อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 8)

อู๋ถูหนาน เสาหลักของวงการมวยไท่เก๊ก (ตอนที่ 8)

โดย อ.เซียวหลิบงั้ง (webmaster www.thaitaiji.com) ตีพิมพ์ในวารสารฮวงจุ้ยกับชีวิต

 

(ตอนก่อน)

เยือนเฉินเจียโกว

ค้นหาเพื่อปรับปรุง

ท่านอู๋ถูหนานอยากเล่าถึงเหตุการณ์สมัยก่อน เมื่อคราวไปเยี่ยมเยียนหมู่บ้านเฉินเจียโกวที่มณฑล เหอหนานเพื่อการตรวจสอบค้นหา ในปีค.ศ. 1917 ท่านอู๋ถูหนานได้ไปที่เมืองเจียวจว้อในมณฑล เหอหนาน ท่านอู๋ถูหนานได้ยินมาว่าที่นี่ห่างจากเฉินเจียโกวเพียง 10 ก.ม. ดังนั้นจึงเดินทางจาก เจียวจว้อไปยังอำเภอเวิน เนื่องจากเฉินเจียโกวตั้งอยู่ในอำเภอเวิน หลังจากถึงอำเภอเวินแล้ว ท่าน อู๋ถูหนานได้ไปหาฝ่ายศึกษาอำเภอ ขอเชิญให้พวกเขาช่วยการตรวจสอบในครั้งนี้ด้วย

เยี่ยมเยือนเฉินเจียโกว เฉินซินเป็นผู้ชี้แจง หลังจากที่ท่านศึกษาอำเภอเวินได้ตอบรับคำขอร้องแล้ว ได้แนะนำท่านอู๋ถูหนานว่าในสมัยนั้นเฉิน เจียโกวมีฐานะเป็นหมู่บ้าน ในหมู่บ้านนี้มีผู้รู้หนังสือน้อยมาก มีเพียงคนเดียวชื่อเฉินซินพอมีชื่อ เสียงอยู่ในกลุ่มปัญญาชน ดังนั้นท่านศึกษาอำเภอจึงไปเป็นเพื่อนกับท่านอู๋ถูหนานเพื่อหาเฉินซิน ออกจากตัวอำเภอเวินไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปไม่ไกลก็ถึงเฉินเจียโกว ที่เฉินเจียโกว มีลำคลองอยู่สายหนึ่ง(คำว่าโกวก็คือลำคลอง) ข้างลำคลองนี้มีเนินดินใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง กล่าวกันว่า ในปัจจุบันเนินดินนี้ถูกไถราบลงไปแล้ว ครั้นไปถึงบ้านของเฉินซิน เมื่อตอนเริ่มพูดคุยกันเห็นได้ว่าเฉินซินมีความวิตกกังวล เนื่องกลุ่มของ ท่านอู๋ถูหนานมาจากนครปักกิ่ง เฉินซินไม่รู้ว่าที่มาหาเขาเป็นเรื่องอะไร หลังจากที่ได้อธิบายแล้ว เขาก็เข้าใจว่ากลุ่มของท่านอู๋ เมื่อไปถึงบ้านของเฉินซิน เมื่อตอนเริ่มพูดคุยกันเห็นได้ว่าเฉินซิน มีความกังวลอยู่ เนื่องกลุ่มของท่านอู๋ถูหนานมาจากนครปักกิ่ง เฉินซินไม่รู้ว่าที่มาหาเขาเป็นเรื่อง อะไร หลังจากที่ได้อธิบายแล้ว เขาจึงรู้ว่ากลุ่มของท่านอู๋ถูหนานมาเพื่อตรวจสอบเรื่องของมวยไท่เก๊ก ในเฉินเจียโกว เฉินซินจึงเริ่มสนทนากับกลุ่มของท่านอู๋ถูหนาน เฉินซินเล่าว่าเขาเองเป็นครูสอน หนังสือโดยสอนอยู่ที่บ้าน เขาก่อตั้งโรงเรียนในบ้านขึ้นเรียกว่าสถานศึกษาฉี่เหมิง

เฉินซินชี้แจงให้แก่พวกของท่านอู๋ถูหนานอย่างละเอียด เขากล่าวว่าที่หมู่บ้านเฉินเจียโกวแห่งนี้ ทุกปีหลังจากที่หมดกิจกรรมทางการเกษตรแล้ว ก็จะใช้ลานของหมู่บ้านจัดชมรมเส้าหลินคนของ เฉินเจียโกวที่เป็นมวยเส้าหลินก็จะมาฝึกกันที่นี่ พวกวัยรุ่นจำนวนมากที่มาก็เพื่อการนี้ สิ่งที่พวกเขา ฝึกก็คือมวยเผ้าเฉวย ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของตระกูลเฉิน ซึ่งมวยนี้จัดเป็นมวยในตระกูลมวย เส้าหลิน กล่าวกันว่ามวยเผ้าเฉวยที่พวกเขาฝึกสืบทอดกันมาในตระกูล มีประวัติที่ยาวนานหลาย ร้อยปี คนในหมู่บ้านเรียกวิชานี้ว่าเผ้าเฉวยตระกูลเฉิน

มวยไท่เก๊กตระกูลเฉิน โดยท่านเฉินฟาเคอ

มวยไท่เก๊กตระกูลเฉิน โดยท่านเฉินฟาเคอ

 

พบผู้สืบทอดมวยไท่เก๊กที่สอนโดยเจี่ยงฟา กลุ่มของท่านอู๋ถูหนานถามเฉินซินว่าพวกท่านใช่ฝึกฝนเผ้าเฉวยใช่หรือเปล่า แล้วมวยไท่เก๊กเข้า มาที่ตระกูลของท่านได้อย่างไร เฉินซินกล่าวอย่างจริงจังว่า “มีอยู่ปีหนึ่งหลังการเก็บเกี่ยวในฤดู ใบไม้ร่วง เฉินฉางซิงซึ่งเป็นคนในตระกูลเฉินก็ให้ลูกหลานของตระกูลและพวกศิษย์มาฝึกมวยกัน ที่ลาน ประจวบเหมาะกับที่มีคนจากนอกหมู่บ้านคนหนึ่งมายืนดูการฝึกอยู่ห่างๆ เห็นว่ามีความสนุก สนานดี เขาเผลอตัวปล่อยเสียงหัวเราะดังฮาฮาออกมา เขารู้ตัวว่าเป็นการเสียมารยาทจึงรีบหันหลัง เดินหนีไป เฉินฉางซิงไล่กวดตามหลังไป ไล่ตามไประยะหนึ่งพอเห็นว่าไล่ตามทัน เฉินฉางซิงจึงยื่น มือออกไปคว้าหัวไหล่ของคนผู้นั้นไว้ คนผู้นั้นพอหันศีรษะกลับมา เฉินฉางซิงก็กระเด็นออกไปล้มลง อยู่กับพื้น เฉินฉางซิงคืบคลานขึ้นมาก็ต้องการกราบคนผู้นั้นเป็นอาจารย์ คนนั้นก็คืออาจารย์เจี่ยงฟา ซึ่งเปิดร้านเต้าหู้อยู่ที่เมืองซีอัน เนื่องจากเขาจะกลับบ้านเพื่อไปเยี่ยมมารดาที่เหอหนานจึงได้เดิน ทางผ่านมาที่นี่ ภายหลังเจี่ยงฟาและเฉินฉางซิงได้นัดหมายว่าอีก 3 ปีค่อยมาพบกัน เมื่อถึงกำหนด นัดเจี่ยงฟาก็มายังตระกูลเฉิน เฉินฉางซิงจึงพาเจี่ยงฟากลับไปที่บ้าน แล้วทำการกราบอาจารย์เพื่อ เรียนมวยไท่เก๊ก” ขณะที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น ก็พอดีมีคนที่มาจากข้างนอกคนหนึ่งเข้ามา เฉินซินจึงทำการแนะนำ“เขาชื่อตู้อวี้ว่าน เขาก็ฝึกมวยไท่เก๊กเหมือนกัน”กลุ่มของท่านอู๋ถูหนานจึงได้ซักถามตู้อวี้ว่านถึง สภาพการฝึกมวยไท่เก๊กของเขา คุณตู้จึงเล่าให้ฟังว่ามวยไท่เก๊กที่เขาฝึกนั้น เป็นสายที่ถ่ายทอดไป จากเจี่ยงฟาไปยังเมืองไคเฟิงในมณฑลเหอหนาน ซึ่งเป็นมวยชุดเดียวกันกับที่หยางลู่ฉานฝึกชื่อ ท่ามวยก็เหมือนกัน คืออวี้เป้ยซื่อ(ท่าเตรียมตัว), หลันเชวี่ยเหว่ย(คว้าหางนกกระจอก), ตันเปียน (แส้เดี่ยว), ถีโส่วซ่างซื่อ(ท่ายกมือขึ้น), ไป๋เหอเลี่ยนชื่อ(นกกระเรียนกางปีก) เป็นต้น ล้วนเหมือน กันทั้งหมด คุณตู้กล่าวว่า “มวยไท่เก๊กที่พวกผมฝึกกันไม่ได้ถ่ายทอดกันมาจากในตระกูลแต่เป็น การถ่ายทอดจากอาจารย์สู่ลูกศิษย์ต่อๆกันมา บุรพาจารย์รุ่นแรกของพวกผม ได้เรียนจากเจี่ยงฟา โดยเรียนพร้อมกันกับเฉินฉางซิง พวกผมก็ให้การเคารพเซ่นไหว้แก่เจี่ยงฟาด้วยเหมือนกัน” หลังการสนทนาคุณตู้ยังได้นัดผู้คนหลายคนมาฝึกมวย กลุ่มของท่านอู๋ถูหนานได้เห็นการฝึกของกลุ่ม คุณตู้ จึงเห็นว่าเป็นมวยชุดเดียวกันกับที่ตระกูลหยางถ่ายทอดไว้ จากการตรวจสอบจึงได้รู้ว่า ในสมัย ก่อนที่เฉินเจียโกวยังมีผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดจากเจี่ยงฟาไปอีกคนอีกสายหนึ่ง ซึ่งยังรักษาบทเพลงที่ เป็นเคล็ดวิชามวยไท่เก๊กของเจี่ยงฟาหลายบท เฉินซินยังได้กล่าวถึงเฉินฉางซิงว่าเป็นบุรุษที่มีเอว ตั้งตรง คนเรียกขานกันว่าไผเว่ยเซียนเซิง(ไผเว่ย-ป้าย ทำให้มองเห็นภาพว่าเฉินฉางซิงมีตัวตรงดั่ง ป้าย) เมื่อสมัยที่เขาเรียนมวยกับเจี่ยงฟา เจี่ยงฟาเริ่มสอนโดยการให้เฉินฉางซิงฝึกฝนให้เกิดความ เบาและผ่อนคลาย ร่างกายของเขาก็ทิ้งความแข็งกระด้างลงไปอย่างช้าๆค่อยเป็นค่อยไป จากนั้นจึง สอนให้เฉินฉางซิงฝึกมวยไท่เก๊ก เฉินซินได้กล่าวถึงเมื่อสมัยที่เจี่ยงฟาเปิดร้านเต้าหู้ที่เมืองซีอาน ในมณฑลส่านซี ได้เรียนมวยไท่เก๊กจากอาจารย์แซ่หวังท่านหนึ่งที่เมืองซีอาน อาจารย์หวังท่านนี้ก็ คือทายาทของหวังจง(หวังจงเยว่) เฉินซินเล่าว่า คนตระกูลเฉินในเฉินเจียโกวได้ยินว่าเฉินฉางซิงกราบเจี่ยงฟาเป็นอาจารย์เรียนมวย ไท่เก๊ก เห็นว่าเป็นความอัปยศของมวยเผ้าเฉวยตระกูลเฉิน ด้วยเหตุนี้นับตั้งแต่บัดนั้นมาไม่อนุญาต ให้เฉินฉางซิงสอนเผ้าเฉวยอีกต่อไป ให้เขาสอนแต่เพียงมวยไท่เก๊กซึ่งเป็นวิชานอกตระกูลดังนั้น วิชาที่หยางลู่ฉานและหลี่ป๋อขุยฝึกฝนจากเฉินฉางซิงก็คือมวยไท่เก๊ก ส่วนนอกนั้นที่เป็นลูกหลานของ ตระกูลเฉินในเฉินเจียโกว ยังคงฝึกเผ้าเฉวยที่ถ่ายทอดจากตระกูล

เฉินซินมุมานะแต่งหนังสือมวยไท่เก๊กตระกูลเฉิน เฉินซินเล่าถึงเรื่องในสมัยของเขาเอง ของพวกเขาสองคนพี่น้อง พี่ชายชื่อเฉินเหยา เฉินซินถอน หายใจพร้อมกับกล่าวอย่างสังเวชใจว่า บิดาของเขาให้เขาเรียนทางอักษรศาสตร์ ส่วนพี่ชายให้เรียน ด้านวิทยายุทธ์ สุดท้ายพี่ชายเขาได้ตำแหน่งเป็นโส่วเป้ย(เทียบเท่าผู้ปกครองเขต) ตัวเขาเองเนื่อง จากเรียนแต่หนังสือ เลยไม่ประสบผลสำเร็จสักอย่าง เป็นแต่เพียงครูสอนหนังสือของโรงเรียนในบ้าน เฉินซินกล่าวกับกลุ่มของท่านอู๋ถูหนานว่า “อยากมุมานะเขียนหนังสือสักเล่ม ชื่อหนังสือเรียกว่า หนังสืออธิบายประกอบภาพมวยไท่เก๊กตระกูลเฉิน” ท่านอู๋ถูหนานถามเฉินซินว่ารำมวยเป็นหรือ เปล่า เขาตอบมาว่าผมรำมวยไม่เป็นไม่ว่าจะเป็นเผ้าเฉวยหรือว่ามวยไท่เก๊กท่านอู๋ถูหนานพูดว่า “อย่างนี้ก็ประหลาดแล้ว คุณรำมวยไม่เป็นแล้วคุณเขียนหนังสือได้ยังไง”เฉินซินกล่าวว่าเขามีความ ชำนาญในวิชาอี้จิง ในเมื่อเรียกว่าไท่เก๊กก็หนีไม่พ้นเรื่องของอี้จิง “ผมเอาการเปลี่ยนแปลงของทิศ ต่างๆในอี้จิงเขียนออกมา แทรกรูปภาพลงไป เอาเผ้าเฉวยที่คนในตระกูลฝึกกันเอามาผสมผเสเข้า ด้วยกัน ก็เป็นมวยไท่เก๊กขึ้นมาชุดหนึ่ง เขายังพูดอีกว่า “ที่นครปักกิ่งนิยมมวยไท่เก๊กกันมาก แล้ว ค่อยๆแพร่หลายมาทางใต้แล้ว นี่เป็นโอกาสอันดีงาม” กลุ่มของท่านอู๋ถูหนานยังได้ให้กำลังใจแก่ เฉินซิน รอให้เขาเขียนเสร็จเรียบร้อย ทุกคนค่อยช่วยเหลือคิดหาวิธีให้เขา

สำหรับหนังสือของเฉินซินทำไมถึงใช้ถูซัว(คำอธิบายประกอบภาพ)สองคำนี้ เนื่องจากในสมัยซ่งซึ่ง มีเฉินซีอี๋กับเส้าคังเจี๋ยเป็นต้น พวกเขาล้วนเคยเขียนภาพประกอบคำอธิบายไท่เก๊กมาแล้ว เฉินซิน ก็เลยใช้ชื่อแบบนี้บ้าง สำหรับเนื้อหาภายในหนังสือ เพียงแค่สามารถใช้วิชาอี้จิงมาอธิบายก็เป็นอัน สำเร็จ จุดมุ่งหมายของเฉินซิน อยู่ที่การอธิบายในเรื่องอี้จิง แต่ไม่ได้อยู่ที่การอธิบายในเรื่องของ มวยไท่เก๊ก เกี่ยวกับเรื่องนี้ เฉินซินได้ให้คำอธิบายแก่ท่านอู๋ถูหนานว่า หนังของเขาเล่มนี้เมื่อทำออก มาแล้วไม่เหมาะสมไม่สอดคล้องกับมวยไท่เก๊ก เนื่องจากว่าจุดมุ่งหมายของเขาไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้

มีการสลับสับเปลี่ยนระหว่างเฉินหวังถิงสองคน

เฉินซินยังได้นำกลุ่มของท่านอู๋ถูหนานไปชมดูสุสานของตระกูลเขา พวกท่านอู๋ถูหนานได้เห็นสุสาน ของเฉินหวังถิงซึ่งเป็นบรรพบุรุษรุ่นที่ 9 ของตระกูล ที่หน้าสุสานมีศิลาจารึกขนาดเล็กอยู่ จารึกไว้ว่า อู่เสียนเซิง(หมายถึงนักเรียนวิชาบู๊ที่โรงเรียนในท้องถิ่น) ซึ่งในภายหลังอู่เสียนเซิงได้เปลี่ยนมาเรียก เป็นอู่ซิ่วไฉ(ตามทั่วไปแปลว่าบัณฑิตบู๊) ซึ่งเทียบเท่ากับการจบชั้นประถมปลายในยุคปัจจุบัน ซึ่งคุณ กู่หลิวเซียงได้เข้าใจผิดว่า เป็นเฉินหวังถิงอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นนักการทหารในสมัยราชวงศ์หมิงตอนปลาย กล่าวว่าเขามีคุณูปการอันยิ่งใหญ่มากมาย ออกรบทำสงครามอย่างไรบ้างเป็นต้น คุณกู่หลิวเซียงอ้าง หลักฐานว่าเฉินหวังถิงเป็นเหวินจิ้นซื่อ(จิ้นซื่อบุ๋น-จิ้นซื่อเป็นตำแหน่งบัณฑิตหลวงชั้นต้นตัวจริง) กิน ตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์และควบตำแหน่งแม่ทัพ กับเฉินหวังถิงที่เป็นบรรพบุรุษ ของเฉินซินที่เป็นแค่อู่เสียนเซิง เป็นซิ่วไฉคนหนึ่ง ซึ่งนี่มันต่างกันลิบเลย

รูปท่านเฉินหวังถิงบรรพบุรุษตระกูลเฉิน

รูปท่านเฉินหวังถิงบรรพบุรุษตระกูลเฉิน และท่านเจียงฟา (คนถือง้าว)

ประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์หมิงเขียนถึงเฉินหวังถิงว่า เป็นชาวอำเภอหลูหลงมณฑลเหอเป่ย แต่เฉิน หวังถิงที่เป็นบรรพบุรุษของเฉินซิน เป็นคนในตระกูลเฉินที่อำเภอเวินมณฑลเหอหนานที่แท้นี่เป็นคน สองคน เพราะอะไรถึงได้ผิดพลาดไปได้ ท่านอู๋ถูหนานคาดว่ามีคนใช้ป้ายยี่ห้อของขุนนางใหญ่ในราช วงศ์หมิง เพื่อเป็นการสร้างชื่อเสียงและเพิ่มสีสันให้กับมวยไท่เก๊กตระกูลเฉินหลังจากที่ได้รู้เรื่องนี้ ไม่นาน คุณกู้หลิวเซียงซึ่งเคยทำให้ผู้อ่านเชื่อในทฤษฎีของเขา ได้เขียนต้นฉบับให้กับ“ถี่อวี้เป้า” ซึ่ง เป็นหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับการกีฬาว่า เกี่ยวกับเรื่องของเฉินหวังถิงที่เขาเคยเขียนไปนั้น ข้อมูลที่เขา ได้มานั้นมีความผิดพลาด เขาจะรีบทำการแก้ไข แต่ว่าหนังสือที่คุณกู้เขียนไปนั้นไม่มีโอกาสได้พิมพ์ ซ้ำ รอจนการพิมพ์ครั้งใหม่ได้รับการแก้ไขข้อผิดพลาด ท่านอู๋ถูหนานคิดว่าสิ่งที่คุณกู้ทำไปนั้นก็กลาย เป็นข้อมูลที่ถูกต้องไปแล้ว ว่ากันตามวิธีการของการศึกษา หากมีข้อผิดพลาดต้องรีบทำการแก้ไข ยิ่ง ถ้าเป็นปัญหาของข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ยิ่งต้องทำเช่นนี้

การประชุมวิเคราะห์มวยไท่เก๊ก เฉินฟาเคอยอมรับว่าตนเองไม่มีสิทธิ์ออกเสียง ในราวปีค.ศ. 1950 หลังจากที่ได้ก่อตั้งสมาคมพละศึกษาแห่งประเทศจีนขึ้นที่นครปักกิ่ง และ ได้ก่อตั้งคณะกรรมการบริหารรูปแบบการพละศึกษาแห่งประชาชาติขึ้นที่นครปักกิ่งเช่นเดียวกัน ประธานคณะกรรมการชื่อว่าจางเจิน เขาได้เปิดการประชุมคณะกรรมการวิเคราะห์มวยไท่เก๊ก ขึ้นที่เขตตงเฉิงในนครปักกิ่ง ท่านอู๋ถูหนานได้รับเชิญให้ไปเข้าร่วมการประชุม เมื่อท่านอู๋ไปถึง ที่นั่น ก็มองเห็นว่านอกจากคนที่ฝึกมวยไท่เก๊กแล้ว ยังมีเฉินฟาเคอกับเกาซุ่ยโจวสองคนรวมอยู่ ด้วย ท่านอู๋ถูหนานจึงได้ถามท่านประธานคือจางเจินว่า “ที่เปิดประชุมในวันนี้เป็นการประชุมอะไร”จางเจินตอบว่า “เป็นการประชุมการวิเคราะห์มวยไท่เก๊ก”

ท่านเฉินฟาเคอ รุ่น 17 แห่งตระกูลเฉิน

ท่านเฉินฟาเคอ รุ่น 17 แห่งตระกูลเฉิน

ท่านอู๋ถามต่อว่า “แล้วถ้ามีคนที่ไม่ได้ฝึกมวยไท่เก๊กมาร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วยจะทำอย่างไร จะ ถือว่าพวกเขาเป็นผู้มีสิทธิ์ออกเสียง หรือไม่มีสิทธิ์ออกเสียง เนื่องจากผู้เข้าประชุมที่เป็นคนนอก (คือไม่ได้เป็นผู้ฝึกมวยไท่เก๊ก)จะไม่มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนน”

จางเจินตอบว่า “แต่ว่าบุคคลที่ผมเชิญมาล้วนเป็นผู้ที่ฝึกมวยไท่เก๊กกันทั้งนั้น เชิญคุณลองดูว่า ที่นี่มีใครบ้างไม่ได้ฝึกมวยไท่เก๊กบ้างหรือเปล่า” ท่านอู๋กล่าวว่า “ผมเห็นว่ามีอยู่สองคน คนหนึ่งคือเฉินฟาเคอ เขาฝึกเผ้าเฉวย ส่วนอีกคนหนึ่ง คือเกาซุ่ยโจว เขาฝึกอู่สิงเฉวย(หมัดห้าธาตุ)” จากนั้นท่านอู๋ยังไปถามเฉินฟาเคอว่า “คุณพูดเองดีกว่าว่า ที่แท้คุณใช่ฝึกมวยไท่เก๊กหรือว่าฝึก มวยเผ้าเฉวย ถ้าหากคุณสองคนพูดว่าคุณฝึกมวยไท่เก๊ก วันนี้เป็นการวิเคราะห์ พวกเราทั้งหมด ก็มาร่วมวิเคราะห์กัน ประการแรกมวยไท่เก๊กก็คือไม่ใช้แรง ประการที่สองมวยไท่เก๊กคือใช้เผิง, หลี, จี่, อั้น, ไฉ่, เลี่ย, โจ่ว, เค่า เดินหน้า, ถอยหลัง, เหลียวซ้าย, แลขวา, ตั้งมั่นตรงกลาง เหล่า นี้เป็นหลัก อาศัยหลักนี้ค่อยใช้หลันเชวี่ยเหว่ย, ตันเปียน, ถีโส่วซ่างซื่อ, ไป๋เหอเลี่ยนชื่อ เป็นต้น จะวิเคราะห์กระบวนท่าก่อนหรือว่าจะวิเคราะห์ทุยโส่วก่อน ก็ดูว่าทั้งสองท่านฝึกเผ้าเฉวยมวยห้า ธาตุหรือว่ามวยไท่เก๊ก” กล่าวถึงตรงนี้เกาซุ่ยโจวก็พูดกับเฉินฟาเคอว่า “เหล่าเฉิน(คนแซ่เฉิน)เอ๋ย พวกเราก็เป็นผู้เข้า ประชุมที่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงแล้ว(คือเป็นผู้ฟังการประชุมอย่างเดียวเท่านั้น)” เฉินฟาเคอกล่าวว่า “ก็ได้แต่เป็นผู้เข้าร่วมประชุมที่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงแหละพวกเราไม่ได้เล่น ศิลปะนี้ แล้วจะไม่ให้เป็นคนนอกได้อย่างไรเล่า” จากนั้นจึงเปิดการประชุม เขาทั้งสองคนนับว่าเป็นผู้เข้าร่วมประชุมที่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงเรื่องนี้ ได้มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเอาไว้ในขณะนั้น ท่านอู๋ถูหนานเห็นว่าพวกเขาทั้งสองคน มีท่าทีที่ดีมาก มีความเปิดเผยอย่างยิ่ง การประชุมในครั้งนั้นสำเร็จผลอย่างดี โชวซือจิ้ง ใช้ภาษาไม่ถูกต้อง ในช่วงต้นทศวรรษที่ 60 คณะกรรมการบริหารรูปแบบการพละศึกษาแห่งประชาชาติ ที่เขต ตงเฉิงในนครปักกิ่งได้จัดการประชุมขึ้น การประชุมในครั้งนั้นเป็นการถกกันในเรื่องโชวซือจิ้ง (พลังสาวไหม)และฉันซือจิ้ง(พลังรังไหม) กล่าวตั้งแต่ต้นชื่อของหัวข้อการประชุมก็ใช้ภาษาไม่ ถูกต้องแล้ว โชวซือ(สาวไหม)คำนี้พบในเคล็ดการเดินพลังของมวยไท่เก๊กของหวังจงเยว่ ซึ่งนี่ เป็นคำอุปมา หวังจงเยว่กล่าวว่า “ฝึกมวยไท่เก๊กการเดินพลังก็ดุจเดียวกับการสาวเส้นไหม” ถ้าหากว่าออกแรงสาวเร็วและแรงไปเส้นไหมก็จะขาด หากสาวไม่พอเหมาะพอดี ก็สาวเส้นไหม ไม่ออกมา นี่เป็นคำอุปมาอุปไมยกับพลังของการฝึกมวยไท่เก๊ก แกร่งเกินพอดีก็ไม่ได้ อ่อนเกิน พอดีก็ไม่ได้อีก ต้องมีสัดส่วนพอเหมาะพอดี คำอุปมาอุปไมยแบบนี้มีอยู่มากมาย ดังเช่นการ เดินพลังดุจเหล็กกล้าที่ถูกตีร้อยครั้ง, การเดินพลังดุจการน้าวคันธนู,การปล่อยพลังดุจการปล่อย ลูกเกาทัณฑ์ อะไรพรรค์นี้ มีบางคนไม่เข้าใจทางภาษา ก็ยัดเยียดเอาคำว่าสาวไหมมาเรียกเป็น พลังชนิดหนึ่ง เรียกอย่างผิดๆว่าเป็นพลังสาวไหมอะไรพรรค์นั้น ยังมีพวกชื่อพลังแปลกๆอีกมาก ที่ฟังแล้วน่าขบขัน ในเมื่อพวกเขาได้เชิญพวกเราไปประชุม พวกเราก็ได้ไปฟังการประชุม ถ้า หากว่าในเวลานั้นคุณพูดว่าพวกเขาไม่เข้าใจภาษา คิดว่ามันไม่ส่งผลกระทบต่อพวกเขาในที่ ประชุมหรอกหรือ? สำหรับคำว่าฉันซือจิ้งเป็นคำที่คนในเฉินเจียโกวตั้งขึ้นมา ยัดเยียดเข้าไว้ ในมวยไท่เก๊ก เพียงแต่เอาคำฉันซือจิ้งมาช่วยในการอธิบาย ลากเอามวยไท่เก๊กมาไว้ในเผ้าเฉวย ถึงแม้ว่าเผ้าเฉวยจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปบ้าง อีกทั้งเอาชื่อมวยไท่เก๊กใส่ไว้ข้างหน้า เชื่อว่าผู้รักในมวยไท่เก๊กทั้งในประเทศจีนและทั่วโลกสามารถแยกแยะในคุณค่าของศิลปะนี้ได้ มากขึ้นกว่าเดิม

(ยังมีต่อ)