคนที่ไปฝึกวิชาก็เนื่องมาจากมีโรคภัย หยางลู่ฉานป่วยด้วยโรคท้องเป็นเถาดานมีอาการ ท้องโต ส่วนหลี่ป๋อขุยป่วยด้วยวัณโรค พวกเขาร่ำเรียนมวยอย่างบากบั่น ด้วยความยากลำบาก อยู่หลายปี จนหยางลู่ฉานที่ฝึกอย่างมานะบากบั่น ได้รับเคล็ดอันพิสดารด้วยสติปัญญา ภาย หลังที่ร่ำเรียนสำเร็จ หลี่ป๋อขุยได้รับการเชื้อเชิญให้ไปสอนที่ซานซี สอนเน้นไปทางการบำรุง สุขภาพและอายุวัฒนะ ผู้คนในภายหลังเรียกขานสำนักนี้ว่าจินตันตระกูลหลี่ ภายหลังเหตุการณ์ เป็นเช่นไรไม่อาจทราบได้ เนื่องจากไม่มีใครทำการสืบค้น

รูปปั้นเฉินฉางซิงถ่ายทอดวิชาให้หยางลู่ฉาน อยู่ในหมู่บ้านตระกูลเฉิน
หยางลู่ฉาน หลังจากกลับถึงอำเภอหย่งเหนียน ผู้คนจำนวนมากที่นั่นได้มาขอเรียนมวย ไท่เก๊กจากเขา ในจำนวนนี้มีอยู่ผู้หนึ่ง เป็นขุนนางนอกราชการ ชื่ออู่เหอชิง(มีอีกชื่อว่า อู่อวี่เซียง) ก็มาขอเรียนด้วย หยางลู่ฉานจึงเรียกให้บุตรชายคนที่สอง คือหยางปันโหว ไปสอนเขา หลังจากที่อู่เหอชิงได้ฝึกฝนแล้ว มีความรู้สึกดูเหมือนว่า ไม่ได้รับเคล็ดที่เป็น สาระสำคัญ อันที่จริงไม่ใช่ว่าไม่ได้เคล็ดสำคัญ สิ่งที่เป็นไปได้ก็คือ เมื่อแรกเริ่มเรียนมวย ไท่เก๊ก ร่างกายยังมีความแข็งกระด้างอยู่ ยากที่จะผ่อนคลาย เขาไม่รู้จักกล่าวโทษตนเอง กลับกล่าวโทษผู้อื่น โดยพูดว่า “หยางลู่ฉาน หวงแหนเคล็ดลับเอาไว้เอง”ความเป็นจริงการ เป็นอาจารย์ ไม่ว่าจะทำการค้นคว้าทางด้านอักษรศาสตร์หรือทางด้านวิทยายุทธ์ มีใครบ้าง ที่ไม่อยากได้ศิษย์ที่เป็นอัจฉริยะในใต้หล้าบ้าง ภายหลังอู่เหอชิงเดินทางไปหาพี่ชาย ชื่ออู่เฉิงชิงซึ่งเป็นนายอำเภอของอำเภออู่หยาง อู่เฉิงชิงได้แนะนำให้ไปที่เฉินเจียโกว เพื่อขอเรียนวิชากับเฉินฉางซิงโดยตรง ในเวลา นั้นเฉินฉางซิงมีอายุได้ 82 ปีแล้ว เฉินฉางซิง ได้บอกให้ไปเรียนกับเฉินชิงผิงที่เมือง จ้าวเป่า ปีถัดมาเฉินฉางซิงก็ถึงแก่กรรม ขณะมีอายุได้ 83 ปี อู่เหอชิงเมื่อไปถึงเมือง จ้าวเป่า ได้เรียนมวยไท่เก๊กอยู่หนึ่งเดือน จึงเดินทางกลับบ้าน เขาจดบันทึกเอาไว้ว่า“ร่ำเรียนได้หนึ่งเดือน ได้เคล็ดลับอันพิสดารไว้ทั้งหมด” ในปัจจุบัน มีผู้คนจำนวนมากมายฝึกฝนมวยไท่เก๊กแบบดั้งเดิม ขอถามหน่อยว่า การ ร่ำเรียนเพียงหนึ่งเดือนก็สามารถได้รับเคล็ดลับอันพิสดาร สามารถมีเรื่องเช่นนี้หรือ ระยะเวลาหนึ่งเดือน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเคล็ดลับอันพิสดาร เกรงว่าแม้แต่เรียนท่ามวย ก็ยังเรียนได้ไม่จบ นี่คือเรื่องราวการเรียนมวยไท่เก๊กของอู่เหอชิงตอนหนึ่ง ที่กล่าวมาคือ ประวัติย่อๆของมวยไท่เก๊ก และกล่าวโดยคร่าวๆตั้งภายหลังท่านจางซันเฟิง ถึงมวย ไท่เก๊กสำนักฝ่ายเหนือ มาจนถึงก่อนหน้าที่จะแพร่หลายในนครปักกิ่ง
