อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 6)
อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 6)
โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com) ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิต
ประวัติท่านหยางลู่ฉาน
คำร่ำลือที่มีคนรู้กันน้อย การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ นอกจากการวิเคราะห์ทางด้านอักษรข้อมูลทางประวัติศาสตร์แล้ว เรื่องที่ชาวบ้านเล่าลือสืบทอดกันมา รวมทั้งเรื่องราวที่เป็นเกร็ดประวัติที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้ ก็ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ด้าน วิทยายุทธ์ของประเทศจีน ตั้งแต่โบราณกาลมาผู้ฝึกยุทธ์โดยส่วนใหญ่ มักไม่ใคร่ฝึกฝนทาง ด้านอักษรศาสตร์ ผลงานทางด้านการประพันธ์จึงมีน้อยมาก อีกทั้งด้วยเหตุที่วิทยายุทธ์ใช้วิธี การสอนด้วยมุขปาฐะ ส่วนผู้เรียนก็ใช้วิธีการจดจำเอาไว้ ดังนั้นประสบการณ์และสิ่งที่ได้รับรู้ มาด้วยตนเองของชาวยุทธ์รุ่นเก่า จึงเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าเต็มร้อย พึงเสาะ หารวบรวมและรักษาเอาไว้ ให้ผู้ศึกษาในภายหลังได้ใช้เพื่อการวิเคราะห์ เกี่ยวกับเหตุการณ์การพัฒนามวยไท่เก๊กในยุคหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ตอนเหตุการณ์ เมื่อภายหลังที่ท่านหยางลู่ฉานได้เดินทางไปยังนครปักกิ่ง ตอนนี้เรามาดูเหตุการณ์ต่อเนื่อง จากคราวที่แล้ว ที่กล่าวถึงหยางลู่ฉานและหลี่ป๋อขุย ไปเฉินเจียโกวหาเฉินฉางซิง เพื่อขอ เรียนมวยไท่เก๊ก หยางลู่ฉานเพราะป่วยจึงไปฝึกวิชา ถูกยุยงจนพลั้งมือฆ่าหลวงจีน แต่เดิมหยางลู่ฉานเป็นพนักงานจัดยาในร้านขายยาต้าเหอถังในอำเภอหย่งเหนียน เนื่อง จากป่วยด้วยโรคเถาดานในท้อง จึงร่วมกับหลี่ป๋อขุยเดินทางไปยังเฉินเจียโกว เพื่อเรียน มวยไท่เก๊กกับเฉินฉางซิง หลังจากที่ได้ฝึกฝนจนโรคภัยหายขาด มีสุขภาพที่สมบูรณ์และ สำเร็จยุทธ์แล้ว พวกเขาทั้งสองก็เดินทางกลับสู่อำเภอหย่งเหนียน ที่นั่นมีผู้คนมากมาย ที่ เสาะหาหยางลู่ฉานเพื่อขอเรียนมวย ในครั้งนั้นมีตระกูลขุนนางตระกูลใหญ่ คือตระกูลอู่ มี ท่านหนึ่งของตระกูลชื่ออู่เหอชิง มีชื่อรองว่าอวี่เซียงพี่น้องของเขาล้วนมีตำแหน่งเป็นจิ้นซื่อ (บัณฑิตหลวง) และไปเป็นขุนนางอยู่ที่อื่น เหลือเพียงอู่เหอชิงอยู่บ้านคอยดูแลการค้า เขา เคยฝึกปรือวิชาดาบ เกาทัณฑ์และยกหิน เพื่อเตรียมไปสอบเป็นจิ้นซื่อฝ่ายบู๊ แต่เนื่องจาก ฝึกไม่สำเร็จ จึงหันไปขอเรียนวิชาจากหยางลู่ฉาน อาจารย์ผู้เฒ่า(หยางลู่ฉาน)เนื่องจาก สอนผู้คนมามาก แต่ก็ไม่มีผู้ใดที่ฝึกจนเยี่ยมยุทธ์ เกิดความท้อใจอย่างยิ่ง จึงเรียกให้บุตร คนที่สอง คือหยางปันโหวเป็นผู้สอนอู่เหอชิง อู่เหอชิงซึ่งถือดีว่ามีฐานะร่ำรวย แสดงความ หยิ่งยะโสอย่างมากต่ออาจารย์ หยางปันโหวจึงไม่เต็มใจสอนเขา อู่เหอชิงเกิดความไม่พอ ใจอย่างยิ่งต่อสองพ่อลูกตระกูลหยาง ได้กล่าวว่า “ท่านหยางผู้เฒ่า(หยางลู่ฉาน)กับปันโหว บุตรคนรอง มีความรอบคอบอย่างยิ่ง ไม่ยอมแสดงให้คนอื่นเห็นอย่างง่ายดาย” ต่อมาอู่เหอชิงไปที่เมืองจ้าวเป่า ขอเรียนวิชากับเฉินชิงผิง หลังจากนั้นได้ไปมีเรื่องโกรธ แค้นกับหลวงจีนที่วัดแห่งหนึ่งที่ซีกวานในอำเภอหย่งเหนียน เนื่องด้วยบุญคุณความแค้น ส่วนตัว ได้ก่อให้เกิดความแค้นอันลึกล้ำ หลวงจีนรูปนี้ฝึกปรือมวยเส้าหลินมา มีพลังฝีมือ สูงเยี่ยม อู่เหอชิงได้ยุยงให้หยางลู่ฉานประลองยุทธ์กับหลวงจีนรูปนี้ อู่เหอชิงกล่าวว่า“ถ้าหากฟาดมันจนตายไป ก็ประเสริฐที่สุด หลวงจีนเป็นผู้สละทางโลก ไม่มีบุตรธิดา เมื่อตายไปย่อมไม่มีใครสืบสาวถึง อย่าว่าแต่ข้าพเจ้ามีทั้งอำนาจและเงินทอง ไม่มีอะไร ต้องเกรงกลัว” หยางลู่ฉานไม่ทราบความนัย เมื่อสองคนประลองยุทธ์กัน หลวงจีนชกหมัดใส่หยางลู่ฉาน อย่างดุดัน หยางลู่ฉานใช้กระบวนท่าปันหลันเฉวยในมวยไท่เก๊กโต้ตอบกลับไป ชกถูก หน้าอกของหลวงจีนอย่างจัง จนหลวงจีนได้รับบาดเจ็บสาหัส ป่วยอยู่ไม่นานก็ถึงแก่ความ ตาย ใครจะทราบว่า หลวงจีนผู้นี้มีมิตรสหายอยู่มาก หลวงจีนที่เหลือภายในวัดเข้าฟ้อง ร้องต่อนายอำเภอ เรียกร้องให้หยางลู่ฉานชดใช้ด้วยชีวิต หยางลู่ฉานจึงไปหาอู่เหอชิง ถามว่าเรื่องนี้จะแก้ไขอย่างไร อู่เหอชิงกล่าวว่า“ไม่ต้อง ร้อนใจไป ข้าพเจ้าจะส่งท่านไปหลบอยู่ที่นครปักกิ่งสักพักก่อน เรื่องของที่นี่เอาไว้ให้ ข้าพเจ้าจัดการ” เมื่อเป็นเช่นนี้หยางลู่ฉานจึงนำบุตรสองคน คือหยางปันโหวและบุตร คนที่สามคือหยางเจี้ยนโหว เดินทางไปยังนครปักกิ่ง บิดาและบุตรเข้าเมืองหลวงเป็นครั้งแรก สอนมวยที่ตระกูลจาง อู่เหอชิงมีพี่ชายชื่ออู่หรู่ชิง รับราชการอยู่ที่กรมอาญาในนครปักกิ่ง มีหน้าที่บังคับบัญชา ขุนนางตำแหน่งหยวนไว่หลางในมณฑลเสฉวน ที่เสฉวนอู่หรู่ชิงมีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง แซ่จาง สองคนได้พูดคุยกันถึงเรื่องของ หยางลู่ฉาน คนแซ่จางกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามีน้อง ชายอยู่คนหนึ่งชมชอบฝึกมวยอย่างยิ่ง ไม่ทราบว่าสามารถเชื้อเชิญพวกเขาไปยังบ้าน ของข้าพเจ้า เพื่อเป็นอาจารย์สอนมวยได้หรือไม่” และแล้วอู่หรู่ชิงจึงพาหยางลู่ฉานและ บุตรรวมสามคนไปยังบ้านตระกูลจาง ทำการแนะนำให้เพื่อให้สอนมวย กล่าวถึงตระกูลจาง พวกเขามีผลต่อการพัฒนาของมวยไท่เก๊กอย่างใหญ่หลวง แต่ว่า ประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ ผู้คนในยุคหลังน้อยมากที่จะกล่าวถึง จนเกือบจะถูกลืมเลือนไป ผู้ที่เป็นเพื่อนร่วมงานของอู่หรู่ชิงผู้นั้นเป็นพี่ใหญ่ของตระกูล เป็นบุตรบุญธรรมที่ขอมา เลี้ยง ภายหลังตระกูลจางได้กำเนิดบุตรอีกหลายคน ผู้ที่ชมชอบฝึกมวยคือน้องสี่ มีชื่อว่า จางฟ่งฉี เนื่องจากเขามีรูปร่างอ้วน ใครๆจึงเรียกเขาว่าอ้วนจางสี่ ในสมัยนั้นตระกูลจาง อยู่ที่ซื่อหวังฝู่(เป็นชื่อสถานที่)ที่อยู่ชานเมืองด้านทิศตะวันตกของนครปักกิ่ง เปิดโรงงาน ซีอิ๊วชื่อเทียนอี้ โรงงานซีอิ๊วแห่งนี้ใหญ่โตและมีชื่อเสียงอย่างยิ่ง โรงงานแห่งนี้มีโอ่งหมัก ซีอิ๊ว,เต้าเจี้ยวและผักหมักเต้าเจี้ยวกว่า 2,000 ใบ อีกทั้งยังได้เชิญผู้เชี่ยวชาญในด้านการทำซีอิ๊ว ชื่อโหวเต๋อซาน ซึ่งเป็นผู้ควบคุมกรรมวิธี ในการผลิตซีอิ๊ว,เต้าเจี้ยวและผักหมักเต้าเจี้ยวจากโรงงานซีอิ๊วไหวเม่า ที่มีชื่อเสียงของ เมืองเป่าติ้ง อีกทั้งได้น้ำจากน้ำพุของปักกิ่งที่ใสสะอาดและมีกลิ่นรสที่หอมหวน จึงเป็น เหตุให้โรงงานซีอิ๊วแห่งนี้ มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วนครปักกิ่ง มีอยู่ครั้งหนึ่งพระนางซูสีไทเฮา เสด็จประพาสวัดพระนอนบนเขาเซียงซาน เกิดคิดเสวยผัก หมักเต้าเจี้ยว ทหารองครักษ์ได้ไปซื้อผักหมักเต้าเจี้ยวที่โรงงานซีอิ๊วเทียนอี้ พระนางซูสี ไทเฮาได้เสวยแล้ว รู้สึกถูกพระโอษฐ์อย่างยิ่ง จึงมีพระราชเสาวนีย์ กำหนดให้โรงงานซีอิ๊ว เทียนอี้ จัดผลิตภัณฑ์ซีอิ๊วเต้าเจี้ยวสำหรับราชสำนัก
ทุกวันตอนรุ่งสาง จะมีรถคันหนึ่ง บนรถบรรทุกไว้ด้วยผลิตภัณฑ์ซีอิ๊วเต้าเจี้ยวนานาชนิด ฟ้ายังไม่ทันสว่างดีก็เดินทางเข้าถึงประตูวังด้านทิศตะวันตก บนรถปักไว้ด้วยธงมังกร ดังนั้นไม่ว่าผ่านไปที่ใดล้วนปลอดโปร่งไร้การขัดขวาง เมื่อถึงพระราชวังก็นำผลิตภัณฑ์ เหล่านั้น ส่งเข้าไปยังห้องเครื่องของวังหลวง เช่นนี้เองโรงงานซีอิ๊วเทียนอี้จึงมีชื่อเสียง มากยิ่งขึ้น โรงงานซีอิ๊วเทียนอี้ ยังมีอีกสองสาขาอยู่ที่เมืองไห่เตี้ยน แห่งหนึ่งอยู่ที่เหลาหู่ต้ง ชื่อ เทียนอี้เซิ่ง อีกแห่งอยู่ที่ตงช่าเมืองไห่เตี้ยน ชื่อเทียนอี้เม่า หยางลู่ฉานพ่อลูกทั้งสาม คน ได้ไปอาศัยอยู่ที่เมืองไห่เตี้ยนเป็นการชั่วคราว รอจนตระกูลจางให้ช่างทำการ ตบแต่งที่อยู่เสร็จแล้ว ค่อยย้ายเข้าไปอยู่ที่ซื่อหวังฝู่ เนื่องจากตระกูลจางเป็นนายทุนรายใหญ่ที่ซื่อหวังฝู่ บ้านของเขาจึงใหญ่โตมาก ตึก กลางใช้เป็นที่พำนักอาศัย ตึกซ้ายเป็นโรงเรียนที่เปิดสอนเป็นการกุศล โรงเรียนแห่ง นี้ตระกูลจางเป็นผู้ออกเงินทอง บรรดาเด็กๆยากจนบริเวณใกล้เซียงซานที่ไม่มีเงิน เรียนหนังสือ ล้วนไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนการกุศลแห่งนี้ ซึ่งนอกจากไม่เก็บค่าเล่า เรียนแล้ว ยังให้หนังสือเรียนเครื่องเขียน เสื้อผ้ารวมทั้งอาหารการกิน จึงเรียกว่า โรงเรียนการกุศล ส่วนตึกขวาเป็นโรงทำโจ๊ก ทุกๆวันในตอนเช้าและตอนหัวค่ำ จะ แจกทานด้วยโจ๊กวันละสองรอบ โจ๊กที่แจกทานนี้มีความเข้มข้นราวกับข้าวสวย ลูก หลานของแปดกองธง(ประชาชนของแมนจู ที่ต้องเป็นทหารจะถูกจัดเข้าไปอยุ่ในกอง ทหารที่เรียกว่ากองธง ซึ่งมีด้วยกันแปดกองธง ใช้สีเป็นตัวแบ่งแยก)ที่มีฐานะยากจน ก็จะได้กินอย่างอิ่มหมีพีมัน จากโรงทานโจ๊กแห่งนี้ ดังนั้นตระกูลจางจึง ได้รับการ ต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียง หยางลู่ฉานสามพ่อลูก หลังจากที่จางฟ่งฉีรับเข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว ก็อาศัยอยู่ในตึกกลาง โดยให้อาจารย์พักอาศัยอยู่ในห้องใหญ่ ให้การต้อนรับขับสู้อย่างเต็มกำลัง ขณะเดียว กันก็มีกริยามารยาทต่ออาจารย์อย่างสุภาพเรียบร้อย บิดาและบุตรแซ่หยางรู้สึกพึง พอใจอย่างยิ่ง จางฟ่งฉีเองก็ทุ่มเทกายใจศึกษามวยไท่เก๊ก มีความก้าวหน้าอย่าง รวดเร็ว ยังมีโหวเต๋อซานที่เป็นผู้ควบคุมการผลิตในโรงงานซีอิ๊วก็มาฝึกด้วย ซึ่งเรียน ได้ดี เป็นที่ทราบกันทั่วไปในเวลานั้น จนมีการกล่าวขานถึงเขาทั้งสองว่า “อ้วนจางสี่ โหวเต๋อซาน” องค์ชายอีเชิญอาจารย์ ผู้สำเร็จราชการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ในสมัยนั้นที่ปักกิ่งมีตวนอ๋อง(ชื่อตำแหน่งของอ๋อง ที่เป็นเชื้อพระวงศ์ส่วนใหญ่จะเป็น พี่น้องของฮ่องเต้)ท่านหนึ่งชื่อไจ้อี เขาเป็นว่าที่ตำแหน่งสีอ๋อง เรียกท่านกันว่าสั้นๆว่า องค์ชายอี เขารับผิดชอบกำลังทหาร 3 ทัพ ซึ่งมีแปดกองธงที่เซียงซาน แปดกองธง ที่หยวนหมิงหยวน และแปดกองธงทหารปืนใหญ่ บุคคลคนนี้เป็นคนเลือดร้อนรุนแรง ชมชอบการขี่ม้ายิงธนู และล่าสัตว์ ในสมัยนั้นรอบๆเขาเซียงซานที่ปักกิ่ง เป็นสถานที่ เปลี่ยว มีกวางหลากชนิดอาศัยอยู่มากมาย บางครั้งยังพบเห็นเสือดาว
ครั้งใดที่องค์ชายอี กลับจากการล่าสัตว์ที่เขาเซียงซาน ล้วนมาพักเหนื่อยเอาแรงที่ โรงงานซีอิ๊วเทียนอี้ของตระกูลจาง ตระกูลจางก็ให้การต้อนรับขับสู้อย่างสมเกียรติ ด้วยความเต็มใจ และเนื่องจากเป็นโรงงานซีอิ๊วที่จัดของเสวยประเภทซีอิ๊วเต้าเจี้ยว ให้แก่ราชสำนัก ดังนั้นเจ้าบ้านและอาคันตุกะ จึงคบหากันด้วยความสนิทสนม องค์ชายอี ได้สังเกตเห็นว่าหยางลู่ฉานและบุตร ทำการสอนมวยให้แก่จางฟ่งฉีของ ตระกูลจางได้ผลดียิ่ง จึงออกปากจะรับหยางลู่ฉานและบุตร ไปสอนมวยที่วังตวนอ๋อง แต่จางฟ่งฉีไม่ยิมยอม ให้เหตุผลว่า อาจารย์เป็นตระกูลจางเชิญมา องค์ชายถึง แม้มีอำนาจและเงินทอง แต่อำนาจของข้าพเจ้าก็ไม่ด้อย ข้าพเจ้าก็เป็นขุนนาง เรื่องนี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ จนเกือบจะเกิดเรื่องวุ่นวาย จนเรื่องนี้รู้เข้า ไปถึงในราชสำนัก ควรทราบว่าในสมัยนั้นเทียบกันแล้วอิทธิพลขององค์ชายอีสูงมาก แต่ว่าในสมัยราชวงศ์ชิง เรื่องราวต่างๆล้วนต้องจัดการกันตามกฎหมายของต้าชิง ไม่สามารถใช้อำนาจกดขี่ใครได้ตามใจ นอกจากนี้ยังมีขุนนางจากราชสำนักซึ่งมี อำนาจสูง ถ้าเทียบกับปัจจุบันก็คือผู้ตรวจการที่มีอำนาจเต็ม แต่ก็ยังมีขุนนาง ราชสำนักบางคน กลัวว่าแผ่นดินนี้จะเกิดเรื่องวุ่นวายน้อยเกินไป เพียงเกิดเรื่องเล็ก น้อย ก็ถวายฎีกาต่อฮ่องเต้ บางครั้งได้ยินเรื่องราวบางเรื่องมา ก็รีบเข้าวังกราบทูล ต่อฮ่องเต้ เรื่องของทั้งสองตระกูลนี้ ถ้าหากล่วงรู้ถึงพระเนตรพระกรรณของฮ่องเต้หรือไทเฮา แล้ว ก็จะเป็นเรื่องลุกลามใหญ่โตแล้ว ตอนหลังท่านผู้สำเร็จราชการ ซึ่งเป็นบิดาบังเกิด เกล้าของฮ่องเต้กว่างสู้รู้เรื่องนี้เข้า ท่านเกรงว่าเรื่องจะลุกลามใหญ่โต จึงไปยังตระกูล จางที่ซื่อหวังฝู่เพื่อคลี่คลายเรื่องนี้ ในสมัยนั้นผู้สำเร็จราชการก็คือผู้แทนของฮ่องเต้ เมื่อผู้สำเร็จราชการไปถึง จางฟ่งฉีรีบให้การต้อนรับ แล้วจึงทูลถามท่านผู้สำเร็จ ราชการว่า ที่เสด็จมามีคำบัญชาอะไร ผู้สำเร็จราชการกล่าวว่า “เจ้ากับองค์ชายอี เกิดการแก่งแย่งอาจารย์ท่านหนึ่ง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องดีงาม ข้าฯจะถามเจ้าว่า ถ้า ดำเนินการเช่นนี้จะดีหรือไม่ คือวันที่ 1 ถึง 14 ของทุกเดือน ให้อาจารย์ไปสอน ที่วังตวนอ๋อง แล้วตั้งแต่วันที่ 16 ถึงสิ้นเดือนก็ให้มาอยู่ที่บ้านของเจ้าที่นี่ บุตรทั้งสอง คนของอาจารย์ให้อยู่ที่บ้านของเจ้า ในช่วงครึ่งเดือนแรก พออาจารย์กลับจากวัง ตวนอ๋อง ก็ให้บุตรชายทั้งสองของเขาไปที่วังตวนอ๋องแทน แบบนี้ไม่ดีพร้อมทั้งสอง ฝ่ายหรอกหรือ แล้วยังไม่ต้องเกิดภาพพจน์ที่ไม่ดีงามต่อคนภายนอกอีกด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย” จางฟ่งฉีจึงน้อมรับคำบัญชาด้วยความเต็มใจ มีความซาบซึ้งใจที่ท่านผู้สำเร็จราชการ มาคลี่คลายกรณีพิพาทด้วยตนเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ องค์ชายอีจึงไปเชิญหยางลู่ฉานที่ โรงงานซีอิ๊วเทียนอี้ด้วยตนเอง แล้วจึงทำการอันเป็นมงคล โขกศีรษะคำนับอาจารย์ นับตั้งแต่บัดนั้นหยางลู่ฉานและบุตรทั้งสอง จึงถูกเชิญเข้าไปสอนมวยไท่เก๊กในวังตวนอ๋อง หยางลู่ฉานแสดงฝีมือ หยางปันโหวพิชิตคู่ต่อสู้ในวังตวนอ๋อง ความจริงไจ้อีก็มีฝีมือทางหมัดมวย เขายังเป็นผู้ดูแลค่ายวิชาการต่อสู้ขั้นสุดยอด(ค่ายเสินจี้) ในสมัยนั้น องค์ชายอีได้มีบัญชาให้หยางลู่ฉานดำรงตำแหน่งหัวหน้าครูฝึกของค่ายเสินจี้ ในยุคนั้นภายในค่ายเสินจี้ มีครูฝึกมีชื่อเสียงอยู่เป็นจำนวนมากเช่น หลิวแห่งอำเภอเสียง หลิวซื่อจวิ้น ฝึกมวยตระกูลเยี่ย กว๋อหวินเซิน ฝึกมวยสิงอี้ ต่งไห่ชวน ฝึกมวยปากว้า(ฝ่ามือ แปดทิศ) โจวต้าหุยและต้าเสียงจื่อ ฝึกซุยเจียว(วิชามวยปล้ำโบราณ) เป็นต้น ครั้งแรกที่ ทุกคนได้พบหยางลู่ฉาน เห็นเขามีรูปร่างที่สง่างาม เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต สมควรเป็น ยอดฝีมือ ทุกๆคนแสดงคารวะต่อหยางลู่ฉาน และขอให้องค์ชายอีเชิญหัวหน้าครูฝึกช่วย แสดงฝีมือให้ทุกคนได้ชม หลังจากหยางลู่ฉานได้ร่ายรำมวยจบไปรอบหนึ่ง ทุกๆคนต่างส่งเสียงโห่ร้องชมเชย เนื่อง จากที่นี่เป็นสถานที่ของขุนนาง จึงต้องแสดงความเกรงอกเกรงใจให้ แต่พอลับหลังมีคน จำนวนมากที่กล่าวติเตียน ทุกคนยึดถือว่าครูมวยเมืองหลวงของค่ายเสินจี้ มีวิชาที่นับ ได้ว่าเป็นสุดยอด วิชามีความยอดเยี่ยมงดงามอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่แสดงออกมาของหัวหน้า ครูฝึกที่เชิญมาใหม่ มันไม่ใช่การฝึกวิชาบู๊ เนื่องจากวิชาบู๊ต้องมีการออกแรงเตะต่อย กระโดดเตะ มีการบิดหมุนของร่างกาย แต่ที่หยางลู่ฉานแสดงออกมา กลับดูอ่อนนุ่ม ถึงแม้ว่าการเคลื่อนไหวจะพลิ้วดุจเมฆลอยเลื่อนสายน้ำไหลไม่ขาดสายก็ตาม แต่ดูอย่างไร ก็ไม่สามารถเป็นวิชาต่อสู้ไปได้ มีคนอยากพูดยั่วยวน แต่ก็ไม่กล้าเป็นศัตรูกับหัวหน้าครูฝึก เนื่องจากหยางลู่ฉานมียศตำแหน่งที่สูงกว่า จึงคิดเปลี่ยนเป้าหมายไปที่หยางปันโหวแทน
