อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 7)
อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 7)
โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com) ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิต
ประวัติท่านหยางลู่ฉาน (ต่อ)
มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่องค์ชายอีกำลังเรียนมวยกับหยางลู่ฉานอยู่ในวังตวนอ๋อง ครูฝึกคนอื่นๆก็ชม อยู่ด้านข้างที่ห้องโถงใหญ่ของวังตวนอ๋อง มีการทำยกระดับขึ้นไป 7 ชั้น ขณะนั้นหยางปันโหว ซึ่งกำลังสูบยาจากกล้องยาสูบ นั่งอยู่บนขั้นยกระดับเอาหลังผิงเสาอยู่ ด้านหน้าของขั้นยกระดับ เป็นพื้นที่โล่ง ขณะเดียวกันต้าเสียวจื่อที่เป็นครูฝึกซุยเจียวก็เดินผ่านมา และมายืนอยู่ตรงข้าม หยางปันโหว ตรงด้านล่างของขั้นยกระดับ ต้าเสียวจื่อมีรูปร่างที่สูงใหญ่กว่าคนทั่วไป เขามีความ สูงแค่ไหน? ท่านอู๋ถูหนานเคยไปยืนเทียบความสูงกับเขา ตัวท่านอู๋เองเมื่อเทียบความสูงกับคน ทั่วไปไม่ได้นับว่าเตี้ย แต่พอไปยืนเทียบกับต้าเสียวจื่อแล้ว ท่านอู๋สูงเพียงแค่หน้าอกของ ต้าเสียวจื่อเท่านั้น
ต้าเสียวจื่อยกเท้าขวาขึ้นไปเหยียบบนขั้นยกระดับ ส่วนขาซ้ายยังคงยืนอยู่บนพื้นด้านล่าง ในตอน นั้น หยางปันโหวมือซ้ายกำลังถือกล้องยาสูบ ส่วนมือขวาถือชุดไฟ(คล้ายไม้ขีดในยุคปัจจุบัน) กำลังจุดไฟที่กล้องยาส่วนปากก็สูบยาอยู่ ต้าเสียวจื่อเอามือขวาสอดเข้าไปจับต้นแขนซ้ายที่ใกล้ กับข้อศอกอย่างดุดัน ส่วนมือซ้ายก็ยื่นไปรวบเอาข้อมือและถุงของกล้องยาสูบของหยางปันโหว (กล้องยาแบบนี้เวลาสูบต้องใช้น้ำ โดยใส่น้ำไว้ในถุงที่ห้อยอยู่ด้านล่างของกล้องยา) แล้วกล่าว ว่า “เจ้าลงมาเถอะ” แล้วใช้กำลังลากหยางปันโหวลงไป
หยางปันโหวใช้พลังของมวยไท่เก๊กเพียงเล็กน้อย ถ่วงต้นแขนและข้อศอกลงเนื่องจากต้าเสียวจื่อ เอาเท้าขวาเหยียบอยู่บนขั้นยกระดับจึงกลายเป็นจุดหมุนขึ้นมา ต้าเสียวจื่อเห็นว่าร่างกายของตน เองลอยขึ้นและล้มคว่ำไปข้างหน้า ศีรษะต้องชนเข้ากับเสาแน่จึงรีบดึงตัวกลับ หยางปันโหวถือ โอกาสขณะที่ได้เปรียบอยู่วางมือปล่อยสภาวะ ก็ได้ยินเสียงดังพลั่ก ต้าเสียวจื่อหงายหลังล้มลง ไปนอนหงายท้องอยู่บนพื้น องค์ชายอีมองเห็นจึงรีบถามว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ต้าเสียวจื่อคืบคลาน ลุกขึ้นมาแล้วตอบว่า “กราบทูลองค์ชาย เป็นข้าพเจ้าล้อเล่นกับคุณชายรอง(หยางปันโหว)เอง”ทุกคนได้เห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นจึงอดที่จะแอบหัวเราะไม่ได้ ภายหลังองค์ชายอีจึงมีคำสั่งให้ ต้าเสียวจื่อและโจวต้าหุยสองครูฝึกซุยเจียวเข้าพบ แนะนำให้เขาทั้งสองคนกราบหยางปันโหว เป็นอาจารย์ ทั้งนี้เมื่อมีความสัมพันธ์ฉันศิษย์อาจารย์ ย่อมเกิดความสงบไร้เรื่องราว
ประลองทวนใหญ่ในสวนของวังตวนอ๋อง องค์ชายอีจัดเลี้ยงเพื่อยุติคลื่นลม เรื่องเก่าจบไปก็เกิดเรื่องใหม่ขึ้นมา หลิวแห่งอำเภอเสียง(หลิวซื่อจวิ้น)มีฝีมือทวนใหญ่ที่เยี่ยม ยอด ทุกวันจะไปฝึกทวนข้างแม่น้ำเยี่ยหยาที่ไหลผ่านสวนดอกไม้ซึ่งอยู่ด้านหลังของวังตวนอ๋อง ซึ่งหยางปันโหวก็มาฝึกทวนที่นี่เช่นกัน มีอยู่วันหนึ่งองค์ชายอีได้นั่งดูครูฝึกทั้งสองฝึกทวนอยู่ ในเวลานั้นอยู่ในช่วงของฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้แข่งกันเบ่งบาน ใต้สะพาน้อยมีน้ำไหลรินผ่าน เป็นทิวทัศน์ที่สวยงามอย่างยิ่ง องค์ชายอีเกิดอารมณ์สนุกขึ้นมาจึงพูดขึ้นว่า“ท่านทั้งสองลอง จับคู่ฝึกทวนกัน ท่านว่าดีหรือไม่” ทั้งสองคนตอบว่าดี จึงแทงทวนกัน แทงกันอยู่ครึ่งค่อนวัน แต่เหตุการณ์กลายเป็นว่า ท่านแทงข้าฯ หลบ ข้าฯ แทงท่านหลบ องค์ชายอีชมดูจนอดรนทน ไม่ได้จึงพูดว่า “ท่านทั้งสองแทงให้ดีกว่านี้จะได้หรือไม”่ หยางปันโหวตอบว่า“องค์ชายต้องการ ชมที่สนุกสนานกว่านี้ ข้าพเจ้าทั้งสองจะลองกันใหม่” ครานี้หลิวซื่อจวิ้นคิดว่าได้โอกาสที่จะเอา ชนะหยางปันโหวแล้ว แล้วยังได้ทำลายความฮึกเหิมของหยางลู่ฉานผู้เป็นบิดาอีกด้วย ทั้งสอง คนพอสัมผัสทวนกัน หลิวซื่อจวิ้นก็ใช้ทวนปัดทวนของหยางปันโหวให้เบนออกไปแล้วใช้พลังดูด ทวนของหยางปันโหวเอาไว้ จากนั้นสืบเท้าขึ้นไปแทงออกไปทวนหนึ่ง ยามบรรยายดูเชื่องช้า แต่ที่จริงรวดเร็วยิ่ง ส่วนหยางปันโหวตอนที่ถูกหลิวซื่อจวิ้นปัดทวนออก ก็ปล่อยให้ทวนของตน เองคล้อยตามทวนของหลิวซื่อจวิ้น แล้วหมุนวนทวนครั้งหนึ่ง หลิวซื่อจวิ้นก็หมุนวนทวนตาม รอ จนหลิวซื่อจวิ้นแทงทวนออกมา หยางปันโหวก็ใช้ทวนเคาะลงไปที่ด้ามทวนของหลิวซื่อจวิ้น หลิวซื่อจวิ้นสะท้านจนต้องถอยไปสองก้าวใหญ่ ร่างกายซวนเซไม่มั่นคง ก้าวเท้าลงไปในแม่น้ำ แล้ว เนื่องจากเวลานั้นเป็นฤดูใบไม้ผลิ น้ำในแม่น้ำเยี่ยหยาจึงยังไม่มาก หลิวซื่อจวิ้นโอบทวน ปีนขึ้นบนฝั่ง หยางปันโหวรีบเข้าไปขอโทษ และเชิญให้หลิวซื่อจวิ้นกลับห้องพักเพื่อผลัดเปลี่ยน เสื้อผ้า หลังจากหลิวซื่อจวิ้นจากไปแล้ว องค์ชายอีได้สั่งให้หยางปันโหวตามไปดูหลิวซื่อจวิ้น องค์ชายอีกล่าวว่า “เขาจะต้องเก็บข้าวของแล้วจากไปอย่างแน่นอน ท่านไปดูและต้องรั้งเขา ให้อยู่ต่อ เนื่องจากเขายังมีประโยชน์ที่จะให้ใช้สอยได้” หยางปันโหวกลับไปดูที่ห้อง พบว่า หลิวซื่อจวิ้นเก็บข้าวของเตรียมตัวจะเดินทางจากไปแล้ว หยางปันโหวใช้วาจาที่สุภาพเข้า ชี้แจง ต้องเกลี้ยกล่อมอยู่นาน จึงเข้าใจกันดี องค์ชายอีจึงเชื้อเชิญให้ครูฝึกทั้งสองไปร่วม รับประทานอาหาร คลื่นลมคราวนี้จึงนับได้ว่าสงบลงไป ภายหลังยังเกิดเรื่องราวขึ้นมาอีก เอาไว้มีโอกาสค่อยเล่า
บิดาและบุตรวิ่งรอกสอนมวยสามแห่ง องครักษ์สามชนชาติร่วมกันกราบอาจารย์ นอกจากนี้ด้านทิศตะวันออกของกรุงปักกิ่งยังมีวังตะวันออก ขององค์ชายไจ้จื้อ(มีอีกชื่อว่า ซื่ออัน) ได้ยินว่าที่วังตวนอ๋อง(วังตะวันตก)ได้เชิญอาจารย์ดีมาท่านหนึ่ง จึงไปหาไจ้อีซึ่ง เป็นพี่ชายเพื่อขอปรึกษา ต้องการเชิญอาจารย์ไปสอนมวยที่วังตะวันอออกบ้าง ตวนอ๋อง ใคร่ครวญอยู่พักหนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า “มีวิธีที่ดี เอาอย่างนี้แบ่งเวลาของข้าฯทางนี้ 14 วัน ให้กับวังตะวันออกครึ่งหนึ่ง ให้หยางลู่ฉานกับบุตรของเขาอีกสองคน สอนวังละ 7 วัน เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเขาจะหมุนเวียนสอนอยู่สามแห่งคือวังตะวันตก วังตะวันออก และ บ้านตระกูลจางที่ซื่อหวังฝู่” สมัยที่หยางลู่ฉานอาศัยอยู่ที่วังตวนอ๋อง ตวนอ๋องรับหน้าที่ควบคุมสามในแปดกองธง องครักษ์ ของตวนอ๋องแบ่งออกเป็นฮั่นแมนจูและมงโกล หยางลู่ฉานเคยสอนองครักษ์อยู่สามคน อันมีหลิงซาน (ชาวแมนจู) ฉวนโหย่ว (ชาวมงโกล) และว่านชุน(เดิมชื่อจูว่านชุน ชาวฮั่น ซึ่งเขา เป็นเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์หมิง จึงสังกัดเข้ากองธงฮั่น ต่อมาไม่ใช้แซ่จูจึงเรียกขานเพียง ว่านชุนเท่านั้น) มีอยู่วันหนึ่งไจ้จื้อของวังตะวันออกมายังวังตวนอ๋อง แต่ไม่พบเนื่องจากตวน อ๋องออกไปล่าสัตว์พอดี ไจ้จื้อเรียกให้องครักษ์ทั้งสามคนของตวนอ๋องมาซ้อมมวยไท่เก๊กกับ เขา แค่ทุยโส่ว องครักษ์ทั้งสามไม่มีใครสู้ได้ ต่างยืนไม่ติดราวกับถูกลมพัดจนโยกคลอน ตอนหลังเมื่อตวนอ๋องกลับมาถึงวัง ไจ้จื้อได้ถกปัญหานี้กับพี่ชาย ไจ้จื้อกล่าวว่า“ขอถามหน่อย ว่าพวกเขาทั้งสามคนเป็นเขาคุ้มครองท่าน หรือว่าท่านคุ้มครองเขากันแน่” ตวนอ๋องได้ยินคำ พูดนี้รู้สึกว่ามีความนัย จึงตอบว่า “แน่นอนย่อมเป็นพวกเขาคุ้มครองข้าฯ”ไจ้จื้อกล่าวว่า “พวกเขาทั้งสามคน แค่เจอกับข้าฯก็ยังเอาตัวไม่รอดเลย ท่านว่าควรจะทำอย่างไร”ตวนอ๋อง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “เรื่องนี้ต้องลองถามครูฝึกผู้เฒ่าดู” ดังนั้นจึงมีบัญชาให้เชิญหยางลู่ฉานและบุตรมารับประทานอาหารด้วยกัน พวกเหล่าอ๋องดัง เช่นตวนอ๋องมีความเคารพอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง ดื่มสุราผ่านไปแล้วสามรอบ อาหารก็ยกมา แล้วห้าจาน ตวนอ๋องจึงยกเรื่องนี้ขึ้นมาสนทนา ไจ้จื้อได้กล่าวว่า “ขอท่านผู้เฒ่าช่วยส่งเสริม ด้วย สามารถเรียกพวกเขามาสอบถามได้” หยางลู่ฉานพูดอย่างยิ้มแย้มว่า “ขอเพียงพวกเขามีความขยันขันแข็งฝึกฝน นับตั้งแต่นี้เป็น ต้นไปข้าพเจ้าต้องสอนพวกเขาอย่างดีแน่ สามปีให้หลังรับรองต้องได้เห็นโฉมหน้าใหม่” ตวนอ๋องจึงเรียกให้องครักษ์ทั้งสามเข้ามากล่าวขอบคุณต่อครูฝึกผู้เฒ่า พวกเขากล่าวว่า“พวกกระหม่อมได้กราบอาจารย์แล้ว ตามความหมายของท่านอ๋องเห็นว่าพวกกระหม่อม สามารถกราบอาจารย์ได้” หยางลู่ฉานได้คิดว่า ไม่เป็นการสมควร ตนเองเป็นอาจารย์ของท่านอ๋องไม่สามารถให้องครักษ์ มาอยู่ในระดับเดียวกันท่านอ๋อง เนื่องจากในสมัยนั้นเป็นสังคมศักดินา จึงเรียกให้คนทั้งสาม กราบหยางปันโหวเป็นอาจารย์แทน แต่ความเป็นจริงทั้งสามคนยังคงเรียนมวยไท่เก๊กจาก หยางลู่ฉาน ผู่ถง(ผู่ซีหยวน)ล้ำเลิศทั้งมวยและงิ้ว คุยเรื่องในอดีตกับบุตรหลานของตระกูลจาง
กระบวนศิษย์ที่หยางลู่ฉานสอนนั้นนับว่าไจ้จื้อเยี่ยมที่สุด เนื่องจากเขาเพียบพร้อมทั้งบู๊และบุ๋น บุตรของไจ้จื้อชื่อว่าผู่ถง(ฉายาซีหยวน)ชมชอบร้องอุปรากรณ์จีน(งิ้ว) เขาเป็นนักแสดงงิ้วที่ยิ่ง ใหญ่ คนในวงการงิ้วเรียกด้วยความยกย่องว่า “นายห้าถง” เขาเป็นเอกอุในเป็นเรื่องของงิ้ว ยามติดหนวดเคราก็สามารถร้องเป็นตัวละครสูงอายุที่เป็นตัวละครเอก พอหยิบจับอาวุธก็ สามารถร้องเป็นพระเอกบู๊ พอทาสีบนหน้าก็ร้องเป็นตัวละครหน้าดำ พอทาหน้าขาวก็เป็น เจี้ยจื่อฮัว(ตัวประกอบในการแสดงงิ้ว) พอเอาหนวดเคราออกก็ร้องเป็นตัวนางเอก (นักแสดง งิ้วที่เก่งๆสามารถร้องได้ทุกบท ซึ่งต้องดัดเสียงให้ได้ตามตัวละครแต่ละตัว) เขาสามารถนำ เอามวยไท่เก๊กไปใช้ในการแสดงงิ้วได้ด้วย เมื่อยามที่เขาแสดงท่าทวนท่าดาบ การเคลื่อนไหว แต่ละท่าล้วนแต่ดูเหยียดกว้างสวยงาม คล่องแคล่วว่องไว เป็นการเพิ่มเติมเข้าไปในศิลปะการ แสดงงิ้ว เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานสิ่งล้ำค่าไว้ด้วยกันอย่างแท้จริง ท่านอู๋ถูหนานกับผู่ถงมีความสนิทสนมกันมาก คบหากันเป็นเวลาหลายสิบปี ท่านทั้งสองมัก สนทนากันถึงวีรกรรมในอดีตของหยางลู่ฉานและบุตร ผู่ถงเล่าว่าหยางลู่ฉานมีรูปร่างที่สง่า งาม หยางปันโหวมีรูปร่างผอมสูง หล่อเหลาและสง่า ส่วนหยางเจี้ยนโหว ซึ่งคนเรียกขานว่า คุณชายสาม มีรูปร่างที่สมส่วนค่อนข้างสูง และยิ่งสง่างาม แน่นอนว่าในสามท่านนี้ท่านผู้เฒ่า (หยางลู่ฉาน)มีศิลปะวิชาเยี่ยมยอดที่สุด รองลงมาก็เป็นศิลปะวิชาของ หยางปันโหว ส่วนคุณ ชายสามเมื่อเทียนฝีมือกับพ่อและพี่ชายยังเป็นรองอยู่ขั้นนึง แต่เมื่อเทียบกับทั่วไปแล้วก็ยัง คงมีฝีมือที่สูงส่งและลึกล้ำอยู่มาก ผู่ถงยังเล่าถึงการไปมาหาสู่ของวังตะวันออก วังตะวันตก และตระกูลจางที่ซื่อหวังฝู่อยู่เสมอ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องราวที่สอดคล้องกันกับเรื่องที่ท่าน อู๋ถูหนานได้ยินได้ฟังและตรวจสอบมาอย่างแนบแน่น บุตรของจางฟ่งฉีแห่งโรงงานซีอิ๊วเทียนอี้เคยสอบได้ตำแหน่งบัณฑิต หลานของเขาชื่อจาง ป๋ออวิ่นฝึกมวยไท่เก๊กได้ดี ตอนที่ท่านอู๋ถูหนานไปสอนหนังสืออยู่ที่ซีซานในนครปักกิ่ง ได้ พักอาศัยอยู่ที่ซานหนาน จางป๋อ อวิ่นอาศัยอยู่ที่หวังซื่อฝู่ พวกท่านทั้งสองไปมาหาสู่กันใน ยามที่ว่างจากกิจการงาน ร่วมกันวิเคราะห์ร่วมกันถกปัญหาความเป็นมาของมวยไท่เก๊ก และชุดมวยที่มีความแตกต่างกัน เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน มีบางครั้งก็ถก กันเกี่ยวกับเรื่องที่หยางลู่ฉานและบุตรว่าไปยังนครปักกิ่งได้อย่างไร รวมทั้งเหตุการณ์ความ เป็นจริงในยุคนั้น มีบางคนเล่าว่าเป็นอู่หรู่ชิงเป็นผู้ชักนำหยางลู่ฉานเข้าวังตวนอ๋องเอง แต่ความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เป็นอู่หรู่ชิงแนะนำหยางลู่ฉานให้กับตระกูลจาง ต่อมาภาย หลังจึงได้เข้าไปยังวังตวนอ๋อง ดังนั้นตระกูลจางจึงเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญของเรื่องนี้ หากไม่มี ตระกูลจาง มวยไท่เก๊กก็จะไม่ได้เข้าสู่วังตวนอ๋อง และก็จะต่อเนื่องไปถึงว่า มวยไท่เก๊กอาจ ไม่ได้เผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา ตรงนี้เป็นจุดหักมุมที่สำคัญต่อการพัฒนาของ มวยไท่เก๊ก แต่ที่ผ่านมาน้อยคนนักที่จะรู้ถึงเรื่องนี้ อีกทั้งก็ไม่มีใครยกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวถึง จางป๋ออวิ่นได้ถึงแก่กรรมไปก่อนปีค.ศ. 1930 ในช่วงนั้นท่านอู๋ถูหนานได้ไปที่หนานจิง รอ จนกระทั่งกลับมาที่นครปักกิ่ง จึงได้รู้ว่าจางป๋ออวิ่นได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว จางป๋ออวิ่นมีบุตร คนหนึ่งชื่อจางม่ออิ่ง ในช่วงที่มารดาของเขายังมีชีวิตอยู่ ท่านอู๋ถูหนานได้เคยไปเยี่ยมเยียน พวกเขา ได้พูดคุยถึงเรื่องต่างๆมากมาย เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งว่า มวยไท่เก๊กที่ตระกูลจาง ได้ฝึกฝนร่ำเรียน ต่อมาภายหลังได้ขาดผู้สืบทอดไป การเขียนประวัติวิทยายุทธ์ต้องมองอย่างบุคคลที่สามรักษาความจริงไว้ เกี่ยวกับการเขียนประวัติศาสตร์ ท่านอู๋ถูหนานมีความเห็นว่า
หนึ่ง ไม่ป้ายสีคนรุ่นก่อน สอง ไม่หลอกลวงคนในปัจจุบัน สามไม่โกหกคนรุ่นหลัง
ต้องเขียนประวัติศาสตร์ด้วยเรื่องจริงเหตุการณ์จริง จดบันทึกลงไปด้วยความเป็นจริง นักปราชญ์ ราชบัณฑิตของจีนในสมัยโบราณล้วนต้องถามไถ่เรื่องการปกครองจากชาวบ้าน เช่นเมิ่งจื่อยังไป เยี่ยมเยียนคนเถื่อนในตงหลู่ ขงจื่อไปเยี่ยมคารวะเหลาจื่อ ดังนั้นผู้ที่มีความละเอียดอ่อนและชอบ ศึกษาจึงไม่อายที่จะถาม ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายแต่เป็นเรื่องที่ดีงาม คาดหวังว่าการเขียนประวัติ ศาสตร์ รวมทั้งการเขียนประวัติบุคคลผู้มุ่งทางวิทยายุทธ์แต่ละท่าน ผู้เขียนต้องเป็นผู้ที่รักความ เป็นจริง ต้องไม่มองเข้าข้างตนเองแต่ต้องมองอย่างบุคคลที่สาม(มองอย่างผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้วย) ปกป้องรักษาความจริงในประวัติศาสตร์ไว้
![]() | ![]() | ![]() |
ภรรยาท่านอู๋ถูหนาน ขณะอายุ 107 ปี ยังสามารถเดินลงบันไดได้ | รูปขณะฝึกมวย ยังย่อเข่าได้ | รูปฝึกมวยอีกรูป |
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเอ่ยถึงจางซันเฟิง มีบางคนในปัจจุบันนี้แสดงการคัดค้าน กล่าวว่าจางซันเฟิง เป็นพรตเฒ่า ท่านอู๋ถูหนานเห็นว่าศิลปะวิชาความสามารถไม่มีการแบ่งระดับชั้น เส้าหลินมิใช่ หลวงจีนหรอกหรือ เมื่อหลวงจีนสามารถตั้งชื่อว่ามวยเส้าหลิน แล้วทำไมพรตเฒ่าถึงไม่สามารถ ตั้งชื่อว่ามวยไท่เก๊กเล่า คำคัดค้านนี้นับว่าไม่สมเหตุสมผล จางซันเฟิงไปเขาหัวซานกราบหั่วหลง เจินเหรินเป็นอาจารย์ เรื่องนี้ผ่านการสืบค้นและวิเคราะห์เป็นเวลานานหลายปี ทราบเพียงแต่ว่า หั่วหลงเจินเหรินมีชื่อว่าเจี่ยเต๋อเซิน บ้านเกิดของท่าน ท่านมีอายุยืนถึงเมื่อไรไม่สามารถค้นคว้า หามาได้ มีเรื่องที่ลึกซึ้งอีกมาก แต่ท่านเป็นศิษย์ที่ดีเพียงหนึ่งเดียวของเฉินป๋อ(เฉินถูหนาน) มีหนังสือบางเล่มเขียนไว้ว่าหั่วหลงเจินเหรินเป็นศิษย์ระดับแนวหน้าของเฉินถูหนาน ท่านอู๋ถูหนานเคยไปตรวจสอบที่เขาอู่ตัง(บูตึง) ที่ประทับใจอันดับแรกคือโบสถ์อวี้ซวีกง ภายใน โบสถ์อวี้ซวีกงมีรูปเหมือนหล่อด้วยทองแดงของจางซันเฟิงในท่านั่ง ซึ่งพวกของท่านอู๋ถูหนาน ได้ลองวัดดู รูปเหมือนทองแดงนี้มีความสูง 1.40 เมตร หลังจากการปฏิวัติวัฒนธรรมมีคนกล่าว ว่า รูปเหมือนทองแดงถูกทุบตีจนได้รับความเสียหาย มีบางคนก็บอกว่าไม่ได้ถูกทุบตีจนเสียหาย ปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ของอำเภอ แต่เนื่องจากท่านอู๋ถูหนานไม่ได้ไปดูมา จึงขาด พยานหลักฐานในเรื่องนี้ ตอนที่ท่านอู๋ถูหนานไปเยี่ยมเยือนเขาอู่ตัง ได้ฟังตำนานเกี่ยวกับวีรกรรมของจางซันเฟิง ส่วน ใหญ่มีความคล้ายคลึงกับเรื่องที่ท่านอู๋ถูหนานได้เล่าไว้ ในช่วงเวลานั้นในอารามยังมีนักพรต เฒ่าที่สามารถรำมวยไท่เก๊กได้ เนื่องจากผ่านยุคสมัยมายาวนาน พวกนักพรตเหล่านั้นไม่ได้ เน้นในเรื่องนี้ ชุดมวยและท่าทางของท่ามวยรวมทั้งชื่อของท่ามวยที่พวกเขาฝึกกันนั้น มีที่ ไม่เหมือนกันอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงเหมือนกัน มวยไท่เก๊กที่จางซันเฟิงฝึกเมื่อสืบถึงต้นตอ ส่วนใหญ่เป็นแบบเดียวกับสามสิบเจ็ดท่าของ สวี่เซวียนผิง ลำดับของท่ามีการสลับกันอยู่บ้าง มาภายหลังจางซันเฟิงได้เพิ่มท่าเตะถีบเข้า ไปอีก 7 ท่า นี่จึงเป็นการกล่าวว่าจางซันเฟิงเป็นผู้คิดค้นขึ้นมา แท้ที่จริงมวยไท่เก๊กมีความ เป็นมาที่ไพศาลและยาวนาน จางซันเฟิงเป็นเพียงแต่เป็นปรมาจารย์ยุคหนึ่งที่รวบรวมเอา วิชาเข้าไว้ด้วยกัน
สรุปแล้วทั้งเฉิงหลิงสี, สวี่เซวียนผิง, เฉิงปี้, จางซันเฟิง, หวังจงเยว่, เจี่ยงฟา, เฉินฉางซิง, หยางลู่ฉาน เป็นต้นล้วนสืบช่วงมวยไท่เก๊กและบุกเบิกต่อไปข้างหน้า ต่างก็มีการคิดค้นและ สร้างสรรค์ พวกเรากล่าวว่าพวกท่านเป็นปรมาจารย์และบุรพาจารย์มีอันใดไม่เหมาะสมหรือ ที่กล่าวมาเป็นประวัติอย่างย่นย่อของมวยไท่เก๊กตั้งแต่ยุคราชวงศ์เหนือใต้จนถึงยุคราชวงศ์ชิง จุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการปฏิรูปให้ถึงรากเหง้า ให้ผู้ฝึกฝนมวยไท่เก๊กได้รับรู้ถึงความเป็นมา ที่แท้จริง นี่ไม่เพียงแต่มีประโยชน์ต่อมวยไท่เก๊กในประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ ต่อมวยไท่เก๊กทั่วโลกอีกด้วย



